“พีมูฟ” เข้าพบ “พิธา” ยืนยันหนุนพรรคก้าวไกลที่ร่วมกับ 7 พรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทลายอำนาจรัฐเผด็จการ พร้อมแถลงการณ์ 3 ข้อ ลั่น เสียงของประชาชนคือฉันทามติ ทรงพลังกว่าอำนาจใดๆ

วันที่ 5 มิถุนายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) เดินทางไปยังที่ทำการพรรคก้าวไกล เพื่อพบกับ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมกับแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด โดยมีเนื้อหาสรุป ดังนี้

นับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2566 เป็นเวลากว่า 20 วันแล้ว ที่มีประชาชนกว่า 75% ออกมาร่วมใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ด้วยวิถีทางแห่งประชาธิปไตย จนเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า พรรคก้าวไกลคือพรรคการเมืองที่ได้เสียงการเลือกตั้งของประชาชนมากที่สุด มากกว่า 14 ล้านเสียง โดยมีว่าที่ ส.ส. 151 คน และ นายพิธา ได้รับการสนับสนุนจาก 8 พรรคการเมืองให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ร่วมจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากเสียงประชาชนกว่า 24 ล้านเสียง เกิน 50% ของผู้มาเลือกตั้งทั้งหมด จนนำมาซึ่งเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล และทั้ง 8 พรรคมี MOU ร่วมกัน สะท้อนเจตจำนงและความหวังอันยิ่งใหญ่ของประชาชนในการผลักดันประเทศไปข้างหน้า โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริงของประเทศ ทลายอำนาจรัฐเผด็จการ ที่ดำรงอยู่จากการทำรัฐประหารและผูกขาดการเมืองไทยมามากกว่า 8 ปี

...

ทั้งนี้ พีมูฟขอสนับสนุนการจัดทำ MOU ของ 8 พรรค ที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมาก 312 เสียง ถือเป็นมิติใหม่ในการสร้างมาตรฐานทางการเมืองที่สะท้อนเจตจำนงในการเปลี่ยนแปลงประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตยของประชาชน เราต้องการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเท่าเทียมและสงบสุข นักการเมืองต้องเคารพฉันทามติของประชาชน สร้างการเมืองให้ถูกต้องตามครรลองระบอบประชาธิปไตย โดย พีมูฟ ได้เคยเรียกร้องไปยังสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และพรรคการเมืองมาแล้ว แต่สถานการณ์การเมืองยังอึมครึมจนประชาชนเกิดความสับสน และมีแนวโน้มอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง รวมถึงปรากฏการณ์สุญญากาศทางการเมืองที่ส่งผลให้กลไกอำนาจรัฐชะลอ และเพิกเฉยต่อกระบวนแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน จึงขอแถลงการณ์แสดงจุดยืนและข้อเรียกร้องต่อสถานการณ์ ดังนี้

1. ในฐานะประชาชน เรียกร้องต่อพรรคการเมืองทั้งหมด ให้โหวตรับรองนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อร่วมกันสร้างหลักการประชาธิปไตยที่ต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร

2. กรณีคุณสมบัติของ นายพิธา ขอเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และศาลรัฐธรรมนูญ ควรพิจารณาประเด็นปมถือหุ้นด้วยการเคารพเจตนารมณ์ของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และแนวทางการวินิจฉัยที่มุ่งสร้างหลักการประชาธิปไตยของประชาชน

3. กรณีการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ 8 เครือข่ายทุกภูมิภาค ต้องเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง อำนาจการบริหารรวมศูนย์ ดังนั้น ต้องมีการเร่งรัด ติดตามการแก้ไขปัญหาและจำเป็นต้องมีรัฐมนตรีที่มีความเข้าใจในปัญหา ไม่มีอคติต่อภาคประชาชน ดำรงตำแหน่งในกระทรวงต่างๆ ทำงานร่วมกันกับภาคประชาชนเพื่อสร้างบรรยากาศความร่วมมือ และพีมูฟพร้อมมีส่วนร่วมในการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้อง

“เราขอยืนยันว่า เสียงของประชาชนคือฉันทามติที่ทรงพลังกว่าอำนาจใดๆ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพรรคการเมืองทุกพรรค ว่าที่ ส.ส.ทุกคน จะร่วมกันสร้างการเมืองที่ถูกต้อง เป็นประชาธิปไตยโดยประชาชน ของประชาชน และเพื่อประชาชน สถาปนารัฐสภาอันทรงเกียรติ ซึ่งมีผู้แทนราษฎรที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติ เพื่อพิทักษ์อำนาจอธิปไตยและประโยชน์ของประชาชนได้อย่างแท้จริงต่อไป”.

(ภาพ : วัชรชัย คล้ายพงษ์)