“สมชัย” อดีต กกต.วิเคราะห์ กกต.ดำเนินคดี ม.151 ฟันธง “พิธา” ยุ่งยากมากกว่าเดิม เหตุทำถือหุ้นสื่อยังไม่จบ แจงยิบ ส่งผล ส.ว.โหวตนายกฯ แน่ แนะ วิธีแก้สู้ด้วยข้อเท็จจริง อย่าไปกดดัน เหตุ ทำให้โอกาสที่ ส.ว.มาโหวตลดน้อยลง
วันที่ 10 มิ.ย. 2566 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า การที่ กกต.ใช้ ม.151 มาพิจารณาเป็นอันดับแรก ถือว่าเป็นเรื่องที่จะสร้างความยุ่งยากให้กับคุณพิธามากขึ้นกว่าเดิม เพราะปกติการใช้ ม.151 จะเป็นการพิจารณาใช้ในอันดับหลังสุด หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีการวินิจฉัยแล้วว่าผิด เพื่อจะไปดำเนินคดีอาญาต่อ และประเด็นการถือหุ้นสื่อมันก็ยังไม่จบ เพราะว่าการยกคำร้องไม่ได้ยกเนื้อหา แต่ที่ยกเนื่องจากเวลาที่เสนอเข้ามามันไม่ถูกจังหวะ ในอนาคตถ้ามีการแต่งตั้ง ส.ส.แล้ว ก็อาจมีสิทธิที่จะมีคำร้องดังกล่าวกลับมาอีกได้ โดยมาจาก ส.ส. ส.ว. หรือ กกต.เอง ก็ได้ ดังนั้นในตอนนี้ จึงมี 2 ช่องทางที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ยิ่งทำให้ นายพิธา ยุ่งยากกว่าเดิม และโทษอาจจะหนักกว่าเดิม
...
และเมื่อถามว่า การยก ม.151 ขึ้นมาเป็นอันดับแรก เป็นไปตามกลไกปกติหรือไม่ เพราะปกติจะเป็นอันดับสุดท้าย นายสมชัย บอกว่า เป็นเรื่องที่ กกต.สามารถทำได้ และการฟ้องร้องทางอาญาโดยใช้ ม.151 ก็เกิดขึ้นอยู่เยอะพอสมควร เพียงแต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้สมัครที่มีชื่อเสียง จึงไม่ได้ปรากฏเป็นข่าว กรณีของคุณพิธาเอง ศาลก็ยังไม่ได้ชี้ แต่ กกต.มีความเชื่อด้วยหลักฐาน ก็สามารถดำเนินการได้ แต่ก็เป็นความเสี่ยงของ กกต. ด้วย เพราะหากดำเนินการโดยไม่รอบคอบ ก็จะเป็นการไปแจ้งข้อกล่าวหาโดยไม่เป็นความจริง หากอีกฝ่ายชนะคดี ศาลยกคำร้อง หรือพิพากษาว่าไม่ผิด ก็จะเกิดผลผิดกับ กกต. ที่อาจโดนฟ้องร้องกลับได้ ซึ่งตนมองว่าตอนนี้ กกต.อาจจะไม่ได้คิดไกลขนาดนั้น คิดว่าในการดำเนินการเป็นสิ่งที่ทำให้ ส.ว. มองว่า คนที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯนั้น มีความไม่ใสสะอาด ก็อาจจะเป็นเหตุในการกล่าวอ้างว่า ไม่สมควรในการลงคะแนนโหวตนายกให้ คิดว่า กกต.หวังผลแค่นี้
มาตรา 151 เป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นบทลงโทษ ว่าผู้ใดการทำความผิดตามมาตรา 42 (3) ซึ่งเป็นเรื่องการถือหุ้นสื่อ ซึ่งจะสอดคล้องตามมาตรา 98 (3) คือถ้าใครก็ตามที่รู้ว่าตัวเองขาดคุณสมบัติในการสมัคร กกต.ก็สามารถที่จะฟ้องดำเนินคดีทางอาญาได้ โดย กกต.จะต้องรวบรวมหลักฐาน ร้องทุกข์กล่าวโทษไปทางสถานีตำรวจ ผ่านอัยการ ให้สั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง และไปสู้กันในชั้นศาล โดยกรณีนี้จะมีโทษทางอาญา ทั้งจำทั้งปรับ (จำคุกไม่เกิน 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท และตัดสิทธิทางการเมือง 20 ปี ซึ่งถือว่าเป็นโทษหนัก และส่วนใหญ่ผู้ที่โดนคดีนี้ ก็จะโดนไม่ค่อยหนัก เช่นเดียวกับกรณีนายพิธา ตนมองว่า ไม่มีอะไรน่ากังวล
เมื่อถามอีกว่า มติ กกต. ที่ออกมาจะส่งผลกับการตัดสินใจที่ ส.ว. จะยกมือโหวตให้คุณพิธาเป็นนายกฯ หรือไม่ นายสมชัยตอบว่า แน่นอน เพราะ ส.ว. จะต้องดูข้อมูลประกอบการตัดสินใจในหลายๆ เรื่อง เรื่อง ม.151 อาจจะเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในการประกอบการตัดสินใจ ซึ่งก็แล้วแต่มาตรฐานของ สว.แต่ละคน เพราะบางคนอาจจะมองว่า นายพิธาอาจจะยังไม่มีความผิด เพราะเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา ศาลยังไม่ตัดสิน หรือบางคนอาจจะมองว่าไม่ได้ มีเรื่องแบบนี้เป็นความไม่ใสสะอาด ก็อาจจะไม่โหวตให้ก็ได้ ซึ่งทั้งหมดอยู่ที่วิจารณญาณของ ส.ว. แต่ละคน
ในตอนนี้ถึงแม้ข่าวจะออกมาว่า นายพิธาได้โอนหุ้นไปแล้ว แต่เราก็ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงในรายละเอียดว่า เป็นอย่างไร ถ้าโอนไปให้แก่ทายาท ดังนั้น ณ วันที่ 4 เมษายน 66 ซึ่งเป็นวันสมัคร ส.ส. ก็ถือว่าไม่มีหุ้นอยู่ในมือแล้ว ถ้าเป็นตามนี้ก็อาจจะไม่ผิด แต่ในเรื่องนี้ต้องไปดูในรายละเอียดอื่นๆ ทั้งหมด เพราะมันแตกย่อยได้หลายประเด็น เพราะฉะนั้นต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย
ตนมองว่า หลังจากนี้ น่ามีการร้องในประเด็นการถือหุ้นสื่อในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจจะเป็น ส.ส.50 คน ส.ว.25 คน หรือ กกต. ร้องเอง และเชื่อว่าในวันที่โหวตนายกฯ คำตัดสินทั้งหมดก็ยังคงไม่เกิดขึ้น แต่มันก็จะเป็นเหตุในการอ้างให้เกิดการไม่ยอมรับ เพราะฉะนั้นนายพิธาเอง จะต้องสู้ เพื่อให้ข้อเท็จจริงต่างๆ มันปรากฏขึ้น และต้องไปชี้แจงกับ กกต. และทำอะไรก็ตามให้คนทั่วไปเข้าใจ โดยไม่ใช้วิธีการสร้างกระแสในการกดดัน เพราะจะทำให้โอกาสที่จะให้ ส.ว.มาโหวตเลือกลดน้อยลง จึงต้องใช้เหตุผลในการโน้มน้าวใจ และชี้แจงให้คนในสภาเข้าใจนั่นเอง เพราะคนที่โหวตคือคนในสภา