เปิดปากกับภาคภูมิ คุยกับ "พริษฐ์ วัชรสินธุ" พรรคก้าวไกล และ "ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส" ถึงการจัดตั้งรัฐบาล ด้าน ส.ว.ทรงเดช ยันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเสียงข้างมาก

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 17 พฤษภาคม 2566 ในรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ดำเนินรายการโดย นายภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ ได้พูดคุยกับ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการรณรงค์สื่อสารนโยบาย พรรคก้าวไกล และ นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า พรรคใดก็ตามที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 1 อยู่ขั้วประชาธิปไตย และไม่ได้มีลุงตู่ ลุงป้อม ซึ่งวันนี้ประชาชนเลือกพรรคก้าวไกล ทางพรรคไทยสร้างไทยพร้อมจับมือไปด้วยกัน 

ด้านนายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องจดหมายเปิดผนึกที่ส่งสารถึงสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เรื่องนี้ขอตั้งต้นก่อนว่า ในปัจจุบันเราไม่ได้อยู่ในรัฐธรมนูญที่มีกติกาที่เป็นประชาธิปไตย หากเราอยู่ในประเทศที่มีประชาธิปไตยหลังการเลือกตั้ง ส.ส. 500 คนเสร็จแล้ว การเลือกว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี จะอิงกับพรรคที่รวบรวมคะแนนเสียงได้เกิน 250 เสียงก็เป็นรัฐบาล ซึ่งพรรคก้าวไกลได้พยายามรวบรวมพรรคการเมือง รวมกันเป็น 6 พรรค รวมเป็น 310 เสียง แต่ปัจจุบันให้อำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมาเราพยายามเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 272 แล้ว แต่ยังไม่สามารถยกเลิกมาตรานี้ได้

...

ดังนั้นหาก ส.ว. เคารพประชาธิปไตยก็ควรจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่รวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหลักการนี้ไม่ได้บอกว่าต้องให้ ส.ว. มาชื่นชอบพรรคก้าวไกล แต่อยากให้เลือกเพราะพรรคก้าวไกลสามารถรวบรวมเสียงได้ 

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเคยมี ส.ว. กว่า 60 คนเคยสนับสนุนการยกเลิกมาตรา 272 ที่ให้อำนาจ ส.ว. โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเราก็หวังว่าในครั้งนี้ ส.ว. 60 กว่าคนจะยึดหลักการนี้ แต่ก็มี ส.ว.หลายคนบอกว่า ในปี 2562 ที่โหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะรวบรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภาได้ ไม่ใช่เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งเป็น ส.ว. ซึ่งก็หวังว่าในครั้งนี้ ส.ว.จะใช้หลักการเดียวกันกับพรรคก้าวไกล

นายตรีรัตน์ กล่าวเสริมว่า ตามหลักการต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ไม่ควรมีอะไรซับซ้อน แต่นี่คือกลไกที่เผด็จการวางไว้ มีคนหลายคนออกมาต่อต้านแต่ต่อต้านไม่ได้ จนสุดท้ายก็ออกมาเป็นแบบนี้ ตามหลักการคือ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ควรเป็นนายกรัฐมนตรี

และการที่ ส.ว. บอกว่า No โหวตไม่ได้แปลว่าคุณสงวนความเห็น แต่สำหรับผมหมายถึง วีโต้ การเลือกนายกรัฐมนตรีต้องการ 376 แล้วคุณมา No โหวต ก็เหมือนคุณไม่โหวต เพราะการเลือกนายกรัฐมนตรีต้องใช้ครึ่งหนึ่งของสองสภาฯ นั่นแปลว่าคุณไม่เคารพเสียงข้างมาก

นายพริษฐ์ กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่า ขั้นที่ 1 พรรคก้าวไกลมาเป็นอันดับ 1 ทำให้มีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน ไม่ได้หมายความว่าเป็นรัฐบาลโดยอัตโนมัติ ขั้นตอนที่ 2 ในเมื่อเราใช้สิทธิ์นั้นแล้วรวบรวมได้เกินกึ่งหนึ่งหรือ 250 จะทำให้เราได้รับความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันเรารวบรวมได้แล้ว 310 ก็คือเกินกึ่งหนึ่ง 

ขั้นที่ 3 ถ้าเราอยู่ในประเทศที่มีประชาธิปไตยก็จบแล้ว แต่เมื่อเป็นแบบนี้ ถ้าเกิดว่าจะมี ส.ส.ที่ไม่ได้อยู่ใน 6 พรรคร่วมรัฐบาลพร้อมจะยืนยันหลักการว่าเสียงของประชาชนสำคัญกว่า ส.ว.แล้วมายกมือให้คุณพิธาและรัฐบาลชุดนี้ เราก็ต้องขอบคุณและนับมือสปิริต ซึ่งผมไม่เคยคาดว่า ส.ส.จากพรรครวมไทยสร้างชาติจะมีสปิริตลักษณะนี้อยู่แล้ว แต่ก็เห็นมี ส.ส.จากพรรคการเมืองอื่นๆ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีการพูดถึงประเด็นนี้ ก็ต้องรอดูก่อน ถ้าพรรคเหล่านั้นพร้อมมาช่วยยกมือ เราก็ต้องขอบคุณมาก

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า พรรคอันดับ 1 มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาล ทุกวันนี้ก็ได้สิทธิ์แล้ว แต่ที่คุณพูดว่าได้คะแนนแค่ 30% ผมคิดว่า เราคือฝ่ายรัฐบาล วันนี้ต้องบอกว่า ทุกคนควรฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนได้หรือยัง อีก 66 เสียงที่เหลือควรเป็นสุภาพบุรุษทางการเมือง

พรรคก้าวไกลมุ่งคะแนนเสียงจากฝ่ายไหน

นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราทำคู่ขนาน แต่เรียกร้องคะแนนเสียงจาก ส.ว.ก่อน เพราะอำนาจอยู่ที่ ส.ว.และจะไม่ทำให้พรรคการเมืองที่จะไปนั่งอยู่ฝ่ายค้านเกิดความไม่สบายใจที่มายกมือให้ขั้วตรงข้าม 

ในส่วนเงื่อนไขมาตรา 112 เราต้องแยกสองส่วน มี ส.ส.จากพรรคการเมืองอื่นมีความเห็นต่างกัน ในส่วนของ ส.ว. เราพร้อมอธิบายข้อเสนอและนโยบายของพรรคก้าวไกลให้กับ ส.ว.ได้ฟังเพื่อคลายความกังวล และยืนยันว่าสิ่งที่ขอการสนับสนุนไม่ได้ขอให้เห็นตรงกับเรา แต่ขอว่าถึงไม่ได้เห็นตรงกันแต่ให้เคารพเสียงส่วนใหญ่ 

ยืนยันว่าการแก้ไข มาตรา 112 อยู่บนพื้นฐานของการพยายามทำให้กฎหมายการหมิ่นประมาทประมุขมีสมดุลที่ดีระหว่างการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน กับการคุ้มครองประมุขจากฐานหมิ่นประมาท ซึ่งหวังว่าจะช่วยพัฒนาและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับพระมหากษัตริย์มากขึ้น 

ด้าน นายทรงเดช เสมอคำ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า หน้าที่ของ ส.ว. คือเราทำหน้าที่นิติบัญญัติ รวมทั้งการแต่งตั้งองค์กรอิสระ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับมาตรา 272 การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้เป็นครั้ง 2 และพวกเราจะทำหน้าที่เป็นครั้งสุดท้าย ส่วนตัวได้ตั้งเป้าไว้ว่า ถ้าพรรคที่มีเสียงข้างมากสามารถรวบรวมเสียงได้เกิน 251 ขึ้นไป ผมจะโหวตให้เพื่อให้ประเทศเดินได้ พรรคที่เป็นรัฐบาลต้องทำหน้าที่ให้ถูกต้อง 

ผมได้คุยกับทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งตนอยู่ จ.สุโขทัย ก็เพื่อไทยทั้งจังหวัด ยอมรับว่าได้คุยกับ คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน โดยการพูดคุยก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วน ส.ว.คนอื่นผมตอบไม่ได้ แต่ทราบว่ามีเยอะ อาจจะ 20-30 คน หรืออาจจะเปลี่ยนใจทีหลังก็ได้ บางทีเราก็ต้องพูดแบบการทูตเชิญชวน ส.ว. เขาคงไม่แล้งน้ำใจ แต่ก็บางทีท่าน ส.ส.บางท่านออกสื่อแล้วพูดแรงเกินไป.