“วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” เดินหน้าจัดการส่วยสติกเกอร์รถบรรทุก มอง เป็นเรื่องตลก ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องตอบว่าไม่รู้เรื่อง ลั่น จะทำให้พวกรีดไถประชาชน รวยด้วยเงินสกปรก โดนยึดทรัพย์จบด้วยการเป็นยาจกให้ได้
วันที่ 29 พฤษภาคม 2566 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เปิดเผยถึงเรื่องการแฉส่วยทางหลวง หรือ ส่วยสติกเกอร์ ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่แก้ไม่หาย และมีมานานกว่า 30-40 ปี แต่ที่ผ่านมาบรรดาผู้ประกอบการและคนขับรถบรรทุกอาจจะรู้สึกสิ้นหวังกับการแก้ไขปัญหา แต่ตอนนี้กำลังจะได้เปลี่ยนรัฐบาลเป็นรัฐบาลก้าวไกล ผู้ประกอบการจึงมีความมั่นใจว่าก้าวไกลจะเข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ได้ จึงมีการร้องเรียนและส่งข้อมูลเข้ามา
“ยืนยันว่าบรรดาผู้ประกอบการหรือคนขับรถบรรทุกเหล่านี้เขาไม่ได้อยากจะจ่ายเงิน แต่ว่าเขาเหมือนถูกบีบให้จ่าย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าไม่ให้ความร่วมมือหรือไม่จ่ายส่วย เวลาเจอด่านตรวจตำรวจที่ไม่ดีบางคน ย้ำว่าตำรวจบางคน ห้ามเหมารวม ก็สามารถเดินวนรอบรถและหาเรื่องที่ผิดให้กับเขาได้ เพราะฉะนั้นแล้วเหล่าผู้ประกอบการหรือคนขับรถบรรทุกก็จำใจที่จะต้องจ่าย”
นายวิโรจน์ ระบุต่อไปว่า ตอนนี้ที่ได้รับการร้องเรียนเข้ามาผู้ประกอบการบอกว่าจ่ายไม่ไหว แม้ว่าโควิด-19 เพิ่งจะซาลง รายได้เริ่มดีขึ้น แต่ยังไม่เท่าเดิมที่เคยได้มา กลับยังต้องมาแบกค่าใช้จ่ายส่วยตรงนี้อีก หลายคนอาจจะบอกว่ากลุ่มผู้ประกอบการหรือคนขับรถบรรทุกที่จ่ายส่วยก็แลกมากับการที่คุณได้บรรทุกน้ำหนักเกิน เป็นเรื่องที่วินวินกันทั้งคู่ไม่ใช่หรือ ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องคุยกันอีกรอบว่าระเบียบหลักเกณฑ์ในการบรรทุกที่แต่เดิมอยู่ที่ 52-58 ตัน แล้วมีการปรับลงมาเป็นเหมารวม 50.5 ตัน ตอนนี้สมเหตุผลหรือเปล่า ต้องหาคำตอบว่าระเบียบหลักเกณฑ์ตามหลักวิศวกรรมอยู่ที่เท่าไร การที่ปรับลงนี้จะกลายเป็นช่องว่างให้ข้าราชการที่ไม่ดีบางคนเอามารีดไถตบทรัพย์หรือไม่ เรื่องนี้ต้องแก้ทั้งเรื่องรับส่วยและระเบียบหลักเกณฑ์ เป็นการแก้ปัญหาทั้งระบบ
...
ส่วนกรณีที่มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ออกมาชี้แจง ว่ายังไม่มีข้อมูลตำรวจกระทำความผิดในเรื่องนี้ นายวิโรจน์ ระบุว่า อยากให้คนที่ตอบทบทวนตัวเองใหม่ กว่าจะเติบมาเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ผ่านอะไรมาบ้าง ไม่รู้จริงๆ หรือว่ามีเรื่องนี้ ประชาชนคนทั่วไปยังรู้ว่ามีมาหลาย 10 ปีแล้ว การที่จะมาตอบว่าไม่มี กล้ารับประกันจริงๆ หรือ ถ้ามีการเอาคลิปวิดีโอหลักฐานมาเปิดเผยจะรับผิดชอบไหม กล้ารับประกันแทนตำรวจทุกนายหรือ ตนไม่ได้เหมารวมตำรวจทุกนาย แต่ยืนยันว่าปัญหาแบบนี้มันมีจริงๆ
“ท่านออกมาปฏิเสธแบบนี้ประชาชนหัวเราะแล้วว่าท่านกำลังนั่งทับอุจจาระตัวเองหรือเปล่า หรือเตะฝุ่นเข้าใต้พรมเหมือนเดิมหรือเปล่า การที่ท่านมาตอบว่าไม่รู้ ไม่มี เป็นการตอบแบบอ่อนประสบการณ์ไปหรือเปล่า แต่ถ้าเกิดท่านไม่รู้จริงๆ แปลว่าท่านไม่เหมาะที่จะเป็นผู้บังคับบัญชาแล้ว เพราะประชาชนรู้หมด แบบนี้ท่านต้องทบทวนตัวเองใหม่แล้ว และไม่ต้องบอกว่าถ้ามีให้ประชาชนแจ้งมาจะได้ดำเนินการให้ถึงที่สุด อย่าตอบแบบนี้เพราะมันตลก ท่านต้องสกรีนค้นหาการกระทำความผิดเอง จะให้ประชาชนเดินทางไปหาหน้าบ้านแล้วไปชี้บอกหรอว่าขยะมันอยู่ตรงไหน”
ก่อนที่ นายวิโรจน์ จะกล่าวต่อไปว่า ส่วยสติกเกอร์มีอยู่ทั่วประเทศ เข้าใจว่าน่าจะเปลี่ยนไปตามเขตของเจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวง ตำรวจ หรือตำรวจทางหลวง ย้ำว่าอย่าเหมารวม โดยจะมีหลายรูปแบบ เช่น มีมาเฟียที่ทำธุรกิจรถบรรทุก และมีสายใยกับนักการเมืองท้องถิ่น จะวิ่งเคลียร์กับหน่วยงานราชการบางคน ในตำแหน่งที่ตัดสินใจได้ว่าจะต้องจ่ายกี่แสนหรือกี่ล้านบาท จากนั้นก็จะทำสติกเกอร์มาขายให้กับผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ประกอบการรถบรรทุกต่อ มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 3,000-5,000 บาท บางภาค เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจจะแพง 12,000-15,000 บาท แล้วแต่พื้นที่ว่าใกล้หรือไกล ด่านเยอะหรือด่านน้อย หากเปรียบเทียบปัจจุบันมีรถบรรทุกมากกว่า 1 ล้านคัน ถ้ารถบรรทุกสักครึ่งหนึ่งต้องมาถูกรีดไถแบบนี้ เท่ากับว่าปีหนึ่ง มูลค่าการคอร์รัปชันอาจจะมากกว่า 20,000 ล้านบาท
สำหรับการดำเนินการของตนต่อไปในระยะสั้นจะป้องปรามให้ยุติการเก็บส่วยนี้ก่อน ขณะที่ระยะยาว ต้องคุยถึงหลักเกณฑ์การขนส่งต่างๆ เพื่อปรับให้สอดรับกับหน้างานจริงๆ ตามหลักวิศวกรรม ไม่ให้เป็นช่องเอามาหากินแบบนี้ และจะกวดขันข้าราชการไม่ดีบางคนเอามาให้เสื่อมเสีย และถ้าตรวจพบมีการกระทำความผิดจริงต้องลงโทษให้ถึงที่สุด และการได้เงินจากการรีดไถความเหนื่อยยากของประชาชน เงินพวกนี้เรียกว่าเงินสีดำ ได้มาก็เป็นเงินบาป คนที่ได้ไปก็ไม่มีความเจริญในหน้าที่การงาน ถ้าสาวเจอเมื่อไรจะส่งเรื่องต่อให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสํานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยึดทรัพย์ให้หมด
“ไม่ว่าคุณจะรวยแค่ไหนด้วยเงินสกปรก สุดท้ายต้องจบด้วยการเป็นยาจก ไม่เหลือแม้สตางค์แดงเดียว ผมจะทำให้คนไม่ดีที่รีดไถประชาชน จบด้วยการเป็นยาจกให้ได้”
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการต่อไป นายวิโรจน์ จะไปพูดคุยกับหน่วยงาน สมาคม และผู้ประกอบการต่างๆ เพื่อพิจารณาเรื่องหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมกับความจริง และอยากบอกว่า อย่าไปยึดติดกับรูปแบบสติกเกอร์ เพราะเปลี่ยนทุกเดือน บางที่อาจมีเป็นการ์ด บางที่อาจมีเป็นสัญลักษณ์อื่นๆ ไม่ต้องไปสนใจตรงนี้ ให้ไปสนใจที่เส้นทางดีกว่า เราถึงจะแก้ปัญหาได้.