“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ประกาศตัวเป็นว่าที่นายกฯ ควบ ส.ส.-รัฐมนตรี เดินหน้าเจรจาจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เชื่อ ส.ว. จะไม่ฝืนฉันทามติประชาชน พร้อมเผยเหตุผลเลือกพรรคเป็นธรรม

วันที่ 15 พฤษภาคม 2566 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงข่าวแนะนำตัวว่าเป็น ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งพรรคก้าวไกลพร้อมเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป รวมถึงมีการติดต่อพรรคการเมืองมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล คือ “พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเสรีรวมไทย” ที่รวมกับพรรคก้าวไกลแล้วได้ 308 เสียง และกำลังติดต่อไปยังพรรคเป็นธรรม จะรวมเป็น 309 เสียง ซึ่งเพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เป็นการปิดประตูรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะรีบตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้มีสุญญากาศทางการเมืองหรือทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ไม่มีความไม่แน่นอนและไม่มีความเสี่ยงใดๆ ต่อประเทศไทย ขอให้ประชาชนทุกภาคส่วนมั่นใจในการทำงานของพรรคก้าวไกล จะทำงานละเอียด รอบคอบ รวดเร็ว

ผู้สื่อถามว่ากังวลเรื่องเสียงสมาชิกวุฒิสภาหรือไม่ในการโหวตนายกรัฐมนตรี นายพิธา ตอบว่า ไม่กังวล เพราะเป็นฉันทามติจากประชาชนที่ทุกฝ่ายควรน้อมรับ การฝืนไม่มีประโยชน์กับฝ่ายใดแม้แต่ ส.ว.ด้วย ส่วนคำถามท่าทีพรรคภูมิใจอยากร่วมรัฐบาลนั้น นายพิธา ระบุ การการพลิกขั้วจากฝ่ายค้านมาตั้งรัฐบาล เพื่อเป็นรัฐบาลแห่งความหวังของประชาชนรวมกันได้ 300 กว่าเสียง ในระบบการเมืองปกติไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ไม่คิดว่าจะมีใครจะกล้าฝืนฉันทามติ เพราะประชาชนออกมาแสดงเจตจำนงแล้วว่าต้องการเห็นอะไร พร้อมยืนยันว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรรคภูมิใจไทย ไม่ได้มีการติดต่อมา

...

ไม่กังวลเพื่อไทยจะไปจับกับพรรคอื่น

ส่วนทั้ง 5 พรรคที่ติดต่อไป พร้อมที่จะพูดคุยกัน ตั้งใจที่จะตั้งทีมทำงาน หรือ Contact Point แต่ละพรรคในการมาพูดคุยรายละเอียด คน นโยบาย แผนงาน ความคาดหวังซึ่งกันและกัน ซึ่งได้บอกไปแล้วเมื่อคืนนี้ (14 พฤษภาคม 2566) ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเป็น MOU เหมือนกับการเมืองสากล เพื่อให้เห็นความคาดหวังในการทำงาน ให้ประชาชนมองเห็นว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในช่วง 100 วัน 1 ปี หรือสมัยแรก เพราะการจะเป็นรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพต้องมีส่วนร่วมจากประชาชนและภาคธุรกิจด้วย ซึ่ง MOU จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยไม่ใช่แค่รัฐบาล 

ขณะที่คำถามว่ามีความกังวลที่พรรคเพื่อไทยอาจจะไปจับกับพรรคอื่นหรือไม่ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยืนยันว่าไม่มีข้อกังวล เพราะคุยกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยแล้ว ได้คุยกันถึงขั้นตอนต่อไป เป็นรายวัน รายสัปดาห์ และมี Contact Point ระหว่าง 6 พรรค มั่นใจว่า 309 เสียง จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากที่มีน้ำหนักพอ วันนี้จะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค มีการประสานตั้งคณะทำงานแล้ว จะแจ้งอีกครั้งในการจับมืออย่างเป็นทางการ

นายพิธา เปิดเผยคำพูดของ น.ส.แพทองธาร ในการพูดคุยกันว่า เจ้าตัวแสดงความยินดีกับพรรคก้าวไกล ประชาชน และฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน คิดว่าจะได้มีโอกาสทำงานร่วมกันในอนาคต ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า น.ส.แพทองธาร พร้อมโหวตให้ นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุว่า ไม่ได้คุยถึงตรงนั้น และเพื่อมารยาททางการเมืองไม่ขอพูดแทน 

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงข่าวพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงข่าวพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

เหตุผลที่เลือก “พรรคเป็นธรรม” ร่วมตั้งรัฐบาล

ส่วนที่เลือกพรรคเป็นธรรมมาร่วม เพราะเราเห็นความตั้งใจในการทำงานเพื่อสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อลงพื้นที่ไปมีโอกาสแลกเปลี่ยนกับแกนนำและผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งตรงกันในการกำหนดอนาคตพี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้ เชื่อเรื่องการกระจายอำนาจเหมือนกัน เชื่อในเรื่องความมั่งคั่งทางอาหารมากกว่าความมั่นคงทางทหาร ให้พลเรือนนำทหารน่าจะเป็นคำตอบ ช่วยทำให้เสถียรภาพรัฐบาลและการแก้ไขเป็นรูปธรรมมากขึ้น ร่วมกับพรรคประชาชาติและทีมงานพรรคก้าวไกล

ขณะที่คำถามเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเป็นของพรรคเพื่อไทยหรือพรรคก้าวไกล นายพิธา ตอบว่า ขณะนี้พรรคก้าวไกลได้ 151 เสียง ส่วนพรรคเพื่อไทย 141 เสียง แต่สิ่งสำคัญคือนโยบายการปฏิรูปกองทัพ ยกเลิกหารเกณฑ์ทหาร ไม่อยู่ที่ตัวกระทรวงเท่าไร ตรงนี้เป็นหลักการในการเจรจาว่าแต่ละคนจะเห็นหรือด้วยเห็นต่างอย่างไร ต้องรอคณะกรรมการทั้งเรื่องการเจรจาฟอร์มรัฐบาล รวมถึงคณะกรรมการที่จะทำเป็นทีมในการเปลี่ยนผ่านอำนาจ เปลี่ยนผ่านรัฐบาล (Transition team)

พร้อมเป็น ส.ส. ที่นั่งนายกฯ และควบรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า นายพิธา ว่าที่นายกรัฐมนตรีพร้อมนั่ง รมว.กลาโหม ด้วยหรือไม่ ได้คำตอบว่า “แน่นอนครับ ตอนนี้พร้อมในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือถ้ามีความจำเป็นต้องมีการควบในกระทรวงต่างๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ผมตั้งใจจริงๆ ก็พร้อมในทุกตำแหน่ง แต่แน่นอนในทางกลับกัน ถ้ามีคนที่มีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปกองทัพ เข้าใจว่าการที่ทำให้กองทัพจิ๋วแต่แจ๋ว ทันสมัย ดูแลสวัสดิการของพี่น้องทหารชั้นผู้น้อย และให้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนได้ดีกว่า ก็ไม่มีปัญหาเช่นเดียวกัน”

ทั้งนี้ การแถลงข่าววันนี้ชัดเจนตามเนื้อเรื่องเนื้อหาสาระสำคัญ ขณะนี้ตั้งใจทำตามที่ได้แถลงไป ส่วนเรื่องท่าทีของ ส.ว. และต้องได้ 376 เสียงนั้น ส.ว. ก็ออกมาพูดหลายครั้งหลายคน แต่ทุกฝ่ายต้องน้อมรับฉันทามติที่มาจากประชาชน การฝืนฉันทามติไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย รวมถึงคนคิดที่จะฝืนด้วย อีกทั้งคิดว่าหมดเวลาของการทำรัฐประหารในไทยแล้ว ผลของการเลือกตั้งเป็นชัยชนะของประชาชนด้วยที่อยากเห็นประเทศการเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต ต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ เห็นประชาธิปไตยที่ไม่สะดุดเพราะการทำรัฐประหาร 

สำหรับประเด็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายพิธา มองว่าเป็นสิ่งที่คิดว่าสำคัญ แต่ต้องมีการทำประชามติ ซึ่งส่วนใหญ่ทุกพรรคเห็นด้วย แต่มีรายละเอียดอยู่ ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทีมเจรจาของแต่ละพรรคในการพูดคุยกันว่าจะสามารถดำเนินเรื่องนี้ไปได้อย่างไร การทำงานของกระทรวงมหาดไทยไปสู่การกระจายอำนาจท้องถิ่นควรจะมีกระบวนการแบบไหน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่นที่สุด ต้องรอการประชุมก่อน และแต่ละนโยบาย หลายปัญหาไม่ใช่กระทรวงเดียว แต่ต้องทำให้มีประสิทธิภาพได้จริง 

ในเรื่องมาตรา 112 นายพิธา ยืนยันว่าการแก้ไขทำได้ในสภาฯ ซึ่งต้องใช้เสียง ส.ส.จำนวนหนึ่ง เฉพาะเสียงของพรคก้าวไกลก็เกินแล้ว โดยจะพูดคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะ ละเมียดละไม ทบทวนผู้ที่ได้รับผลกระทบคดีทางการเมือง เพราะเป็นห่วงความสัมพันธ์ของประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่กับพระมหากษัตริย์ ส่วนเรื่องความขัดแย้งเป็นปกติในทุกสังคม ซึ่งประชาธิปไตยแก้ไขเรื่องนี้ได้ดีที่สุด ระบบรัฐสภาต้องโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เมื่อระบบดีขึ้นกระบวนการในการแก้ไขจะตามมา รัฐประหารทุก 7-8 ปี ทำให้ประเทศไปต่อไม่ได้ เสรีภาพการแสดงออกเป็นปกติ ต้องสามารถรวบรวมความหลากหลายเป็นจุดแข็ง 

กรณีคดีถือหุ้นสื่อ ยืนยันว่าไม่มีความกวังวล เราเตรียมตัวและชี้แจงหลายรอบ รอคำร้องจาก กกต. ก่อน แต่เตรียมหลักฐาน ทีมกฎหมายในการชี้แจงแล้ว พร้อมเรียกความเชื่อมั่นกับประชาชนว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ และตนเองยินดีที่จะได้รับการตรวจสอบในทุกกรณี รวมถึงการทำงานในฐานะรัฐบาล ซึ่งการเป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องดูแลประชาชนทุกคนที่มีทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง โดยตนเองจะเป็นทั้ง ส.ส. และเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย พร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่เข้าใจทุกคน ส่วนการศึกษาก็เป็นสำคัญ การทำให้ประเทศไทยมีอนาคต ต้องไม่ลงทุนในมนุษย์ตั้งแต่ปฐมวัย สิ่งที่บ่มเพาะในโรงเรียนจะเป็นพลเมืองและกำลังสำคัญของชาติในอนาคต 

เชื่อ ข้าราชการ-ทหาร อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงไม่แพ้ใคร

สำหรับความสำเร็จสูงสุดวัดได้เมื่อเราทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน วันนี้ประชาชนแสดงออกชัดเจนว่าต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ส่วนตัวไม่เชื่อว่าฝ่ายอนุรักษนิยมจะเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมต่อไป เราต้องพูดกันด้วยวุฒิภาวะ และแม้จะเห็นต่างกันแต่เป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันได้ ส่วนการทำงานกับข้าราชการ มองว่าระบบราชการที่ตั้งใจทำงานให้ประชาชนมีเยอะ เขามีความต้องการเห็นความหวังในประเทศ อยากทำงานเต็มที่อย่างที่หวัง เราต้องเข้าใจ ให้เกียรติ ให้ข้าราชการทำเพื่อประชาชนได้จริงๆ ทางด้านพื้นที่ทหารที่ให้คะแนนพรรคก้าวไกล ก็เชื่อว่าเขาเหล่านี้ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงไม่แพ้ใคร 

ในช่วงท้ายผู้สื่อข่าวถามว่าจะบอกฝ่ายที่พ่ายแพ้อย่างไร นายพิธา ได้กล่าวแสดงความยินดีกับทุกคน เพราะได้ทำงานกันอย่างเต็มที่ นำเสนอนโยบายต่างๆ ซึ่งการแข่งขันเป็นสิ่งที่ดีกับระบบประชาธิปไตย คนออกมาใช้สิทธิเยอะเป็นประวัติการณ์ เป็นความภูมิใจร่วมกันที่ประชาชนตื่นตัวออกมาใช้เสียง.

(ภาพ : ธนัท ชยพัทธฤทธี)