มวลชนปะทะคารมหน้ารัฐสภา บอก การออกมากดดัน ส.ว. ไม่เกิดผลดีกับ “พิธา” และพรรคก้าวไกล เจออีกฝั่งตอกกลับเป็นสิทธิในการแสดงออก ด้านวงเสวนาเห็นพ้อง ส.ว.ควรโหวตนายกฯ ตามเสียงที่ประชาชนเลือกตั้งมา

เวลาประมาณ 19.00 น. วันที่ 23 พฤษภาคม 2566 ที่หน้าอาคารรัฐสภา ระหว่างการจัดกิจกรรมเสวนาวิชาการของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้มีมวลชนอิสระ ต่อต้านมาตรา 112 นำโดย นายนภสินธุ์ ตรีรยาภิวัฒน์ หรือ สายน้ำ นำป้ายข้อความ คัดค้าน ม.112 และป้ายตำหนิ ส.ว. รวมทั้งภาพกรอบทอง มาชูบริเวณพื้นที่ชุมนุม โดยมีความพยายามจะขึงป้ายผ้า แต่การ์ดของกลุ่มวีโว่พยายามเข้าห้ามและเก็บป้ายผ้าออกไป 

ต่อมา มวลชนส่วนหนึ่งเข้าไปห้ามจนเกิดมีปากเสียงโต้เถียงกันอย่างรุนแรง โดยหญิงรายหนึ่งที่อ้างตัวว่าเป็นผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล ตะโกนถามอย่างมีอารมณ์ถึงวุฒิภาวะของกลุ่มผู้ที่มาชูป้าย พร้อมระบุว่า เพราะแบบนี้พรรคก้าวไกลถึงจะตั้งรัฐบาลไม่ได้ ตนเข้าใจปัญหาการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอาจอยู่ที่ ส.ว. แต่การกดดัน ส.ว. จะไม่ได้มีอะไรดีขึ้น พรรคก้าวไกลกำลังจัดตั้งรัฐบาล ต้องการเสียงข้างมากในสภา ทั้ง ส.ว. และ ส.ส. อีกทั้งมี ส.ว.บางคนที่บอกว่าจะโหวตให้ มาทำกิจกรรมแบบนี้เพื่ออะไร ไม่มีประโยชน์ ไม่ดีต่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่กำลังจัดตั้งรัฐบาล โดยอยากให้รอการโหวตในสภาก่อน ถ้าไม่โหวตให้ค่อยว่ากัน เราจะออกถนนกัน แต่ตอนนี้เพิ่งจะเริ่ม อย่าเพิ่งกดดันเขา      

ขณะที่กลุ่มยกเลิก 112 โต้เถียงกลับอย่างรุนแรง อ้างว่าเป็นสิทธิในการแสดงออก จนสุดท้ายผู้จัดงานต้องมาแยกทั้งสองฝ่ายจากกัน ซึ่งกลุ่มต่อต้านมาตรา 112 ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ชุมนุมโดยไม่สนใจผู้จัดงาน นอกจากนี้ยังมีเยาวชนวัย 15 ปี ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 เดินทางมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่สื่อถึงสถาบันด้วย

...

ม็อบหน้าสภา อ่านจดหมายถึง ส.ว. เรียกร้องเคารพเจตจำนงประชาชน

ต่อมา นายรัฐภูมิ เลิศไพจิตร หรือ เติร์ด โฆษกกลุ่มวีโว่ นายอัลเจโล สาธร กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เป็นตัวแทนอ่านจดหมายทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ที่ทางกลุ่มต้องการส่งถึง ส.ว. ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2566 เรื่อง ขอให้สมาชิกวุฒิสภาเคารพเจตนารมณ์ของประชาชนในการลงมติเห็นชอบให้ผู้ที่ได้รับเสียงข้างมากจากประชาชนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีเนื้อหาว่า 

สืบเนื่องจากวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ได้มีการจัดเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผลปรากฏว่าพรรคก้าวไกลได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมาเป็นลำดับที่ 1 ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 152 ที่นั่ง และสามารถรวมเสียงจากพรรคการเมืองอื่นๆ ในการจัดตั้งรัฐบาลรวมกันได้มากกว่ากึ่งหนึ่งของสภา จึงหมายความว่าพรรคก้าวไกลมีสิทธิอันชอบธรรมโดยสมบูรณ์ในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ปรากฏว่า ส.ว.บางท่าน แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยในการเลือกนายกรัฐมนตรีที่มาจากเจตจำนงและความต้องการส่วนใหญ่ของประชาชน

ด้วยท่าที่ของ ส.ว.บางท่าน ที่ปฏิเสธเจตจำนงของประชาชน นำมาซึ่งการตั้งคำถามต่อ ส.ว. ในการดำรงไว้ซึ่งหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่ประชาชนไม่ว่าจะมีฐานะหรือสถานภาพแตกต่างกันเพียงใด ล้วนมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงเท่ากัน ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของ ส.ว. ผู้ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อผลประโยชน์ของประชาชน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

จึงขอความกรุณา ส.ว.เคารพเจตจำนงของประชาชน โดยการลงคะแนนเสียงเห็นชอบให้ตัวแทนพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุด ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและสนับสนุนให้พรรคการเมืองที่มาจากประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน ทั้งนี้ การกระทำที่สง่างามและตามหลักการของประชาธิปไตยในครั้งนี้ จะถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

สำหรับบรรยากาศการเสวนาบนเวทีก็เป็นไปอย่างราบรื่น ผู้ร่วมเสวนาต่างแสดงความคิดเห็นเรื่องการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี โดยเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ส.ว. ควรจะโหวตนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองที่ประชาชนใช้สิทธิออกเสียงเลือกมา ก่อนจะจบการเสวนาลงในเวลา 20.00 น. ตามกำหนดการ.