“ศิธา ทิวารี” คาด ปมดราม่ากับ “หมอชลน่าน” จบแล้ว ยัน พรรคไทยสร้างไทยหนุนฝ่ายประชาธิปไตย พร้อมถอยหากไม่ต้องการให้เกี่ยวข้อง เผยเหตุผลสหรัฐฯ ไม่ขายเครื่องบิน F-35A ให้ไทย ชี้ ต้องปรับปรุงอีกกว่า 1,000 ล้าน

วันที่ 24 พฤษภาคม 2566 น.ต.ศิธา ทิวารี ประธานคณะกรรมการอำนวยการและพัฒนาและเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการตอบโจทย์ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ถึงกรณีวิวาทะกับ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่า กรณีที่มีคำถามในวันแถลงลงนาม MOU ตั้งใจถามทั้ง 8 พรรคการเมือง แต่ถ้าไม่ทันขอคำตอบจากพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย เรื่อง Advance MOU ซึ่งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ก็ให้คำตอบว่าเป็นไปได้ แต่นายแพทย์ชลน่าน ไม่ได้ตอบ เมื่อถามอีกครั้งก็ยังไม่ได้คำตอบ จึงจบแค่นั้น 

ทั้งนี้ หลักการคิดที่ถามมาจาก นายจาตุรนต์ ฉายแสง ที่คร่ำหวอดในวงการการเมือง ท่านยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ไปไหน หากต้องเป็นฝ่ายค้าน ก็จะเป็นร่วมกับพรรคก้าวไกลและเสียงข้างมาก ซึ่งหากหัวหน้าพรรคเพื่อไทยตอบให้ชัดในวันนั้น ฝ่ายลุงก็จะไม่มาจีบลำบากแล้ว ยืนยันว่าการถามไม่ได้ต้องการให้เป็นประเด็น แต่ต้องการให้ย้ำถึงการเดินเกมแบบประชาธิปไตย ตอบสนองเจตนารมณ์ประชาชนด้วยการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน แต่ถ้าจะดึงเกมเผด็จการมาใช้ การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะบริหารประเทศไม่ได้ เพราะเมื่ออีก 1 ปี ที่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หมดอายุตามบทเฉพาะกาล ก็จะต้องถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจและหลุดทั้งหมด แต่ก็กลายเป็นว่าถูกติงเรื่องมารยาท จึงโพสต์ขอโทษ และต่อไปจะไม่ล้ำเส้น

น.ต.ศิธา ระบุด้วยว่า หลังจบการแถลง MOU ไม่มีได้โกรธกัน นายแพทย์ชลน่าน ยังเข้ามาตบไหล่ พูดคุยให้กำลังใจกันปกติ ส่วนเรื่องที่ นายแพทย์ชลน่าน มีการพูดว่า “ต่อยได้ต่อยไปแล้ว” ไม่แน่ใจว่า ยังไม่เห็นตอนที่ตนเองขอโทษหรือเปล่า แต่ก็รู้สึกว่าทำไมถึงโมโหขนาดนี้ ซึ่งเรื่องที่ตนโพสต์ตั้งคำถามว่า ไปรับบรีฟใครมาหรือเปล่า วันที่แถลงข่าวมีผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยนั่งอยู่ ซึ่งในขณะที่ตนถามมีคนได้ยินว่า ผู้ใหญ่คนนี้ทำท่าทางและพูดขึ้นว่า มาถามอย่างนี้ได้อย่างไร แต่นายแพทย์ชลน่านนั้นเฉยๆ พอวันรุ่งขึ้นกลับมาพูดติงเรื่องมารยาท จึงสงสัยว่าไปฟังใครมาหรือไม่ 

...

ทั้งนี้ ในเมื่อมองว่าเป็นการเสียมารยาท ตนก็ขอโทษ และประเด็นเรื่องที่นั่ง ส.ส. 141 ของพรรคเพื่อไทยกับ 6 ที่นั่งของพรรคไทยสร้างไทยนั้น ไม่ใช่ประเด็น เพราะตนเองและพรรคไทยสร้างไทยสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล พร้อมที่จะยกมือให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค 2 อันดับแรก ส่วนตนลาออกจากพรรคได้ ไม่ขอยุ่งเกี่ยว

ขณะที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยหลักการพรรคอันดับ 1 จะเป็นประธานสภาฯ ไม่อยากจะพูดว่ามีการแย่งชิง เพราะเรื่องมารยาทต้องระวัง แต่ก็อยู่ใน 2 พรรคนี้ คือ พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย สำหรับการแสดงความคิดเห็นก็ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เมื่อมีสื่อเชิญไปสัมภาษณ์ก็เสนอความเห็นอย่างตรงไปตรงมา พูดมาตลอดในการหาเสียงว่าหนุนฝ่ายประชาธิปไตย ไม่มีเจตนาแซะใคร ก่อนจะยืนยันว่าไม่เหนื่อยที่จะเป็นตัวกลางในการสื่อสาร แต่ถ้าฝ่ายเดียวกันและกองเชียร์ไม่เห็นด้วยก็อาจจะเบาลง ซึ่งคนอีกส่วนก็อยากให้ช่วยเป็นปากเสียง แต่ก็จะพยายามบาลานซ์ตัวเอง พยายามไม่พูดให้เป็นประเด็นขึ้นมา เพราะไม่อยากเป็นเงื่อนไข และนาทีนี้โฟกัสแค่ให้ฝ่ายค้านเดิมจัดตั้งรัฐบาลได้ 

ถ้าเจอนายแพทย์ชลน่าน ยังคุยกันได้หรือไม่ น.ต.ศิธา ตอบว่า คุยได้ปกติ และเรื่องนี้น่าจะจบแล้ว อีกทั้งมองว่า นายแพทย์ชลน่าน อาจจะให้สัมภาษณ์ก่อนเห็นคำขอโทษ ส่วนเรื่องชกได้ก็ชก เป็นหลังจากให้สัมภาษณ์แล้วคุยกับนักข่าว คาดว่าคุยเล่นกัน ซึ่งตนเองกับนายแพทย์ชลน่าน เคยอยู่พรรคเดียวกันมานาน

เผยเหตุผล สหรัฐฯ ปฏิเสธขายเครื่องบิน F-35A ให้ไทย

นอกจากนี้ กรณีที่รัฐบาลไทยถูกสหรัฐอเมริกาปฏิเสธขายเครื่องบินขับไล่ F-35A เป็นประเด็นการเมืองหรือไม่ น.ต.ศิธา ในฐานะอดีตนักบินกองทัพอากาศ ระบุว่า สหรัฐฯ พิจารณาแล้วว่าไทยยังไม่พร้อม เท่าที่ทราบคือไทยต้องเตรียมตัวเกือบ 10 ปี คาดว่าจะบรรจุที่กองบิน 1 ต้องปรับปรุงสนามบินในกองบิน 1 ทุกอย่าง ประมาณ 1,000 กว่าล้านบาทเฉพาะเพื่อรองรับเครื่องบินขับไล่ F-35A ขณะเดียวกัน ก็ยังต้องฝึกคน อุปกรณ์ภาคพื้นที่ต้องดูแลเครื่องบินก็ต้องเป็นอุปกรณ์ของ F-35A ทั้งหมด เปลี่ยนใหม่หมด นอกจากอาวุธยุทโธปกรณ์ที่อาจจะใช้ของเดิมได้ แต่ที่แอดวานซ์ก็ต้องซื้อใหม่ 

น.ต.ศิธา กล่าวต่ออีกว่า "ทั้งระบบกองทัพไม่ได้แค่จ่ายค่าซื้อเครื่องบิน แต่จ่ายทุกอย่าง กองทัพก็บอกว่าถ้าอย่างนี้ไม่ไหว จึงมองว่าซื้อ F-16 ดีไหม หรือจะซื้อกริพเพนเพิ่ม ถามว่าผมจะทำยังไง F-16 ก็หลายปีแล้วอะ ตอนผมบิน F-16 ก็อยู่ในสายการผลิตเป็น 10 ปีแล้ว ผมบินตั้งแต่ 20 กว่าปีที่แล้ว กริพเพนก็น่าจะเหมาะ ถูกกว่าเยอะ แล้วก็สามารถจะเสริมได้ แล้วก็ใช้อุปกรณ์ทุกอย่างของเดิมได้".