“พิธา” ยอมรับโอนหุ้นไอทีวี ปัดหนีผิดถือหุ้นสื่อ แจงโอนหุ้นให้ทายาทอื่น ป้องกันความเสี่ยง ลุยตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ โวยขบวนการปลุกผีฟื้นคืนชีพไอทีวีเป็นสื่อ ขวาง ก.ก.ฟอร์มรัฐบาล เสียบสกัดนั่งนายกฯ อ้างไอทีวีสิ้น สถานะสื่อตั้งแต่ถูก สปน.บอกเลิกสัญญาร่วมงาน 7 มี.ค.50 ซัดพิรุธแปลงงบฯการเงินจากเดิมมาเป็นสื่อโฆษณาฯจ้องเล่นงาน “ปิยบุตร” จวก นิติสงครามเดินเกมล้มโต๊ะ ฉายหนังซ้ำหลอกหลอนสังคมไทย “สมชัย” ชี้ทิ้งหุ้นไม่เป็นผลดีต่อรูปคดี เตือนอย่าประมาทเครื่องจักรเก่าต้านการเปลี่ยนแปลง “สมชาย” แซะโอนหุ้นไม่ช่วยให้ผิดกลายเป็นถูก “ทิม” ยกทีมพรรคร่วมฯหารือที่พรรค พท. ตั้งเพิ่ม 5 คณะทำงาน เล็งจัดทริปสัญจร “ประยุทธ์” ปัดไม่ได้หวังส้มหล่น บ่นไร้สาระซุ่มตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย “บิ๊กป้อม” อมยิ้มไม่ตอบ พปชร.ตัวแปรสำคัญพลิกขั้ว

หลังถูกจับตาปัญหาการถือหุ้นสื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และแคนดิเดตนายกฯของพรรค ก.ก.ออกมาชี้แจงว่า ได้โอนหุ้นไอทีวีที่ถือครองในฐานะผู้จัดการกองมรดกไปให้ทายาทคนอื่นแล้วป้องกันปัญหาจากกระบวนการฟื้นคืนชีพความเป็นสื่อมวลชนให้กับบริษัท ITV สกัดกั้นการจัดตั้งรัฐบาล

“ทิม” โต้ไอทีวีสิ้นสถานะสื่อ 7 มี.ค.50

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 6 มิ.ย. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ผมพร้อมสู้กับความพยายามคืนชีพ ITV เพื่อสกัดกั้นพวกเรา” ตามที่ทราบกันดีว่า ตั้งแต่วันที่ 7 มี.ค.2550 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งบอกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบยู เอช เอฟ ต่อบริษัทไอทีวีจำกัด (มหาชน) (ITV) ส่งผลให้สัญญาร่วมงานฯ สิ้นสุดลง เป็นเหตุให้ ITV ไม่สามารถใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคมได้นับแต่นั้นเป็นต้นมาจวบจนปัจจุบัน โดยผลของการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวส่งผลให้สิทธิในคลื่นความถี่กลับมาเป็นของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการให้บริการส่งวิทยุโทรทัศน์ระบบยู เอช เอฟ ต่อไป และเมื่อ พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับ โดยผลของมาตรา 57 ส่งผลให้คลื่นความถี่ดังกล่าวตกเป็นของ TPBS กรณีดังกล่าวยังคงเป็นข้อพิพาทเรียกร้องค่าเสียหายระหว่าง ITV กับสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ จากการบอกเลิกสัญญาพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายยังอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด เห็นได้ว่า นับแต่ ITV ถูกยกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบยู เอช เอฟ ส่งผลให้ ITV ไม่สามารถใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการฯสถานะความเป็นสื่อมวลชนจึงสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ 7 มี.ค.2550 นับแต่นั้นมา

...

แจ้ง ป.ป.ช.เป็น ผจก.มรดกพ่อ 16 มี.ค.50

นายพิธาโพสต์อีกว่า ต่อมาวันที่ 16 มี.ค.50 ศาลแต่งตั้งให้ตนเป็นผู้จัดการมรดกของคุณพ่อ และได้รับมอบหมายจากทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของคุณพ่อ ให้รับโอนหลักทรัพย์ หนึ่งในนั้นคือหุ้น ITV เป็นกองมรดกถือครองไว้แทนทายาทเรื่อยมา โดยที่หุ้น ITV ไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอีกต่อไป ต่อมาปี 2557 หุ้น ITV ถูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพิกถอนหุ้นสามัญออกจากตลาดหลักทรัพย์ อันเป็นผลให้ไม่สามารถซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้อีกต่อไป สำหรับหุ้นตัวนี้ เป็นหนึ่งในหุ้นอันเป็นกองมรดกของคุณพ่อที่ผมถือครองแทนทายาทอื่นมีหุ้นหลายตัวที่ถูกเพิกถอนหุ้นสามัญออกจากตลาดหลักทรัพย์ และไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นเหตุให้ผมได้รับมอบหมายจากทายาทให้ถือครองหุ้นไว้แทนทายาทอื่น จนเมื่อผมเข้ามาทำงานการเมืองในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.เรื่องนี้อย่างเปิดเผย ด้วยความบริสุทธิ์ใจทุกประการ

ชี้พิรุธแปลงงบการเงินปลุกผีมาเล่นงาน

นายพิธาโพสต์ต่อว่า ปัจจุบันกลับมีความพยายามฟื้นคืนชีพให้ ITV กลายเป็นสื่อมวลชนเพื่อนำมาใช้เล่นงานผม ยกข้อมูลตามแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ของ ITV เช่น ปีบัญชี 2561-2562 ระบุประเภทธุรกิจว่า “กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก” ปีบัญชี 2563-2564 ระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” โดยในส่วนสินค้า/บริการ ระบุว่า “ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินการเนื่องจากติดคดีความ” ส่วนในปีบัญชี 2565 ระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” ในส่วนสินค้า/บริการ ระบุว่า “สื่อโฆษณาและผลตอบแทนจากการลงทุน” ทั้งนี้เนื้อหาในหมายเหตุงบการเงินไม่ปรากฏรายได้จากกิจการสื่อโทรทัศน์ และสื่อโฆษณาตามที่ระบุประเภทธุรกิจไว้แต่อย่างใด โดยงบการเงินปีบัญชี 2565 มีการนำส่งงบการเงินต่อ DBD ในวันที่ 10 พ.ค.2566 (ก่อนวันเลือกตั้งเพียง 4 วัน) แสดงให้เห็นว่า การจัดทำแบบนำส่งงบการเงินและข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงินไม่สอดคล้องกัน เป็นข้อพิรุธที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อความในแบบนำส่งงบการเงิน จากเดิม “กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก” แก้เป็น “สื่อโทรทัศน์” ทั้งที่ประกอบกิจการไม่ได้ และปีล่าสุดแก้เป็น “สื่อโฆษณาและผลตอบแทนจากการลงทุน” ทั้งที่ในหมายเหตุประกอบงบการเงินระบุรายได้จากดอกเบี้ยและการลงทุนในตราสารหนี้

ผวาเกมสกัดแบ่งมรดกหุ้นให้ทายาทอื่น

นายพิธาโพสต์อีกว่าในรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น ITV เมื่อวันที่ 26 เม.ย.66 มีการตั้งคำถามของผู้ถือหุ้นบางรายว่า บริษัทไอทีวีมีการดำเนินการเกี่ยวกับสื่อหรือไม่ ขอให้ทุกท่านที่มีใจเป็นธรรมพิจารณาว่า เป็นคำถามมีความมุ่งหมายทางการเมืองหรือไม่ ให้ท่านตอบตัวท่านเองว่านี่คือพฤติการณ์ความพยายามฟื้นคืนชีพ ITV ให้กลับมาเป็นสื่อใช่หรือไม่ ด้วยข้อพิรุธหลายประการที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ผมตัดสินใจหารือทายาทที่มอบหมายให้ผมถือครองหุ้น ITV ซึ่งเป็นมรดกของคุณพ่อไว้แทนทายาทอื่น จนได้ข้อสรุปร่วมกันว่าให้ผมจัดการแบ่งมรดกหุ้น ITV ให้แก่ทายาทอื่นไปโดยสิ้นเชิง เพื่อป้องกันปัญหาจากกระบวนการฟื้นคืนชีพความเป็นสื่อมวลชนให้กับบริษัท ITV ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ดังข้อพิรุธดังกล่าวข้างต้น ผมขอเรียนทุกท่านว่า การต่อสู้คดีนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญเดินตามแนวคำวินิจฉัยที่ผ่านมาและรักษาความเป็นเอกภาพในการตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องนี้ มั่นใจอย่างยิ่งว่าไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการเป็นแคนดิเดตนายกฯ

จี้ดูบรรทัดฐานศาลฎีกาชี้ “ชาญชัย”

นายพิธาระบุด้วยว่า สำหรับข้อพิจารณา บรรทัดฐานตามคำสั่งศาลฎีกา คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 24/2566 (คดีชาญชัย อิสระเสนารักษ์) และคำสั่งศาลฎีกาล่าสุดหลายคดี หากปรากฏว่า ผู้ร้องในคดีตามคำสั่งศาลฎีกา คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 24/2566 ศาลฎีกามีคำสั่งให้เป็นบุคคลที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (3) ของรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 42 (3) แล้ว ปรากฏว่าต่อมาผู้ร้องดังกล่าวได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.และยังคงถือหุ้นในบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) อยู่ และมีผู้ร้องเสนอเป็นคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลักษณะต้องห้ามในการเป็น ส.ส.ของบุคคลดังกล่าวตามมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) ของรัฐธรรมนูญ แล้วปรากฏว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บุคคลดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามมาตราดังกล่าวแล้ว โดยไม่พิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังบรรทัดฐาน คำสั่งศาลฎีกาข้างต้น กรณีย่อมก่อให้เกิดผลประหลาดและกระทบกระเทือนต่อความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง อันก่อให้เกิดความสั่นคลอนในความเชื่อถือ และความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนที่อยู่ภายใต้กฎหมายต่อระบบบรรทัดฐานทางกฎหมายของไทย ฉะนั้น เพื่อดำรงไว้ซึ่งความแน่นอนชัดเจนในระบบกฎหมายและรักษาครรลองการใช้การตีความกฎหมายให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) และมาตรา 101 (6) ศาลรัฐธรรมนูญพึงรักษาความเป็นเอกภาพในการใช้และตีความบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเดียวกันให้ก่อตั้งผลในทางกฎหมายที่เหมือนกัน อันเป็นมาตรฐานของระบบกฎหมายในอารยประเทศที่เป็นที่ยอมรับในสากล

ปัดทิ้งหุ้นหนี ไม่มีใครสกัดฉันทานุมัติได้

นายพิธาระบุอีกว่า ผมมีความมั่นใจว่า ก่อนที่ผมจะดำเนินการโอนหุ้น ITV นั้น บริษัท ITV ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมวลชนใดๆ มั่นใจข้อเท็จจริงในอดีต แต่ข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ไม่อาจคาดหมายได้ว่าบริษัท ITV จะถูกทำให้ฟื้นคืนชีพเป็นสื่ออีกครั้งหรือไม่ การโอนหุ้นให้แก่ทายาทอื่นจึงเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นการโอนหุ้นเพราะหลีกหนีความผิด กระบวนการถัดจากนี้ ขอยืนยันทุกท่านว่า มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการชี้แจงต่อ กกต. ไม่มีความเป็นห่วงหรือกังวลใดๆ ต่อกรณีนี้ และจะไม่เสียสมาธิในการทำงานเด็ดขาด หลังจากนี้จะเดินหน้าทำงานเตรียมการเปลี่ยนผ่านอำนาจ จัดตั้งรัฐบาลก้าวไกลที่มีตนเป็นนายกฯให้สำเร็จจงได้ในที่สุด ไม่มีใครหรืออำนาจไหน มาสกัดกั้นฉันทานุมัติของพี่น้องประชาชน ที่ได้แสดงออกไปเมื่อการเลือกตั้ง 14 พ.ค.ถึงกว่า 14 ล้านเสียงได้อีกแล้ว ขอให้ ทุกท่านสบายใจและเดินหน้าเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ไปด้วยกัน

“พิธา” เยือน พท.ประชุมทีมเปลี่ยนผ่าน

ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 10.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรค ก.ก. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานในการเปลี่ยนผ่านนัดแรก มีคณะกรรมการ จากทุกพรรคเข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียง ทั้งนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค พท. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ตัวแทนจากพรรค ก.ก. นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล ตัวแทนพรรค พท. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ตัวแทนพรรค ประชาชาติ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) นายวิรัตน์ วรศสิริน ตัวแทนพรรคเสรีรวมไทย นายกัณวีร์ สืบแสง ตัวแทนพรรคเป็นธรรม นายวสวรรธน์ พวงพรศรี ตัวแทนพรรคเพื่อไท รวมพลัง นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ ตัวแทนพรรคพลังสังคมใหม่ โดยนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการ พรรค พท.ในฐานะคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านฯ กล่าวว่า ได้พิจารณาวางกรอบ วิธีการ และเป้าหมายการทำงานให้กับ 7 คณะ อาจมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อเป็นแนวทาง ให้ 7 คณะขับเคลื่อนและผลักดันการทำงานตามเอ็มโอยู 23 ข้อ เช่น พลังงาน สุราพื้นบ้าน สมรสเท่าเทียม และการต่อยอดเศรษฐกิจ เช่น จากงานบางกอกไพรด์ 2023 และอาจพิจารณาตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติมอีก

แว่บหลบสื่อไม่เข้าประตูหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่านายพิธาพยายามหลีกเลี่ยงสื่อมวลชนตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. หลังมีกระแสข่าวว่านายพิธาขายหุ้น ITV ไปแล้ว ตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค.66 โดยนายพิธาไม่ได้เดินเข้าด้านหน้าที่ทำการพรรค พท. ที่มีสื่อมวลชนปักหลักรออยู่ แต่ไปใช้ทางเข้าด้านหลังและขึ้นลิฟต์ไปยังห้องประชุมทันที ทั้งนี้ วันที่ 7 มิ.ย. หัวหน้าพรรคและแกนนำพรรคร่วมจะประชุมคณะทำงานชุดใหญ่ในการจัดตั้งรัฐบาลที่พรรค พท.เช่นกัน

ตั้งเพิ่ม 5 คณะทำงาน จัดทริปสัญจร

ต่อมาเวลา 12.20 น. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก.เป็นตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลแถลงว่า เป็นวาระประชุมตามงานทั้ง 7 คณะ มีวาระพลังงานและน้ำมันดีเซลมาอธิบายให้ฟังถึงข้อดีข้อเสียและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผลกระทบกับประชาชน เมื่อรัฐบาลปัจจุบันไม่ต่อสัญญาการลดภาษีสรรพสามิต วาระที่ 2 คือการกำหนดบทบาทและผลที่ต้องการเห็นจากคณะทำงานทั้ง 7 คณะ ให้ทำงานต่อเนื่องมีเอกภาพ เกิดผลลัพธ์ต่อประชาชนได้จริง วาระที่ 3 การกำหนดคณะทำงานเพิ่ม 5 คณะ ได้แก่ 1.คณะทำงานเศรษฐกิจและคณะทำงานดิจิทัล 2.คณะทำงานต่อต้านคอร์รัปชัน ต้านส่วย 3.คณะทำงานสาธารณสุขเน้นการทำงานบุคลากรทางการแพทย์ และพยาบาลที่เกิดประเด็นในสังคมขณะนี้ 4.คณะทำงานเพื่อความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทุกมิติของสังคม 5.คณะทำงานปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ วันที่ 7 มิ.ย. พรรคร่วมทั้ง 8 พรรค จะประชุมหัวหน้าพรรค นำข้อสรุปที่ได้วันนี้ ไปประชุม คณะทำงานจะประชุมอีกครั้งวันที่ 20 มิ.ย. ที่พรรค ก.ก. จะมีคณะทำงานสัญจรลงพื้นที่ในต่างจังหวัดมากขึ้นช่วง 2-3 สัปดาห์นี้ เช่น สุราก้าวหน้า จ.อุบลราชธานี และฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่ จ.เชียงใหม่

เหยียบคันเร่งแก้ รธน.เร็วที่สุด

ขณะที่นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรค พท.กล่าวว่า พรรค พท.มีข้อเสนอแนะไปยังคณะกรรมการเปลี่ยนผ่าน 5 ข้อเป็นกรอบการทำงานแต่ละคณะเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ คือ 1.เรื่องความมั่นคงทางการคลัง ทุกนโยบายต้องคำนวณความคุ้มค่าที่ลงทุนไป 2.มีระบบภาษีมีประสิทธิภาพ ให้มีฐานภาษีสูงขึ้น ทำให้คนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น เพื่อให้รัฐบาลมีรายได้มากขึ้น แต่ไม่ใช่การเก็บภาษีเพิ่ม 3.การออกแบบนโยบายต้องคำนวณถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับความเท่าเทียมการกระจายรายได้ 4.การวางแผนทำงานระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวด้านต่างๆ 5.การเปิดให้ประเทศมีการหารายได้จากการต่างประเทศที่สร้างรายได้

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคทสท. กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง 8 พรรคเห็นตรงกันว่าเป็นวาระเร่งด่วน ควรทำให้เร็วที่สุดหลังการเปลี่ยนผ่าน รวมถึงค่าพลังงานทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้า ทั้ง 8 พรรคจะพิจารณาอย่างรอบคอบ ให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุดต่อประชาชน ได้รับราคาที่เป็นธรรม เราเห็นตรงกันว่าจะไม่ให้ความสำคัญแค่รัฐสวัสดิการเท่านั้น แต่ให้เศรษฐกิจและสังคมเติบโตอย่างเท่าเทียม

จ่อสอบพฤติกรรม “บิ๊กตู่” ลงหลังเสือ

จากนั้นนายพิธาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกรณีโพสต์ข้อความการโอนหุ้นไอทีวีว่า ไม่ใช่การขาย แต่โอนให้ทายาทไปเมื่อปลายเดือน พ.ค. ในอดีตมั่นใจในข้อกฎหมายและหลักฐาน แต่ในอนาคตมีความพยายามฟื้นคืนชีพไอทีวีขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทางธุรกิจหรือการเมือง จึงตัดสินใจโอนหุ้นให้ทายาท เพื่อให้การตั้งรัฐบาลดำเนินการได้สำเร็จ เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ระบุไม่ห่วงการเช็กบิลหลังออกจากอำนาจ ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะดำเนินการอะไรหรือไม่ นายพิธาตอบว่า เราอนุมานได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ยินดีเข้าสู่การตรวจสอบ การดำเนินการตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเรื่อง ส่วนตัวที่ต้องการเช็กบิล แต่ต้องการให้เกิดวัฒนธรรมรับผิดรับชอบเรื่องต่างๆ ทั้งการรัฐประหาร การใช้ อำนาจตามมาตรา 44 พ.ร.บ.เหมือง การทวงคืนผืนป่า การละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะดำเนินการตามระบบไม่ใช่การแก้แค้น

โอนหุ้นเพื่อความชัวร์ตั้ง รบ.สำเร็จ

เมื่อถามว่า นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ระบุนายพิธาขายหุ้นไอทีวีไปแล้ว นายพิธากล่าวว่า ไม่คิดจะเป็นประเด็นอะไร ในอดีตเรื่องที่ต้องชี้แจงทั้งครอบครัวและหุ้นไอทีวีเป็นไปตามที่โพสต์ไว้ในเฟซบุ๊ก แต่จุดตัดอยู่ที่อนาคตมีโอกาสที่ไอทีวีจะฟื้นฟูกลับมาทำธุรกิจต่อ หลายคนบอกว่ามีความพยายามสกัดกั้นตนออกจากการเมือง ได้ยินแน่นอนว่าต้องกังวล เพราะอดีตกับอนาคตไม่เหมือนกัน อดีตคืออดีต แต่อนาคตมีความไม่แน่นอน ดังนั้น ต้องมีความแน่นอน เพื่อให้ตั้งรัฐบาลให้ได้ เมื่อถามว่าจะกระทบคุณสมบัติการเป็น ส.ส.หรือไม่ นายพิธาตอบว่า ต้องดูในรายละเอียด แต่รอ กกต.ประสานมาจะได้ชี้แจง ไม่แน่ใจว่าสงสัยประเด็นใด เมื่อถามว่ามีรายงานว่า กกต.จะส่งหนังสือมาภายในสัปดาห์นี้ พร้อมชี้แจงหรือไม่ นายพิธา ตอบว่า ใช่ เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าการโอนหุ้นเป็นการปัดเรื่องให้พ้นตัวหรือไม่ นายพิธาตอบว่า เป็นการโอนเพื่อป้องกันอนาคต ในการฟื้นคืนชีพไอทีวี ถ้าในอนาคตจะมีการฟื้นคืนชีพไอทีวี ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทางธุรกิจหรือทางการเมืองเพื่อสกัดกั้นตน จึงต้องป้องกันความเสี่ยง เพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลได้

อวยช็อกมินต์ “อิ๊ง” อร่อยเกินร้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรค พท.ว่า หลังการแถลงข่าวพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรคเสร็จสิ้น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. ได้ลงมาซื้อเครื่องดื่มช็อกโกแลตมินต์ ที่ตั้งขายอยู่ที่ Think Lab พรรค พท.ที่กำลังเป็นเมนูยอดนิยมตามคำแนะนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯพรรค พท.พร้อมสั่งซื้อเมนูกาแฟส้มเมนูโปรดของตัวเองด้วย โดยนายพิธาชิมเมนูช็อกมินต์ก่อน ก่อนเอ่ยปากชมว่ารสชาติดีเกินร้อย จากนั้นชิมกาแฟส้มบอกว่ารสชาติดีเหมือนที่ร้าน Sol bar ของพรรค ก.ก. เครื่องดื่มทั้งสองเมนูมีรสชาติแตกต่างกัน แต่เมื่อดื่มพร้อมกันแล้วกลมกล่อม รวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ในวันที่ 20 มิ.ย. ที่จะประชุม 8 พรรคร่วมที่พรรค ก.ก.จะชวน น.ส.แพทองธารไปชิมเมนูช็อกมินต์และกาแฟส้มที่ร้าน Sol bar ของพรรค ก.ก.ด้วย

ก.ก.พบ “ชัชชาติ” อวยก้าวแรกเดินทางไกล

ต่อมาเวลา 13.00 น.ที่ห้องประชุมรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการ กทม.1 (เสาชิงช้า) นายพิธาพร้อมแกนนำ พรรค ก.ก. อาทิ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรค นำทีมว่าที่ ส.ส.กทม. ตัวแทน ส.ก.พรรค ก.ก. เข้าพบนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.ร่วมพูดคุยหารือแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานร่วมกัน ต่อมาเวลา 15.00 น. นายพิธาถ่ายภาพหมู่กับนายชัชชาติ และผู้บริหาร กทม.ก่อนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยนายชัชชาติให้สัมภาษณ์ว่า กทม.ยินดีต้อนรับนายพิธา และว่าที่ ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล 32 คน แต่มา 29 คน และทีมงานที่เข้มแข็งของก้าวไกล รวมถึง ส.ก. อีก 3 คน ที่มาร่วม เป็นนิมิตหมายที่ดี ความร่วมมือคือสิ่งสำคัญ การได้มาพบปะหารือตั้งแต่เริ่มทำให้มีความเข้าใจร่วมกัน ได้ร่วมเดินกันไป ไม่ว่าบทบาทใดในอนาคต ขอบคุณนายพิธาที่กรุณาให้ความคิดเห็นหลายอย่าง จากที่ว่าที่ ส.ส.ลงพื้นที่มีฟีดแบ็กจากประชาชนหลายด้าน เชื่อว่าเป็นก้าวแรกของการเดินทางไกล เดินไกลๆ เดินทางไกล จุดมุ่งหมายเดียวกัน กทม.กับพรรค ก.ก.คือทำประโยชน์ให้ประชาชนสูงสุด

“ทิม” หวังร่วมงานเเบบไร้รอยต่อ

ด้านนายพิธากล่าวว่า ขอขอบคุณผู้ว่าฯ กทม.ที่กรุณาโฆษณาให้ก้าวไกล จะก้าวให้ไกล ต้องก้าวด้วยกัน เป็นสิ่งที่ ก.ก.คิดมาตลอด คือการทำงานอย่างไร้รอยต่อ ปัญหาหลายเรื่องใน กทม.ไม่ว่าปัญหาเก่าที่คาราคาซังมานานหรือปัญหาใหม่ที่เป็นความท้าทายใหม่ๆ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถ้าแก้ไขได้อย่างไร้รอยต่อ จะทำให้ กทม.ทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น เลยมารับข้อเสนอทั้งหมด 21 ข้อ ที่ท่านทำ คนเดียวไม่ได้ ต้องประสานงานกับเราผ่านกฎหมายให้ผู้ว่าฯ กทม.ทำงานได้ เช่น การแก้ไขปัญหา PM 2.5 กฎหมาย 45 ฉบับที่พรรค ก.ก.ต้องการนำเสนอ มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ที่ กทม.เหมือนกัน คือการทำ พ.ร.บ.กรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เขต ได้นำเสนอให้ผู้ว่าฯรับทราบไว้ และการตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านในการทำงานระหว่าง กทม.และพรรค ก.ก.ที่เรียกว่า Bangkok transition team ที่ ก.ก.นำเสนอนายพิจารณ์ เป็นประธาน ฝั่งพรรค ก.ก. ส่วน กทม. ผู้ว่าฯ กทม. ให้นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯเป็นประธานทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อเป็นรูปธรรม จะประชุมครั้งที่ 2 ที่ 3 ได้อย่างมีเนื้อมีหนังเพื่อประโยชน์ในการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพของชาวกรุงเทพฯ

“ป๊อก” ฉะนิติสงครามเขี่ยลูกกันกระจาย

เมื่อเวลา 17.15 น. นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กถึงประเด็นนิติสงครามตอนหนึ่งว่า นิติสงคราม ดำเนินการผ่าน 2 กลไกสำคัญ กลไกแรก ทำให้ประเด็นทางการเมืองเป็นคดี และอยู่ในมือศาลหรือที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Judicialization of Politics รัฐธรรมนูญแปลงสภาพเรื่องการเมืองให้กลายเป็นข้อพิพาทคดีความให้หมด แล้วสร้างศาลและองค์กรอิสระที่ถูกทำให้เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ เป็นกลาง อิสระ ให้มีอำนาจ เด็ดขาดชี้ขาด บวกกับมีนักร้องทำหน้าที่ร้องเขี่ยลูกเปิดเกม แทงสนุ้กลูกขาวระเบิดกลุ่มแดง เพื่อให้ศาลและองค์กรอิสระมาจัดการกวาดหมดโต๊ะ กลไกที่สอง กระบวนการนำเรื่องการเมืองที่อยู่ในมือศาลแล้ว เอาไปไว้ในมือสื่อหรือ Mediatization of Jucial/Political Cases เมื่อนักร้องเริ่มต้นจะ มีสื่อทำหน้าที่ปั่นข่าวทุกวัน นิติสงครามยังใช้กลไกสื่อกลบหลักการคุณค่าพื้นฐานไปเสียหมด เช่น แทนที่คนจะคิดว่ากรณีถือหุ้นถูกนำมาใช้อย่างผิดเพี้ยน ไม่ตรงตามเจตนารมณ์เป็นกฎหมายล้าสมัยที่ไม่สามารถป้องกันนักการเมืองชี้นำผ่านการเป็นเจ้าของสื่อได้จริง แต่คนกลับพร้อมใจกันคิดว่านักการเมืองพลาดเอง โง่เอง รู้อยู่แล้วว่าเขาจ้องเล่นงาน ทำไมไม่ระวัง ไม่น่าเลยพลาดง่ายๆ เป็นต้น

ปลุกหยุดฉายหนังซ้ำหลอกหลอน

นายปิยบุตรระบุอีกว่า ณ เวลานี้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก.และพรรค ก.ก.กำลังเผชิญหน้ากับนิติสงครามอีกครั้ง จึงต้องหยุดสองกลไกนี้ เมื่อนิติสงครามมีฐานจากการเมือง แล้วเอากฎหมายบังหน้า เมื่อนิติสงครามเป็นการต่อสู้ฟาดฟันกันทางการเมือง โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ มันจึงมีสองมิติ “การเมือง+กฎหมาย” ผสมผสานกัน การต่อสู้กับนิติสงคราม จึงต้องใช้ทั้งการเมืองและกฎหมาย ร่วมกันหยุดนิติสงคราม ไม่ให้หนังม้วนเก่าที่ฉายซ้ำหลายรอบวนเวียนตั้งแต่ปี 2548 กลับมาหลอกหลอนสังคมไทยอีกต่อไป

“สมชัย” ชี้ขายหุ้นไม่เป็นผลดีรูปคดี

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ถ้านายพิธาขายหุ้น ITV ทิ้งแล้วปลายเดือน พ.ค.66 จริง คาดว่าอะไรน่าจะเกิดขึ้น 1.เรื่อง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) หากผิดยังคงผิด เนื่องจากเป็นคุณสมบัติที่นับในวันสมัคร พรรค ก.ก.สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อวันที่ 4 เม.ย.ก่อนวันขายหุ้น 2.นายพิธาไม่น่าขาดคุณสมบัติการเป็นนายกฯ เนื่องจาก กระบวนการลงมติเลือกยังไม่เกิดขึ้น แต่อาจมีการ ตีความจากฝ่ายตรงข้ามว่าต้องนับคุณสมบัติตั้งแต่วันเสนอชื่อ 4 เม.ย.66 3.การขายหุ้นหลังจากสมัครไม่น่าจะเกิดประโยชน์ในรูปคดี เพราะผิดยังคงผิด หากไม่ผิดคือไม่ผิด แต่การขายทำให้คล้ายว่ายอมรับว่าน่าจะผิด เลยขายทิ้งก่อนเลือกนายกฯ 4.เครื่องจักรอำนาจเดิมกำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อต้านทานการเปลี่ยนแปลงสังคม อย่าประมาทเป็นเครื่องเก่า กำลังผุพัง ล้าสมัย มันกำลังทำงาน ไม่เคยหยุดนิ่ง

“นิพิฏฐ์” มอง “ทิม” ไม่น่าขัดคุณสมบัติ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แกนนำพรรค พปชร. โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ“วุฒิภาวะ” มีใจความว่า ความจริงชื่นชมคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ บุคลิกการอภิปรายคล้ายกับ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ กรณีการถือหุ้นไอทีวีเคยให้ความเห็นเบื้องต้นไว้ว่า ไม่น่าจะขัดกับคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งนายฯ เพราะคุณพิธายังไม่เป็นนายกฯ ทราบว่าได้โอนหุ้นไอทีวีไปแล้ว (เพิ่งโอน) เขาทำถูกต้องแล้วที่กันไว้ก่อน จะว่าเขาเป็นนายกฯไม่ได้ เพราะถือหุ้นสื่อก็ไม่ได้แล้ว เพราะเขาโอนไปแล้ว การเป็น ส.ส.เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขาอาจหลุดจาก ส.ส.ได้ แต่ไม่เป็นไรยังเป็นนายกฯได้ ส่วนคุณสมบัติจะขัดกับข้อบังคับพรรค ก.ก.หรือเปล่าที่ห้ามสมาชิกถือหุ้นสื่อ ต้องไปดูลึกเรื่องสถานะของไอทีวีว่าเป็นสื่อตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือเปล่า คิดว่าเขาไม่ผิดหรอก ดูได้ตามแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาไม่อยากให้คุณพิธาสะดุดใยแมงมุมของกฎหมาย แล้วล้มลงหัวฟาดพื้น

แต่วุฒิภาวะไม่ได้ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้ง

นายนิพิฏฐ์ระบุอีกว่า ขณะที่เรื่อง “ความเหมาะสม” ในการดำรงตำแหน่งนายกฯของคุณพิธา คุณวุฒิ “ได้” วัยวุฒิ “ได้” วุฒิภาวะ “ไม่ได้” เหตุผลที่เห็นว่าวุฒิภาวะคุณพิธา “ไม่ได้” ถ้าจะให้ความเห็นไปจะยาวอีก เอาเป็นว่าตัวคุณพิธาได้สถาปนาเป็นคู่กรณีความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ ซึ่งน่าเสียดาย คุณพิธามีคนชอบมาก แต่ก็มีคนไม่ชอบมาก คนที่จะเป็นนายกฯ ต้องไม่สร้างความขัดแย้งเสียเองเรื่องนี้เป็นเพราะวุฒิภาวะของคุณพิธายังไม่ถึง ทั้งคนรอบข้างแต่ละคนวุฒิภาวะไม่ถึง เช่น คนรอบข้างคุณพิธา ไล่นายกฯประยุทธ์ให้เก็บข้าวของออกจากทำเนียบฯ ทั้งที่ยังเป็นนายกฯอยู่ ถ้าใช้ภาษา ดร.ไตรรงค์ต้องพูดว่า คุณพิธาต้องเรียกลูกทีมคนนั้นมา “ตบปาก” แต่คุณพิธาไม่ได้ทำอะไรเลยหรือว่านี่คือกระบวนการ “เปลี่ยนผ่านรัฐบาล” ที่อารยะเขาทำ จึงมีความเห็นว่า “วุฒิภาวะ” คุณพิธา “ไม่ผ่าน”

ซัดโอนหุ้นไม่ช่วยลบผิดเป็นถูก

นายสมชาย แสวงการ ส.ว. กล่าวถึงกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โอนหุ้นไอทีวีให้แก่ทายาทว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ทำให้ผิดกลายเป็นถูกได้ การถือครองหุ้นสื่อเป็นคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3)ของผู้สมัคร ส.ส. รวมถึงแคนดิเดตนายกฯที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่นายพิธาส่งใบสมัครต่อ กกต.ช่วงวันที่ 4-7 เม.ย.แล้ว ทางกฎหมายถือว่าเป็นข้อยุติแล้ว การต่อสู้ในคำร้องของนายพิธามีมุมเดียวคือไอทีวีเป็นสื่อหรือไม่ ประเด็นนี้ต้องพิจารณาโดยตรวจสอบงบการเงินและการแสดงบัญชีที่ยื่นต่อกรมสรรพากร ที่ทำได้ง่ายและย้อนหลัง 5 ปี หรือตั้งแต่ปี 2562 ที่นายพิธายื่นลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. การตรวจสอบไม่เฉพาะที่ใช้คลื่นความถี่เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาอื่นๆ ด้วย เช่น ผลิตรายการอื่นๆหรือไม่ เพราะขณะนี้งบฯการเงินของไอทีวีมีความเคลื่อนไหว มีกำไร ขณะที่การต่อสู้เรื่องคดีไอทีวีที่มีคดีกับ สปน.ที่ค้างในชั้นศาลปกครองสูงสุด เป็นความประสงค์ที่จะทำหรือประกอบกิจการต่อ ในรายละเอียดของคดีนี้ ต้องพิจารณาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ผูกพันทุกองค์กร จาก 4 คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเป็นแนวทางเดียวกันคือ การถือหุ้นเพียงหุ้นเดียวเท่ากับว่าครอบครองหุ้นสื่อ

“เรืองไกร” ยื่นหลักฐานเพิ่มมัด “พิธา”

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เข้ายื่นหลักฐานเพิ่มเติมต่อ กกต. กรณีการถือหุ้นสื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯพรรคก้าวไกล โดยเป็นหลักฐานบางส่วนจากคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ที่อาจทำให้เห็นว่า คำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการว่า สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.)บอกเลิกสัญญาร่วมงานกับไอทีวีโดยไม่มีสิทธิ หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลปกครองกลางเห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ขอให้ กกต.ตรวจสอบว่า สัญญาร่วมงาน ถือว่ามีผลอยู่หรือไม่ และมั่นใจว่าในวันรับสมัครเลือกตั้งนายพิธายังถือหุ้นสื่อแน่นอน หากเรื่องนี้ถึงศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า ถือหุ้นสื่อจริง นายพิธาจะถูกตัดสิทธิเป็น ส.ส.และตัดสิทธิเป็นบัญชีรายชื่อนายกฯ

ชี้ ก.ก.เขียนข้อบังคับเข้มกว่า ก.ม.เอง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหากมีการฟื้นให้บริษัทไอทีวีกลับมาเป็นสื่อจะกระทบกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก.และแคนดิเดตนายกฯของพรรค ก.ก.หรือไม่ ว่า “ผมไม่ควรตอบ คุณควรคิดเองได้” นายพิธาโอนหุ้นไอทีวีไปแล้วจะมีผลกระทบอะไรหรือไม่ ขอไม่ตอบ เมื่อถามว่ามีการตีความกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ไม่ได้กำหนดเรื่องการถือหุ้นสื่อของหัวหน้าพรรคการเมือง ขณะที่ข้อบังคับของพรรค ก.ก.ไปกำหนดคุณสมบัติหัวหน้าพรรคว่าต้องห้ามการถือหุ้นสื่อ ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินโดยยึดแนวทางใด นายวิษณุกล่าวว่า ขอไม่ตอบ แต่กฎหมายลูกไม่ได้เขียนไว้จริง ตามมาตรา 56 หัวหน้าพรรคออกใบรับรองให้แก่สมาชิก หัวหน้าพรรคมีลักษณะต้องห้ามอะไรเยอะและไปอิงกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 บุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. มาตรา 93 มี (1)-(18) ขณะที่มาตรา 98 (3) เป็นกรณีเดียวเรื่องข้อห้ามการถือหุ้นสื่อ และมาตรา 98 (3) ไม่นำมาใช้กับหัวหน้าพรรค จึงไม่มีข้อห้ามเรื่องการถือหุ้น สมาชิกพรรคและกรรมการบริหารพรรคถือหุ้นสื่อได้ หัวหน้าพรรคซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารพรรคถือหุ้นสื่อได้ แต่ผู้สมัคร ส.ส.ถือหุ้นสื่อไม่ได้ รัฐมนตรีและนายกฯถือหุ้นสื่อไม่ได้ ว่าที่นายกฯที่อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองถือหุ้นสื่อไม่ได้ มีแค่นี้ ส่วนข้อบังคับพรรคไปเขียนอะไรออกมาอีกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องไปวินิจฉัย ตนไม่ตอบ เมื่อถามว่าแปลว่าพรรค ก.ก.ไปออกข้อบังคับเข้มข้นกว่ากฎหมายพรรคการเมือง นายวิษณุกล่าวว่า ก็เป็นอย่างนั้นแหละ ที่พูดมาวนอยู่ตรงนี้

ทีมสืบสวนชง กกต.ฟัน ม.151 “พิธา”

วันเดียวกัน มีการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณากรณีสำนักงาน กกต.รายงานผลการดำเนินการคำร้องขอให้ตรวจสอบว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกฯของพรรค ก.ก. มีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) และมาตรา 42 (3) พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เนื่องจากถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) หรือไม่ โดยสำนักงานเสนอว่า เรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติ ส.ส. เพราะนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 10 พ.ค.66 พ้นระยะเวลาการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.ตามมาตรา 51 ประกอบมาตรา 60 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ที่กำหนดว่าต้องยื่นภายใน 7 วันนับแต่ กกต.ประกาศรายชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง จึงต้องเสนอ กกต.ให้มีคำสั่งเป็นความปรากฏต่อ กกต.ว่านายพิธามีลักษณะต้องห้ามของการลงสมัครรับเลือกตั้งและการยินยอมให้พรรคส่งชื่อตนเองเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ลำดับที่ 1 รวมถึงยอมให้เสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ เข้าข่ายรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ยังคงลงสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.หรือไม่

ตีกลับทำรายละเอียดให้ครบถ้วน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงาน กกต.เสนอให้พนักงานสืบสวนไต่สวนดำเนินการต่อตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด 2561 จะนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการไต่สวน แต่ที่ประชุม กกต.เห็นว่าสำนักงานเสนอรายละเอียดยังไม่ครบถ้วน เช่น คำร้องมีการร้องประเด็นใดบ้าง หลักฐานเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างไร จึงให้ไปดำเนินการมาให้ครบถ้วนและเสนอที่ประชุม กกต.พิจารณาใหม่โดยเร็ว

จี้ กกต.เบิกพยานปากเอกอดีตค่ายส้ม

ต่อมาเวลา 13.00 น. นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 ยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อ กกต.ขอให้เชิญนายนิกม์ แสงศิรินาวิน ผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เขต 17 คลองสามวา กทม. เป็นพยานกรณีที่ได้ยื่นให้ตรวจสอบการถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ของนายพิธา โดยนายนพรุจ กล่าวว่า การร้องให้ตรวจสอบการถือหุ้นไอทีวีเกิดจากนายนิกส์เป็นผู้ให้สัมภาษณ์คนแรกเมื่อวันที่ 9 พ.ค.เพราะนายนิกม์เคยเป็นผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ปี 62 จำเป็นต้องเอานายนิกม์มาเป็นพยานปากเอก

3 พรรคเล็กขอศาล ปค.สั่งโละปาร์ตี้ลิสต์

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ และนายลิขสิทธิ์ ใสกระจ่าง หัวหน้าพรรคพลัง ยื่นคำฟ้องขอให้ศาลปกครองสูงสุดไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อสั่งให้การเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อเป็นโมฆะ และให้ กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่ โดยที่ กกต.ทั้ง 7 คน เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่า กกต. เลขาธิการ กกต. สำนักงาน กกต.และกระทรวงการคลังร่วมกันจัดการเลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อไม่เป็นสุจริตเที่ยงธรรม นายคฑาเทพกล่าวว่า 3 พรรคเล็ก พรรคเพื่อชาติไทย พรรคพลัง และพรรคแรงงานสร้างชาติ ไม่ใช่ขี้แพ้ชวนตี แต่เพราะมีหลักฐานทั้งเอกสารและพยานบุคคลชี้ชัดเอาผิด กกต.ได้ว่า จัดการเลือกตั้งไม่สุจริต กกต.รู้ดีทำให้มีปัญหาคะแนนเขย่ง หากศาลฯมีคำพิพากษาให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ พวกเราจะเดินหน้าฟ้องเอาผิดทางอาญากับ กกต.ทั้ง 7 คน ข้อหาทุจริตต่อหน้าที่ ทั้งส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีอีกทางหนึ่ง

พท.ร้องนับแต้มบุรีรัมย์เขต 7 อีกรอบ

นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 7 พรรคเพื่อไทย ยื่นคำร้องให้ กกต.สั่งนับคะแนนใหม่ในเขต 7 เพราะพบข้อสงสัยและข้อพิรุธหลายประการในการจัดการเลือกตั้ง ทั้งนับคะแนนไม่ตรงกับความเป็นจริง รวมทั้งจำนวนบัตรเสียมากกว่าผลต่างคะแนนของผู้ที่ได้ลำดับที่ 1 และ 2 เป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ส่งหีบบัตรเลือกตั้งช้า เจ้าหน้าที่ไม่นำสายรัดมารัดหีบเลือกตั้ง ตั้งแต่อยู่หน่วยเลือกตั้งหลังนับคะแนนเสร็จ และยังแกะหีบบัตร วางไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ฯลฯ หากพบว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งจริง ขอให้สั่งให้เลือกตั้งใหม่ในเขต 7

“บิ๊กตู่” หัวโต๊ะถก ครม.รักษาการ

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีรัฐมนตรีแจ้งลาประชุม 6 คน อาทิ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯและ รมว. พลังงาน ก่อนการประชุมที่โถงกลาง ตึกสันติไมตรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯนำคณะเข้าพบนายกฯประชาสัมพันธ์ “อุทยานธรณีโคราชได้รับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks)” เป็นอุทยานโลกแห่งที่ 2

ยันไม่มีหวัง-ไม่เห็นโอกาสไปต่อ

ต่อมาเวลา 12.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่าได้คุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รอง นายกฯและ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท.ถึงกระแสทางการเมืองว่า นายอนุทินบอกว่าไม่มีอะไร ไปดูฟุตบอลเฉยๆ ไม่มีหรอก จะไปดีลลับอะไร คนเยอะขนาดนั้นในสนามฟุตบอล ไม่ลับหรอก คนเป็นหมื่นจะไปดีลอะไรกัน วันนี้ต้องระมัดระวังหน่อยการตัดต่อภาพอะไรต่างๆเยอะแยะไปหมด ทำมาเจอกันแล้วสร้างประเด็นขึ้นมา ของตนก็มีเอาไปดัดแปลงอะไรบ้างไม่รู้ ดูแล้วมันทุเรศเกินไป เทคโนโลยีดิจิทัลมีมากมายเหลือเกิน อย่าเชื่อทุกเรื่อง เมื่อถามว่ามีการพูดถึงการดีลรัฐบาลข้ามขั้ว พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่ได้ยุ่งการเมือง เรื่องการเป็นรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องของตน เป็นรัฐบาลรักษาการดูแลพี่น้องประชาชนดีกว่า เมื่อถามว่าในใจนายกฯยังหวังจะกลับมาเป็นนายกฯอีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่มีในใจ นอกใจ ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ทำไมต้องหาคำตอบอันนี้ให้ได้เลยนะ เมื่อถามว่า จะได้รู้ว่านายกฯจะตัดสินใจไปต่อหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “แล้วผมไปได้ไหมล่ะ” เมื่อถามว่านายกฯก็มีโอกาส พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ผมยังไม่เห็นโอกาสเลย ท่านเห็นยังไงล่ะ จะไปได้ยังไง”

บ่นไร้สาระตั้ง รบ.เสียงข้างน้อย

เมื่อถามว่า ถ้าพรรคอันดับที่ 1 และ 2 จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ พรรคที่เหลืออยู่รวมกับพรรคเล็กๆจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไร้สาระ เมื่อถามต่อว่านายกฯมีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรครวมไทยสร้างชาติเสนอชื่อในสภาฯได้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวะนี้ พล.อ.ประยุทธ์หันไปหานายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯในฐานะรองหัวหน้าพรรค รทสช.ที่ยืนอยู่ด้านหลัง พร้อมยักคิ้วและยิ้มกับนายธนกร ก่อน พล.อ.ประยุทธ์จะหัวเราะแล้วกล่าวว่า อย่าคิดไปถึงขนาดนั้นเลยนะ เธอมาเป็นรัฐบาลแล้วกัน มาคิดแทนฉันหน่อย เมื่อถามว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยจะไม่เกิดขึ้นใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป็นไปได้เหรอ เมื่อถามว่านายกฯไว้ใจพรรค พท.หรือไม่ ถ้าจะนำจัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่ทราบ เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะมีเช็กบิลย้อนหลัง หากมีเปลี่ยนขั้วการเมือง พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าไม่กลัว ก่อนเดินกลับขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

กำชับ ครม.พูดแต่เนื้องาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุม ครม.พล.อ.ประยุทธ์ค่อนข้างอารมณ์ดี หยิบบทความชิ้นหนึ่งมาอ่านให้ ครม.ฟัง เกี่ยวกับการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการลงทุนและเศรษฐกิจไทย มีเนื้อหาว่า เศรษฐกิจไทยยังไปได้ แต่ตอนนี้เกิดการชะลอตัวของนักลงทุน เพราะยังไม่มั่นใจในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ทำให้นักลงทุนรอดูความชัดเจนก่อน ช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ยังบอกกับ ครม.ว่าเรื่องการเมืองคงไม่มีอะไรจะต้องพูดกันมาก ให้รัฐมนตรีแต่ละคนพูดแต่เรื่องงานในกระทรวงแต่ละคนที่ทำมา ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ปล่อยให้เป็นการแสดงความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์ของแต่ละพรรคไป ให้นิ่งและรอดูความชัดเจนการจัดตั้งรัฐบาล เบื้องต้นต้องรอดู กกต.จะประกาศรับรอง ส.ส. ยังไม่รู้ว่าจะให้ใบเหลือง ใบส้มกันหรือไม่ ต้องเลือกตั้งซ่อมกันกี่เขต

“หนู” ให้กำลังใจ ก.ก.-ไร้ดีล “ทักษิณ”

ต่อมาเวลา 12.00 น.หลังประชุม ครม.นายอนุทินได้เข้าพบหารือ พล.อ.ประยุทธ์ จากนั้นให้ สัมภาษณ์ว่าไม่มีอะไร เข้าไปรายงานการประชุม WHO ไม่ได้พูดคุยเรื่องการเมืองและประเด็นการจัดตั้งรัฐบาล และนายกฯไม่ได้สอบถามประเด็นบุคลากรทางการแพทย์ลาออกจำนวนมาก ขณะนี้ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขรับไปดำเนินการอยู่ ตนเพิ่งกลับจากต่างประเทศไปประชุมองค์การอนามัยโลก ไม่ได้คุยหรือพบปะใครเลย ที่ผ่านมาไม่ได้คุยหรือดีลอะไรกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่มีเลย ส่วนนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯพรรค พท.ไม่ได้ปรับความเข้าใจกัน เพราะไม่ได้มีอะไรที่ไม่เข้าใจกัน การเมืองก็เป็นแบบนี้แหละ เราเจอกันในบรรยากาศไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ต่างคน
ต่างเป็นแขกการไปชมฟุตบอล ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลพรรค ภท.ยังทำตามที่พูดไว้ ต้องให้พรรคคะแนนเสียงมากที่สุดจัดตั้งรัฐบาล ต้องช่วยกันให้กำลังใจ ปัญหาหุ้นไอทีวี มีเหตุผลทั้งสองฝ่าย ไม่สามารถไปเกี่ยวข้องตรงนั้นได้ เมื่อถามว่ามีโอกาสพลิกขั้วได้ใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า อย่าเพิ่งไปคิดแบบนั้น พรรค ภท.รอให้ กกต.รับรอง ส.ส.เป็นทางการก่อน เรารักษากติกาและไม่มีการประชุมอะไรจนกว่าจะรับรอง ส.ส.เป็นทางการ

“บิ๊กป้อม” ส่ายหัวไม่ตอบทุกคำถาม

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินยิ้มแย้มออกจากห้องประชุม ครม.ปฏิเสธตอบทุกคำถามของสื่อมวลชน ถึงกรณีถูกจับตามองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่จะผ่าทางตัน หากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก.จัดตั้งรัฐบาลสะดุด จากการถูกร้องเรื่องการถือหุ้นสื่อ รวมถึงกรณี กกต.ระบุว่ามีผู้สมัคร ส.ส.ประมาณ 20 คน ถูกร้องผิดกฎหมายเลือกตั้ง จะส่งผลต่อการพลิกขั้วตั้งรัฐบาลหรือไม่รวมถึงไม่ตอบถึงความเคลื่อนไหวของพรรค พปชร.ในช่วงเวลานี้ โดย พล.อ.ประวิตรได้แต่อมยิ้มและส่ายหัว ไม่ตอบคำถาม ก่อนขึ้นรถออกจากทำเนียบฯไป

“ธนกร” ฝาก “ทิม” ปรามเด็ก ก.ก.ไล่ “พี่ตู่”

นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค รทสช.กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุพบเรื่องร้องเรียนเลือกตั้ง 20 กว่าเขต อาจทำให้ต้องเลือกตั้งซ่อมว่า พรรค รทสช.พร้อมอยู่แล้ว ผู้สมัครที่แพ้ยังลงพื้นที่ตลอด ไม่มีปัญหา ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้ ประชาชนจับตาดูอยู่ว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อใด แต่อยากฝากถึงหัวหน้าพรรค ก.ก.หรือว่าที่นายกฯว่า รัฐบาลปัจจุบันโดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม เข้าใจมารยาททางการเมืองดี ไม่เคยพูดพาดพิงก้าวล่วง เราเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติรัฐบาลรักษาการที่ต้องทำงานไปจนมีรัฐบาลชุดใหม่ หมายความว่า ครม.ชุดใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ครม.ชุดปัจจุบันพ้นไป แต่กลับมีลูกพรรคของพรรคแกนนำมาวิพากษ์วิจารณ์ ควรจะปรามๆลูกพรรคท่านด้วย บางครั้งเห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมเท่าไหร่ เช่น การออกมาไล่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ไปเก็บของ

ครม.เตรียม พ.ร.ฎ.ประชุมรัฐสภา

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกฯฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯแถลงว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ.เรียกประชุมรัฐสภา โดยยังไม่ระบุวันที่เรียกประชุมรัฐสภา เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พร้อมมอบให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานองคมนตรี เมื่อมี ส.ส.ได้รับเลือกตั้งถึงร้อยละ 95 หรือ 475 คน แล้วให้นําร่าง พ.ร.ฎ.ขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป

ส.ว.เชื่อ รบ.แห่งชาติเกิดยาก

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว.เป็นประธาน กมธ. เพื่อหารือข้อเสนอการตั้งรัฐบาลแห่งชาติตามที่นายจเด็จ อินสว่าง ส.ว.เสนอ ภายหลังการประชุมนายเสรีแถลงว่า ที่ประชุมรับฟังความเห็นนายจเด็จที่เสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติ มองว่าเป็นการมองการณ์ไกล ไม่มีเจตนาร้าย เป็นความหวังดีแก้ปัญหาวิกฤติการเลือกนายกฯที่มีข้อขัดแย้งคุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร ส.ส.การถือหุ้นสื่อ นโยบายประเด็นความมั่นคงให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซง รวมถึงการแก้ไข ป.อาญามาตรา 112 การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ในหมวด 1 หมวด 2 ที่กระทบต่อความมั่นคงและสถาบัน แต่ข้อเสนอเป็นไปได้ยาก เพราะเป็นเรื่องนอกรัฐธรรมนูญ 18 ปีที่ผ่านมาเกิดข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติ 8 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ รัฐบาลแห่งชาติจะเกิดขึ้นได้ต้องได้รับความเห็นพ้องจากทุกฝ่าย มีแนวทางที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้คือ มาตรา 272 วรรคสองว่าด้วยการเห็นพ้องของที่ประชุมรัฐสภา 2 ใน 3 หรือ 500 เสียงร่วม เว้นบทบัญญัติใช้แคนดิเดตนายกฯในบัญชีพรรคการเมือง หรือเปิดช่องให้นายกฯคนนอก แต่เป็นไปได้ยาก เว้นแต่พรรคใหญ่ ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกลเห็นชอบร่วมกัน

ยื่นสอย “บิ๊กตู่” ชะลอ ก.ม.อุ้มหาย

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานเครือข่ายญาติวีรชนพฤษภา 35 พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน ยื่นเรื่องต่อประธานป.ป.ช.ไต่สวน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม และ ครม.มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กรณีการออก พ.ร.ก.เลื่อนการบังคับใช้ พ.ร.บ.อุ้มหาย เข้าข่ายจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์หลังประชุม ครม.ว่า เรื่องดังกล่าวได้ปรึกษากับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร เพราะมันมีเหตุผลและความจำเป็นในการดำเนินการอยู่แล้ว

ยันตัดไฟส่งเมียนมาไร้ผลกระทบ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการยกเลิกการส่งกระแสไฟฟ้าข้ามแม่น้ำเมย ไปยังพื้นที่ลงทุนขนาดใหญ่ของชาวจีน เขตอิทธิพลทหารกะเหรี่ยงพิทักษ์ชายแดน(บีจีเอฟ) บ้านส่วยโก๊กโก่ ประเทศเมียนมา หลังรัฐบาลเมียนมาไม่ต่อสัมปทาน และขอให้ไทยงดจ่ายกระแสไฟฟ้าทันทีว่า เป็นเรื่องกิจการภายในของเมียนมา อย่าไปยุ่งเรื่องเขาเลย เรามีหน้าที่ดูแลชายแดนให้ดีก็แล้วกัน ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า กรณีดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อคนไทย รัฐบาลเมียนมาต้องการให้ตัดไฟเพราะหมดสัมปทาน หลังจากเมื่อคืนวันที่ 5 มิ.ย.ได้แจ้งเตือนทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ไม่ส่งกระแสไฟจนกว่าเมียนมาต่อสัมปทานหรือแจ้งมา

ไขเซฟ “เสี่ยหนู” พ้น ส.ส.รวย 4 พันล้าน

วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีพ้นจากตำแหน่ง อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กรณีพ้นจากส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภท.แจ้งมีทรัพย์สิน 4,411,611,136 บาท เป็นทรัพย์สินของนายอนุทิน 4,372,173,094 บาท ทรัพย์สิน ของ น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ คู่สมรสที่อยู่กินกันฉันสามีภรรยา 39,488,041 บาท มีหนี้สิน 15,110, 298 บาท นายเกียรติ สิทธีอมร พ้นจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป.มีทรัพย์สิน 237,001,825 บาท มีหนี้สิน 325,866 บาท เป็นของนายเกียรติ 159,412,487 บาท ของนางจริญญา สิทธีอมร คู่สมรส 77,589,337 บาท นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ พ้นจาก ส.ส.นครปฐม พรรค ชทพ.มีทรัพย์สิน 75,337,239 บาท และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ พ้นจาก ส.ส.พะเยา พรรค พท. มีทรัพย์สิน 18,644,415 บาท