ขณะที่ความพยายามในการขับเคลื่อนรัฐนาวา “พิธา 1” ยังต้องลุ้นกันนาทีต่อนาที ว่าในที่สุด พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ได้คะแนนป๊อปปูลาร์โหวตสูงสุดที่ 14 ล้านคะแนนนั้น จะสามารถตีฝ่าวงล้อม จัดตั้งรัฐบาล มุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาลในฐานะ “นายกรัฐมนตรีคนที่ 30” ของประเทศไทยได้หรือไม่

...ความไม่แน่นอนที่ยังแผ่ซ่านอยู่ทั่วทุกอณูของบรรยากาศการเมือง กดดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วงลงหลายวันติดต่อกัน ...กระนั้น...ยังชนะแบบเหนือความคาดหมายของพรรคก้าวไกล ทำให้พวกเรา “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ประหลาดใจยิ่ง แม้จะเล็งเห็นถึงศักยภาพของพรรค ที่เติบโตสง่างามขึ้นเรื่อยมา

...หากสิ่งที่สะท้อนให้เห็นบ่งชี้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ “การเปลี่ยนแปลง” จุดยืนทางการเมืองและนโยบายของพรรคก้าวไกล ก็น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้พวกเขาได้เข้าไปอยู่ในใจคนไทยจำนวนมาก

และนี่คือตัวแทนสื่อมวลชนที่ “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เข้าสอบถามและขอให้ช่วยคัดสรร “นโยบายเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกลที่โดนใจ” มาคนละ 1 ข้อ พร้อมขอเหตุผล...

วีระศักดิ์ พงศ์อักษร
วีระศักดิ์ พงศ์อักษร

...

วีระศักดิ์ พงศ์อักษร

บรรณาธิการบริหารกรุงเทพธุรกิจและบรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น

เศรษฐกิจเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น ก่อนจะดูนโยบายเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจหลายข้อ ต้องดูที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจก่อน ต้องเลือกคนที่น่าเชื่อถือ เรียกความเชื่อมั่นได้ ซึ่งผมมองว่าคุณศิริกัญญา ตันสกุล หัวหน้าทีมเศรษฐกิจก้าวไกล สอบผ่านด่านนี้ แม้อายุยังน้อยเมื่อเทียบกับหัวหน้าทีมพรรคอื่น แต่ดูทรงสามารถเทียบรุ่นได้ ไม่ขี้เหร่ พลิกประวัติดูน่าจะมีความเชี่ยวชาญครบ ทั้งเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาคลงไปถึงระดับธุรกิจ เอสเอ็มอี จนถึงปากท้องประชาชน

มาถึงนโยบายเศรษฐกิจที่ผมชอบ อย่างที่บอกสนใจหลายข้อ แต่ถ้าให้เลือกขอเลือกนโยบายสุราก้าวหน้า ซึ่งเป็นนโยบายที่ก้าวไกลผลักดันอย่างมุ่งมั่นมาตลอด 4 ปี ที่เป็นฝ่ายค้านความจริงพรรคอื่นก็ทำ แต่ก้าวไกลชัดเจนที่สุด นโยบายสุราก้าวหน้าเปรียบได้กับหัวหมู่ทะลวงฟัน ถ้าทำสำเร็จมันคือจุดเริ่มต้นของการปลดล็อกอำนาจผูกขาดของธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทย คิดดูเรามีผู้ประกอบการแอลกอฮอล์อยู่ประมาณ 7 ราย ขณะที่บางประเทศเขามีเป็นหมื่น ถ้าสุราก้าวหน้าทำได้ ก็จะนำไปสู่ความหวังในการทลายอำนาจผูกขาดในธุรกิจอื่นๆ ตามมา ตั้งแต่ค้าปลีกไปจนถึงพลังงาน

การเปิดเสรีให้มีการแข่งขัน ยังจะทำให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างกว้างขวาง เป็นการสนับสนุน Soft Power ของไทย แทนที่จะปลูกข้าวอย่างเดียว เอาข้าวไปผลิตแอลกอฮอล์ได้หลากหลาย สร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นการกระจายรายได้

อรรถพล ทะแพงพันธ์
อรรถพล ทะแพงพันธ์

อรรถพล ทะแพงพันธ์

ผู้ก่อตั้งเพจข่าวเทคโนโลยี iMoD

ส่วนตัวเป็นคนที่ดื่มบางครั้ง แต่ทางเลือกในการดื่ม โดยเฉพาะเบียร์ในบ้านเรานั้นไม่หลากหลาย ไม่เหมือนญี่ปุ่น ยิ่งมาได้รู้เหตุผลว่าทำไม Craft Beer ในไทยจึงเกิดไม่ได้เพราะติดปัญหาเรื่องกฎหมาย ประเทศไทยมีทรัพยากรหลากหลาย ที่สามารถนำมาผลิตเบียร์หรือสุราที่มีความสร้างสรรค์ได้ เชื่อว่ากฎหมายเปิดช่อง เราจะได้เห็นสุราและเบียร์แบบใหม่ที่นำความคิดสร้างสรรค์ใส่เข้าไปได้ และที่สำคัญผู้ผลิตรายเล็กอย่าง SME ที่มีความถนัดก็สามารถพัฒนาสินค้าของตัวเอง ออกมาขายได้ มีการแข่งขันมากขึ้น ตัวเลือกมากขึ้น รายได้กระจายไปทุกจุด

นอกจากนั้น ผมยังชอบนโยบายเปิดตลาดซื้อ-ขายไฟฟ้าเสรี และให้รัฐดูแลระบบสายส่ง ด้วยความที่ส่วนตัวที่บ้านและออฟฟิศติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ไว้ใช้งาน ได้นำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์และช่วยลดค่าไฟได้อย่างต่ำๆ เดือนละ 1,000-3,000 บาท (กำลังผลิต 5kW) แต่ปัญหาที่เจอคือ บางครั้งเราไม่อยู่บ้าน หรือเสาร์อาทิตย์ไม่ได้อยู่ออฟฟิศ แต่ว่าระบบโซลาร์เซลล์ยังทำงานอยู่ หมายถึงการ ผลิตกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้นตลอดเวลาที่มีแสงแดด แต่เราต้องปิดไม่ให้กระแสไฟที่ผลิตส่งออกไปข้างนอกได้ เข้าใจว่ามีข้อกำหนดในการรับซื้อไฟตามบ้าน ซึ่งราคาค่อนข้างไม่เป็นธรรมและขั้นตอนยุ่งยากมาก หากนโยบายนี้ทำได้จริง จะช่วยให้ผู้ใช้ตามบ้านสามารถผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และส่งออกขายได้ ช่วยคืนทุนค่าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เร็วขึ้น และหากมีคนติดเป็นจำนวนมาก เราจะสามารถลดการนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศได้ ลดปริมาณก๊าซ C02 ได้ ค่าไฟถูกลง ต้นทุนทางธุรกิจก็จะลดตาม

บุญลาภ ภูสุวรรณ
บุญลาภ ภูสุวรรณ

บุญลาภ ภูสุวรรณ

บรรณาธิการบริหารสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า

ถ้าถามว่าชอบนโยบายเศรษฐกิจก้าวไกลเรื่องไหน จะไม่ระบุเป็นเรื่องๆ เพราะมองว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่สามารถที่จะแยกออกเป็นส่วนๆแล้วจะทำได้สำเร็จ นโยบายก้าวไกลที่ว่า “การเมืองดี ปากท้องดี อนาคตดี” ต้องทำไปพร้อมๆ กันเพื่อให้เศรษฐกิจดีไปด้วย ที่ “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เคยบอกว่า “แค่เปลี่ยนผู้นำไม่พอ ต้องเปลี่ยนทั้งประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจเรามีเยอะมาก โดยเฉพาะปัญหาในเชิงโครงสร้าง เวลากำหนดนโยบายต้องพุ่งชนต้นตอ คือแก้ที่โครงสร้าง ถ้าไม่แก้ที่โครงสร้างจริงๆ เราจะอยู่กันแบบนี้และเปลี่ยนอะไรไม่ได้จริง”

ดังนั้น การที่ก้าวไกลชูประเด็นการแก้โครงสร้างเศรษฐกิจไทย จึงเป็นนโยบายที่โดนใจ จากที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมาหลายสมัย ไม่มีพรรคการเมืองใดชูประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นนโยบาย เพราะเป็นเรื่องที่จับต้องไม่ได้และขายไม่ได้ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานานและยาก ไม่เห็นผลทันที แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำ ดังนั้นจึงหวังว่าก้าวไกลจะมีโอกาสได้ “ทำจริงๆ”

อมรรัตน์ มหิทธิรุกข์
อมรรัตน์ มหิทธิรุกข์

อมรรัตน์ มหิทธิรุกข์

ผู้ดำเนินรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซต์ไทยแลนด์ ช่อง 9MCOT HD30

ถ้าพูดถึงนโยบายเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล มีหลายนโยบายที่สะท้อนความกล้าคิด กล้าทำ กล้าที่จะฝ่าข้อจำกัดในแบบเดิมๆ โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของปากท้องที่คิดแบบครบและรอบด้านจริงๆ แต่ที่ฟังแล้วต้องสะดุดหยุดฟังต่อทันทีนั่นคือนโยบาย “หวยใบเสร็จ” แค่ฟังปุ๊บก็อยากเห็นไส้ในว่าเป็นอย่างไร พอเข้าไปดู มันช่างโดนและถูกจริตกับสไตล์แบบไทยๆ อย่างที่รู้กันการเสี่ยงโชคเล่นหวยรวยม้า เป็นของที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยมานาน การเอาหวยมาแจกเพื่อจูงใจในการซื้อขายสินค้า เชื่อว่าน่าจะถูกใจคนไทยที่ชอบลุ้น ชอบเสี่ยงโชค และชอบความตื่นเต้น

ที่สำคัญนโยบายนี้ ประชาชนไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แค่เราไปซื้อสินค้าจากบรรดา SME ที่เข้าร่วมโครงการ แค่ซื้อให้ครบ 500 บาท ก็สามารถแลกรับหวยหรือสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ 1 ใบ แต่จำกัดไม่เกิน 2 ใบ/คน/เดือน โดยกำหนดเพดานเอาไว้ที่ 10 ล้านคน/เดือน ถ้าดูกันให้ลึก จะเห็นว่าเป็นนโยบายที่ดีที่ภาครัฐ จะดึงบรรดาผู้ประกอบการ SME ให้เข้าสู่ระบบภาษีของประเทศหรือหาเงินเข้ารัฐนั่นเอง ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากไปในตัว แต่ที่ชัดเจนคือพรรคก้าวไกลคิดแบบครบจริงๆ เพราะกลัว SME จะหนีหายจากการโดนเรียกเก็บภาษีแพงๆ จึงเปิดช่องให้บรรดา SME นำมาหักลดหย่อนภาษีได้ 90% จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษี ที่ผ่านมา SME บ้านเราอ่อนแอมากและต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านต้นทุนกับบรรดาผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่

ส่วนอีกนโยบายที่ถือว่าท้าทายมากที่สุด คือการเปลี่ยนส่วยเป็นภาษี การเพิ่มธุรกิจถูกกฎหมาย เศรษฐกิจโปร่งใส ได้แก่ กาสิโนของรัฐถูกกฎหมาย การเปิดกาสิโนออนไลน์ของรัฐ ด้านหนึ่งมองว่าสร้างรายได้เศรษฐกิจมหาศาล แค่วางระบบควบคุมป้องกันที่ดีแบบสิงคโปร์ก็ทำได้ไม่ยาก แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะมองว่าเป็นการมอมเมาและบ่อนทำลายสังคมไทย นี่คือบทพิสูจน์ว่า นโยบายแบบคิดนอกกรอบของพรรคก้าวไกล ที่บอกว่าจะสร้างประเทศไทยที่ไม่เหมือนเดิม จะเป็นอย่างไร หนทางข้างหน้าจะก้าวไปได้ไกลแค่ไหน ต้องรอติดตามกันต่อไป

เสาวลักษณ์ เขตสูงเนิน
เสาวลักษณ์ เขตสูงเนิน

เสาวลักษณ์ เขตสูงเนิน

ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าว The Standard

นโยบายเศรษฐกิจของก้าวไกลที่โดนใจ และคิดว่าสามารถทำได้ทันที คือ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” การเปิดพื้นที่ทางความคิด ปรับโครงสร้างอำนาจ ทลายทุนผูกขาดในอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่าล้านล้านบาทต่อปีหากรัฐส่งเสริมและมองมุมใหม่ที่ว่า “ศิลปะ วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ คือเสื้อผ้าที่เราไม่เพียงสวมใส่ เปลี่ยนสไตล์ได้ แต่เพื่ออวดความเป็น “ตัวตน” ของเรา ความเป็นชาติที่หลากหลาย ลื่นไหล เป็นเสื้อผ้าที่เราเอาไปขาย สร้างงาน รายได้ชื่อเสียงเวทีโลกได้”

เมืองไทยมีคนเก่งๆ สายงานสร้างสรรค์เยอะมากๆ สามารถสร้าง Soft power ได้มหาศาล แต่ที่ผ่านมามักไม่ได้รับการส่งเสริม เพราะวัฒนธรรมถูกแช่เเข็ง บางอย่างเปลี่ยนแปลงไม่ได้ การที่พรรคก้าวไกลกล้าคิดนอกกรอบและเห็นถึง “คุณค่าทางความคิด” ด้วยการสนับสนุนเงินทุนงานภาพยนตร์ เพลง ดนตรี นิทรรศการไปจนถึงผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืน และงานศิลปะที่หากส่งออกไปตลาดต่างประเทศได้ หรือนโยบายที่รัฐจะช่วย 50% เป็นโบนัส ถือว่าช่วยกระตุ้นทั้งเชิงเศรษฐกิจและสนับสนุนความฝันของคน ทำให้งานสร้างสรรค์เป็นหนึ่งในอาชีพที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเท่าเทียม น่าจะเป็นสิ่งที่หลายพรรคยังไม่ได้ลงลึกเรื่องนี้มากนัก

อีกทั้ง นโยบายนี้ยังสามารถเชื่อมไปถึงนโยบาย Made “with” Thailand ประเทศไทยต้องไม่ยึดติด คำว่า ‘In’ หรือการลงทุนในดินแดน แต่จะทำอย่างไรให้ คนไทย การผลิตแบบไทย สิทธิบัตรไทย เข้าไปเชื่อมโยงเป็นส่วนผสมหนึ่งของ Supply Chain หรือห่วงโซ่ผลิตของโลก

อมรรัตน์ จรูญสมิทธิ์
อมรรัตน์ จรูญสมิทธิ์

อมรรัตน์ จรูญสมิทธิ์

ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

พรรคก้าวไกลไม่ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจมากนัก ไปมุ่งเน้นการสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคง สังคม และการสร้างความเท่าเทียมมากกว่า

ที่น่าสนใจคือ นโยบายสวัสดิการก้าวหน้า ตั้งแต่เกิดจนตาย ต้องใช้เงินมาทำเรื่องนี้ปีละ 650,000 ล้านบาท แม้จะมีโมเดลการหาเงินมาแสดงให้เห็นตอนหาเสียง ก็ยังเกิดคำถามว่า จะทำได้จริงตามที่ประกาศอย่างมั่นใจว่าทำได้หรือไม่ เพราะต้องรื้อการจัดทำงบประมาณใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะมีงบประจำที่ไปแกะออกมาไม่ได้ ส่วนงบที่บอกจะหามาเพิ่ม เช่น เก็บภาษีคนรวยที่มีทรัพย์สินเกิน 300 ล้านบาท การเก็บภาษีที่ดินรายแปลงและรวมแปลง การเก็บภาษีนิติบุคคลทุนใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำและได้เงินในทันที ฉะนั้นที่บอกว่า มีเงินจ่าย ทำได้จริง คงต้องผ่านอีกหลายด่าน ซึ่งไม่น่าได้เห็นในปีงบประมาณรายจ่าย 2567

สำหรับนโยบาย “7 วาระเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย” ที่เข้าตาคือเรื่องทลายทุนผูกขาด ซึ่งนักการเมืองในอดีตไม่เคยกล้าคิดที่จะทำแบบนี้ และที่ลุ้นขอให้ทำได้สำเร็จคือนโยบายหยุดแช่แข็งชนบทไทย ที่พรรคก้าวไกลทำการบ้านเรื่องนี้มาละเอียดยิบ ทั้งเรื่องแก้ปัญหาหนี้สินให้เกษตรกร การจัดหาแหล่งน้ำให้เกษตรกร และเปลี่ยนที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิเป็นโฉนด ส่วนที่ทุกบ้านรอคอยให้รัฐบาลที่พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ ทำให้เห็นจริงตามที่บอกใน 100 วันแรก คือลดค่าไฟลงหน่วยละ 70 สตางค์

ธงชัย ชลศิริพงษ์
ธงชัย ชลศิริพงษ์

ธงชัย ชลศิริพงษ์

บรรณาธิการ Bizview สำนักข่าว TODAY

นโยบาย Made with Thailand และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของก้าวไกลน่าสนใจ เพราะนี่เป็นการฝันใหญ่ของไทยทางเศรษฐกิจในรอบหลายสิบปี ทีมเศรษฐกิจก้าวไกลเสนอว่าไทยต้องมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง และไทยต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อุตสาหกรรมชิปเซมิคอนดักเตอร์” เพราะชิปคือมันสมองของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิปมีอยู่ในแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ตู้เย็น เครื่องซักผ้า รถยนต์ไฟฟ้า ยันสมาร์ทโฟนที่เราถืออยู่ในมือ อุตสาหกรรมชิปจะเติบโตกว่านี้อีกมาก ถ้าพูดให้เห็นภาพ มูลค่าอุตสาหกรรมชิปทั้งโลกตอนนี้มีมูลค่าประมาณ 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือถ้าเทียบตัวเลขก็พอๆกับ GDP ของประเทศไทยทั้งปี ลองคิดภาพเล่นๆ ว่า ถ้าไทยแทรกตัวเข้าไปอยู่ใน Supply Chain นี้ และกินส่วนแบ่งมาสัก 1% เราจะมีรายได้เพิ่มขึ้นมามหาศาลแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม ถ้าอุตสาหกรรมชิปเกิดขึ้นได้จริงในไทย มันจะเป็นการพัฒนาแรงงานทักษะ-ดึงดูดคนเก่งเข้าประเทศไปในตัว เพราะอุตสาหกรรมนี้ผลิตยาก ซับซ้อน และเป็นอุตสาหกรรมไฮเทค ต้องใช้แรงงานเข้มข้น

นี่น่าจะเป็นโอกาสทองที่ไทยจะมีอุตสาหกรรมเฉพาะทาง มีเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่เท่าทันยุคสมัย และอาจจะหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลาง เหมือนอย่างที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ หรือไต้หวัน.

ทีมเศรษฐกิจ