เปิดปากกับภาคภูมิ "วิโรจน์-ศิธา" เผยท่าที ส.ว. เชื่อหลายท่านมีแนวโน้มโหวต นายกฯ เสียงข้างมาก ชี้ปม "ศรีสุวรรณ" จ่อฟ้อง กกต. ยุบพรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาล แค่ร้องไปเรื่อย
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 18 พฤษภาคม 2566 ในรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ดำเนินรายการโดย นายภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ ได้พูดคุยถึงการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล และพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งขณะนี้รวบรวมได้ทั้งหมด 313 เสียง
ทั้งนี้ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้เรามั่นใจ แต่เราต้องเตรียมความพร้อมอย่างอื่นด้วย แต่ที่บอกว่าเรามั่นใจ เพราะว่า 1. ความเหนียวแน่นของพรรคที่จัดตั้งรัฐบาล ขณะนี้มี 8 พรรคแล้ว กลมเกลียวเหนียวแน่น มีจุดยืนร่วมกัน ทุกคนคลายความไม่สบายใจได้เลย รวม 313 เสียง ขาดอีก 63 เสียง และ 2. สมาชิกวุฒิสภาพ (ส.ว.) ทยอยประกาศจุดยืนดำรงรักษาระบบรัฐสภา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี และน่าชื่นชมอย่างมาก
ด้านนาวาอากาศตรี ศิธา ทิวารี หนึ่งในอดีตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า เสียงที่ขาดอีก 63 เสียงเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรี มีทั้งมาจาก ส.ส. และจาก ส.ส.พรรคอื่นที่ยังไม่ได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล ต้องกลับมาดูว่า ในภาวะปกติสภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียว 500 คนมาโหวตเราผ่านแล้ว ไม่ต้องพึ่งใคร แต่เมื่อมี ส.ว. เข้ามาร่วมโหวตด้วย ทำให้ค่ากลางสูงจาก 251 กลายเป็น 376 เสียง เราจึงต้องการเสียงเพิ่ม
...
ประเด็นคือ เราต้องทำตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมาร่างโดยเผด็จการที่ให้ ส.ว. มาเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งเป็นกลไกลผิดเพี้ยน ในขณะนี้จำนวนที่เราได้มีเสถียรภาพมากที่สุด หากมากไปกว่านี้จะกลายเป็นเผด็จการรัฐสภา ซึ่งในสมัยพรรคไทยรักไทยเคยโดนว่าเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก เพราะเมื่อฝ่ายค้านเหลือแค่ 100 ต้นๆ จะทำให้ตรวจสอบกันได้ไม่ได้ลึก
ตอนนี้ในโซเชียลใช้คำว่า กลิ่นอายของความเจริญ ครั้งนี้ชนะถึงไปถึง 60% ของทั้งประเทศ แต่เวลากลับมาติดล็อกแบบนี้ ส่วนตัวคิดว่าเราต้องฟังเสียงประชาชน ซึ่งหลายคนเริ่มบอกว่ายินดีจะโหวตให้เสียงข้างมาก
เมื่อถามถึงการชวนโหวตนายกรัฐมนตรี นายวิโรจน์ กล่าวว่า ในส่วนของ ส.ส. เราไม่ได้ชวนเป็นรายพรรค แต่เราชวนเพื่อน ส.ส.เป็นรายคน ซึ่งผมทำงานในสภาฯ ในจังหวะที่ต้องตัดสินใจว่าจะปกป้องเสียงของประชาชนไม่ให้ถูกครอบงำ วันนั้นความเป็นสภาพมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชนมันจะร้อยรัดกันทันที โดยไม่คำนึงว่าใครเป็นฝ่ายค้าน ใครเป็นฝ่ายรัฐบาล เชื่อว่า ส.ส.ทุกคนมีวิจารณญาณของตัวเองเหมือนกัน
"การโหวตครั้งนี้ ไม่ได้โหวตเพื่อเลือกคุณพิธาเป็นนายกฯ แต่เป็นการโหวตเพื่อรักษาระบบรัฐสภา โหวตเพื่อปกป้องเสียงข้างมาก โหวตเพื่อเกียรติภูมิของสภาผู้แทนราษฎร"
ผมไม่เคยมีสมมติฐานว่าตัวแทน ส.ว. บางคนที่โดนประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักแล้ว ส.ว. อีก 200 กว่าคนจะมีวิธีคิดแบบนั้นด้วย แต่สังเกตไหมว่าในช่วงแรกยังมีความไวเกินไป ยังไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร แต่พอให้เวลาท่านได้ไตร่ตรอง เข้าใจว่า ส.ว.หลายๆ ท่านบอกว่าจะโหวตให้เสียงข้างมาก เคารพเสียงประชาชน ยึดตามหลักการเดิม ซึ่งผมเชื่อว่าจะมี ส.ว.ที่ยึดตามหลักการเดิมทยอยออกมาเรื่อยๆ
สำหรับการแก้ไขมาตรา 112 ไม่ใช่ว่าพรรคก้าวไกลซุกซ่อน แล้วจู่ๆ ได้รับการเลือกตั้งแล้วโพล่งว่ามีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 เราต้องถือว่าการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา เราถูกตั้งคำถามการแก้ไขมาตรา 112 ลึกมากๆ ซึ่งเราก็อธิบายโดยใช้วุฒิภาวะ และเจตนาดีที่ของเรา จนประชาชนเข้าใจและคลายกังวล
ดังนั้น ถ้าตอนจัดตั้งรัฐบาลแล้วลบนโยบายนี้ทิ้ง แปลว่าเราไม่ซื่อสัตย์กับประชาชน แต่เราจะเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไรให้ประชาชนคลายความกังวลต่างๆ ไป แล้วเข้าใจเจตนาดีของเรา
โดยธงสำคัญคือ ธำรงรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ยังยืนสถาพรสืบต่อไป เช่น ไม่ทำให้มีคนใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการกลั่นแกล้งกันได้ ดังนั้น เราจะโยนทิ้งไม่ได้ แต่เราจะทำอย่างประณีตที่สุด
นาวาอากาศตรี ศิธา กล่าวว่า มาตรา 112 เป็นกฎหมายมาตราเดียวในกฎหมายอาญา แต่เวลานี้เรากำลังพูดถึงการจัดตั้งรัฐบาล ถามว่ามาตรานี้ในเวลานี้ต้องแก้ไขหรือไม่ ยังสรุปไม่ได้ เพราะป็นเรื่องที่ต้องไปคุยกันในสภาฯ
ในกรณี นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จ่อฟ้อง กกต. ปม "ธนาธร-ปิยบุตร-พรรณิการ์" ร่วมวงสนทนาจัดตั้งรัฐบาลนั้น
นายวิโรจน์ กล่าวว่า การครอบงำต้องดูเนื้อหาสาระ ถ้าไปกินข้าวกันเฉยๆ ในฐานะที่รู้จักกันมาแต่เดิมนั้นผิดอะไร และสังเกตสิ่งที่คุณศรีสุววรรณเขียนหรือไม่ ว่า มีใช้คำว่า "อาจจะ" แสดงให้เห็นว่าเขาก็ค่อนข้างระวังตัว ซึ่งตนมองว่าเป็นการร้องไปเรื่อย ผมเห็นด้วยกับการร้องเรียน แต่อยากให้ร้องในเรื่องที่มีนัยสำคัญ ในวันนี้เวลาผมจะร้องเรียนอะไรต้องคิดเสมอว่า ถ้าลูกผมโตขึ้นแล้วมาเสิร์ชชื่อผมแล้วเจอข่าวแบบไหน จะภูมิใจหรือไม่ ซึ่งในวันนั้น คุณช่อ คุณธนาธร คุณปิยบุตร ก็มาร่วมรับประทานอาหาร
ด้านนาวาอากาศตรี ศิธา กล่าวต่อว่า ในวันนั้นมีพี่น้องประชาชนมาทานอาหารด้วย เพราะไม่ได้ปิดร้าน ใครก็เข้าไปได้ ยังมีคนในร้านมาเชิญถ่ายรูปด้วยกัน และการพิสูจน์ทราบเป็นหน้าที่ของคุณศรีสุวรรณ ว่าเป็นการครอบงำอย่างไร เขามาทานข้าวเพราะรู้จักกัน.