“จุรินทร์” ปิดท้ายเวทีปราศรัยใหญ่ประชาธิปัตย์ ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 2566 “ชวน” ส่งคลิปร่วมเวทีปราศรัยใหญ่ รักษาหลักบ้านเมือง อย่าให้อิทธิพลของเงิน เปลี่ยนอุดมการณ์ประชาธิปไตย
เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 12 พ.ค. 2566 ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้ายการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 โดยจัดเวทีปราศรัยเป็นที่นั่งอัฒจันทร์เป็นอักษรตัวโอ มีเวทีหันหน้ามาด้านหน้าศาลาว่าการ กทม. เปิดเวทีโดย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวตอนหนึ่งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ แข่งขันรุนแรงทั้งคนทั้งนโยบาย มีการสร้างกระแสทางการเมืองให้เข้าใจว่าจะมีแลนด์สไลด์ได้ ที่สำคัญและน่าห่วงมากคือ ฝุ่น PM 2.5 วันนี้ที่หายไปจาก กทม. แต่กลับมี PM 500 กับ PM 1,500 จึงขอฝากไปถึงพี่น้องประชาชนว่าอย่าเลือกตามกระแส แต่ขอให้เลือกอนาคตที่ยั่งยืนเพื่ออนาคตกรุงเทพมหานครและประเทศไทยของเรา
ขอโอกาสพี่น้องประชาชนกลุ่มพลังเงียบ ช่วยกันเลือกให้ได้คะแนนถล่มทลายเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์อยู่คู่ฟ้าไทยต่อไป รักษาพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นเสาหลักประชาธิปไตยไม่โกง เพราะเป็นทางรอดเดียวของประเทศไทย นายจุรินทร์ ยังเผยถึงเหตุผลทำไมต้องเซฟหรือรักษาปกป้องพรรคประชาธิปัตย์ 6 ข้อ
1. ถ้าไม่มีพรรคประชาธิปัตย์ก็จะไม่มีสถาบันการเมืองที่ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข
2. พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่แค่พรรคที่ยังยืนที่ที่สุดในประเทศ แต่เป็นพรรคที่ยั่งยืนที่สุดในเอเชียอาคเนย์
3. พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง จอมพลคนใดคนหนึ่ง นายพลคนใดคนหนึ่ง หรือนายทุนคนใดคนหนึ่ง แต่ประชาธิปัตย์เป็นพรรคของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนทุกคน เราเป็นพรรคของครอบครัว คือครอบครัวคนไทยทั้งประเทศ
...
4. พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง หรือคนส่วนใดส่วนหนึ่งแต่เป็นพรรคเพื่อคนไทยทุกคน
5. นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนโยบายที่ตกผลึกและมีความรับผิดชอบไม่นำพาประเทศไปสู่จุดเสี่ยง แต่พาประเทศรอด หากมีโอกาสตั้งรัฐบาล นโยบายพรรคจะไม่เป็นระเบิดเวลาให้ประเทศ เพราะนโยบายพรรคเรา จะไม่เปลี่ยนทุกอย่างที่ขวางหน้า โดยเฉพาะประเด็นที่กระทบความรู้สึกคนไทยทั้งประเทศ นี่คือสิ่งที่อยากจะส่งสัญญาณไปยังคนไทยทั้งประเทศของให้ช่วยกันเซฟพรรคประชาธิปัตย์
6. พรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต เรามีหัวหน้าพรรคมา 8 คน ไม่มีหัวหน้าคนใดของพรรคที่ทุจริตจนต้องหนีไปอยู่เมืองนอกแม้แต่คนเดียว
ต่อมาเวลา 18.45 น. น.ส.วทันยา บุนนาค หรือ มาดามเดียร์ ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นปราศรัยใหญ่ว่า อีกแค่ 2 วันเท่านั้น พี่น้องประชาชนรู้หรือยังว่าจะเลือกพรรคอะไร หากเลือกพรรคประชาธิปัตย์แล้วยังมีบัตรสีม่วงอีก สับสนกันไปหมดใช่ไหม แต่ไม่ใช่แค่เพียงบัตรสีม่วง สีเขียวที่ทำให้มึน แต่ภาษีของเราที่ใช้จัดการเลือกตั้ง 6 พันล้านบาท ยังได้กระดาษสีซีด เบอร์ก็เขียนผิด ชื่อก็เขียนผิด ภาษีของเราเอาไปใช้แบบนี้ ไม่เพียงแค่นี้ แต่ภาษีของเราที่ผ่านมาเมื่อตนเดินทางไปหาเสียงที่ไหนหรือแม้แต่ในเฟซบุ๊กคนก็มาบ่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ใช้เงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ขอถามว่าเงินที่นักการเมืองเอาไปแจกนั้นเป็นเงินของใคร ก็เงินภาษีของเราใช่หรือไม่ หากพี่น้องไม่เอาก็ต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคประชาธิปัตย์เราจะเข้าไป SAVE ประชาธิปไตย
วันนี้ไม่ใช่แค่เงินที่นักการเมืองพยายามจะเอามาซื้อเสียง แต่ยังพยายามจะมาสร้างปีศาจทางการเมืองเพื่อให้พี่น้องเลือกความกลัว ดังนั้น หากพี่น้องเลือกเพราะความกลัว อีก 4 ปีต่อไปพี่น้องก็จะอยู่แต่กับความกลัว เราเป็นประชาชนคนปกติที่อยากจะออกไปเลือกสิ่งที่ดีให้กับตัวเอง และไม่ทิ้งภาระให้กับลูกหลาน แล้วทำไมเราต้องเลือกกับความกลัว กลัวเพราะคนแดนไกลจะแลนด์สไลด์ กลัวเพราะไม่ต้องการ 3 ป. สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่นักการเมืองสร้างเพื่อให้พี่น้องกลัว ดังนั้นต้องมาร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์เพื่อกำหนดอนาคตของตัวเอง ตลอด 77 ปี พรรคประชาธิปัตย์ทำการเมืองด้วยความสุจริตและความรับผิดชอบ เพราะเป็นพรรคการเมือง เป็นนักการเมืองมืออาชีพที่มาจากศรัทธาของประชาชน ไม่ใช่นักเลือกตั้งที่เข้ามาเพื่อกอบโกย
จากนั้น นายชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภา และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมปราศรัยใหญ่ด้วยคลิปวิดีโอ โดยระบุเหตุผลว่า ตนเองติดคำมั่นสัญญาที่ต้องไปขึ้นเวทีปราศรัยสุดท้ายของ จ.พัทลุง และพรุ่งนี้จะตระเวนพบประชาชนใน จ.ตรัง สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้มีความตั้งใจเดินทางพบพี่น้องประชาชนทั้ง 77 จังหวัด แต่ทำได้เพียง 50 จังหวัด เพราะจำเป็นต้องมาภาคใต้ เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งที่มีพฤติกรรมใช้เงินรุนแรงขึ้น แม้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาแล้ว 90 ปี และมีความก้าวหน้าไปมาก แต่มีสิ่งแปลกปลอมอันหนึ่งที่ติดตามมาก็คือปัญหาการเมืองทุจริต มีการซื้อเสียง มีการใช้วิธีการที่ไม่สอดคล้องกับวิถีประชาธิปไตย ทำให้จำเป็นต้องกลับมาอยู่ในพื้นที่เพื่อรณรงค์ให้กับพี่น้องประชาชนว่าเราต้องไม่ยอมให้อิทธิพลของเงิน พร้อมกับตั้งข้อสังเกตใน 2 ประเด็น
ประการแรก ขอให้พวกเราชาวไทยทั่วประเทศที่รักประชาธิปไตยได้ร่วมกันป้องกัน และไม่ยอมรับการซื้อเสียง ไม่ว่าจะมาจากผู้มีอำนาจในระดับไหนก็ตาม หรือจากพรรคการเมืองไหนก็ตามรวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ด้วย แต่พรรคประชาธิปัตย์นั้น ถือหลักว่า “ไม่โกง ไม่กิน ไม่สิ้นชาติ”
ประการที่สอง ด้วยการแก่งแย่งเพื่อชิงอำนาจในบ้านเมืองขณะนี้ ทำให้พรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม ไม่สนใจเรื่องชอบธรรม ที่พูดกันว่า “เราเลือกผู้แทนอย่างไร เราจะได้ผู้แทนอย่างนั้น ถ้าเราได้ผู้แทนซื้อเสียง โกงเลือกตั้ง เราก็จะได้รัฐบาลซื้อเสียง โกงเลือกตั้ง” เพราะระบบของเรา เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นเมื่อเสียงข้างมากผสมไปด้วยกลุ่มการเมืองที่มาจากระบบใช้เงิน จึงต้องมาหาผลประโยชน์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม และผลเสียหายก็จะเกิดกับพี่น้องประชาชน
“นี่เป็นโรคระบาดอันหนึ่งที่ทำให้ความเจริญก้าวหน้าของไทยไม่ถึงที่สุด ถ้าคะแนนเต็มสิบ เราไม่มีวันได้เต็มสิบ เราจะได้แค่ 7 แค่ 8 เพราะการทุจริตเป็นอุปสรรคทำลายความเจริญก้าวหน้าของเรา ผมต้องกราบเรียนในโอกาสท้ายๆ ก่อนวันเลือกตั้งว่า ขอได้โปรดสนับสนุนพรรคการเมืองที่ดำรงมาด้วยความชอบธรรม 77 ปี ย่างเข้าปีที่ 78 ถ้าไม่มีความเข้มแข็ง มีส่วนดีมากกว่า พรรคนี้ก็อยู่ไม่ได้ เพราะพรรคที่ตั้งพร้อมๆ กันมาก็มีอันเป็นไปทั้งหมด ดังนั้นขอให้พี่น้องถือว่าบ้านเมืองเราอยู่ได้ด้วยการรักษาหลัก พรรคที่รักษาหลักบ้านเมืองอย่างแท้จริงคือพรรคประชาธิปัตย์”
ขณะเดียวกัน หลักของบ้านเมืองประกอบด้วย หลักนิติธรรม หลักธรรมาภิบาล หลักความชอบธรรม เหล่านี้ล้วนเป็นกลไก เครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปข้างหน้าเป็นอย่างดี และเมื่อเหลียวมองไปรอบๆ ก็เห็นว่ามีพรรคเฉพาะกิจบางพรรค รวมทั้งพรรคการเมืองที่ทำธุรกิจการเมืองอยู่ในประเทศของเรา หากเราได้พรรคเหล่านั้นมาบริหารบ้านเมือง แน่นอนว่าความพร้อมในการพัฒนาประเทศไปสู่เป้าหมายตามอุดมการณ์ และปณิธานของพี่น้องคนไทยที่อยากเห็นบ้านเมืองพัฒนาไปข้างหน้าจะไม่เป็นผลเกิดขึ้นได้จริง
ก่อนจะย้ำในช่วงท้ายว่า กับพี่น้องประชาชนที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ว่า จากการลงพื้นที่ก็พบว่าพี่น้องประชาชนยังมีความสับสน เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเป็นการเลือกตั้งแบบใช้บัตรใบเดียว แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 ทำให้มีบัตรลงคะแนน 2 ใบ คือ บัตรสีเขียว เลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ และบัตรสีม่วง เลือก ส.ส.เขต ที่พรรคได้ส่งลงสมัครทั่วประเทศ
“มาร์ค” ยัน ประชาธิปัตย์เราจะเป็นหลักให้กับบ้านเมืองได้
ต่อมาเวลา 19.20 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นปราศรัย ปิดท้ายว่า ตนเข้าสู่วงการเมืองเมื่ออายุ 27 ปี ไม่มีสตางค์ ไม่มีอิทธิพล แต่มาถึงจุดสูงสุดได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่พี่น้องประชาชนให้การสนับสนุน ตนเป็นหนี้บุญคุณพี่น้องประชาชนและพรรคที่สังกัดตลอดไป ยืนยันว่าประชาธิปัตย์ไม่เหมือนกับพรรคอื่น เพราะเป็นพรรคที่ไม่มีเจ้าของ ขณะที่พรรคอื่นถ้าเอ่ยชื่อบางพรรคก็จะร้องอ้อ รู้เลยว่าตั้งขึ้นมาไว้สนับสนุนลุง อีกพรรคก็มีลุงอีกคน ส่วนอีกพรรคเป็นของเสี่ย และอีกพรรคมีคนแดนไกลกำกับอยู่หรือไม่ แต่พรรคประชาธิปัตย์เราไม่มีอะไรอย่างนั้น เพราะ 78 ปี พรรคประชาธิปัตย์มีไว้เพื่อสืบสานอุดมการณ์ ไม่ใช่เป็นเรื่องของบุคคล แต่มีประชาชนเป็นเจ้าของพรรค
แม้ไม่ได้ร่วมร่างนโยบายกับพรรคในครั้งนี้ แต่รู้ว่าสิ่งที่กำหนดออกมามีการหารือกับนักการเมืองของพรรคที่ล้วนแต่เป็นตัวแทนของประชาชน แล้วกลั่นมาเป็นสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดสำหรับประชาชนและประเทศไทย ดังนั้น นโยบายของพรรคเราไม่ตื่นเต้นเร้าใจ และไม่ลดแลกแจกแถมเหมือนคนอื่น แต่ดูให้ดีก่อนเลือกตั้ง ทั้งนโยบายและความเป็นมา อย่าเอาความกลัวความเกลียดเป็นตัวตั้ง แต่ให้นึกถึงประเทศเป็นตัวตั้ง โดยพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวเลือกนี้ ยืนยันว่าคนประชาธิปัตย์มีทุกรุ่น และสามารถจะช่วยประเทศได้ทั้งสิ้น
“เลือกตั้งครั้งนี้มีบัตร 2 ใบ ผมไม่ใช่เซียนการเมือง แต่พอจะมองเห็นความวุ่นวายหลายอย่างที่จะเกิดขึ้นกับกติกาที่ออกแบบมา ผมยืนยันได้เพียงว่า เลือกประชาธิปัตย์เราจะเป็นหลักให้กับบ้านเมืองได้ เลือกประชาธิปัตย์เราจะช่วยฟันฝ่าวิกฤติต่างๆ ได้ จะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เราทุ่มเททำงานให้กับประชาชน 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง จะทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและจะสืบทอดอุดมการณ์ของประชาธิปัตย์ตลอดไป”
นายอภิสิทธิ์ ยืนยันในช่วงท้ายว่า อยู่กับการเมืองมาตลอดชีวิตเพราะเป็นสิ่งที่รัก และชอบใช้ชีวิตที่มีความสุขกับการติดตามเหตุการณ์ของบ้านเมืองด้วยความสุขใจ เมื่อได้โอกาสจากประชาชนและพรรคก็ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ แต่เมื่อใดจังหวะเวลาไม่ใช่ก็พร้อมจะถอยให้คนอื่นสามารถทำงานได้ นี่คือความเป็นนักประชาธิปไตยที่ประชาธิปัตย์สั่งสอนมา ไม่รู้ว่าสภาฯ จะอยู่ครบเทอมหรือไม่ เลือกตั้งครั้งหน้าอีก 4 ปี หรืออาจจะสั้นกว่านั้น ไม่รู้ว่าวันนั้นตนจะอยู่ในสถานะอะไร แต่รู้แน่ว่ายังเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ตราบเท่าที่ประชาธิปัตย์รักษาอุดมการณ์ในวันที่ก่อตั้งเมื่อปี 2489 เพราะนี่คือประชาธิปัตย์ของพี่น้อง 14 พฤษภาคมนี้ อย่าลังเล ขอให้เลือกประชาธิปัตย์ทั้ง 2 ใบ