โค้งสุดท้าย "เลือกตั้ง 2566" เปิดมุมมองจาก "นักวิชาการ" ชี้กระแสโพลต้องดูคู่โลกความเป็นจริง พร้อมเผย 3 พรรคหลักที่ได้รับความนิยมสูง แต่ยังมีโอกาสสร้างคะแนนความนิยม
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 12 พฤษภาคม 2566 ในรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ดำเนินรายการโดย นายภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ ได้พูดคุยถึงโค้งสุดท้ายของการ "เลือกตั้ง 2566" ที่กำลังจะถึงนี้ แต่ละพรรคการเมืองโหมลงพื้นที่หาเสียงกันไม่ได้พัก พร้อมงัดนโยบายออกมานำเสนอ เพื่อให้ประชาชนได้รู้อย่างเต็มที่ แล้วมุมมองจากนักวิชาการเป็นอย่างไร
รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา นิด้า เผยว่า ทิศทางหลักยังคงเป็นไปตามโพล โดยมี 3 พรรคหลักที่ได้รับความนิยมสูง คือ ก้าวไกล, เพื่อไทย และ รวมไทยสร้างชาติ แต่ในช่วงหลังมีกระแสของพรรคก้าวไกล มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการจัดคาราวาน 5 ภาค รวมทั้งมีการปราศัย ทำให้มีระลอกคลื่นไปทั่วยิ่งเพิ่มอารมณ์ให้คนมีความรู้สึกร่วม
...
ในขณะนี้ กระแสของพรรคเพื่อไทยและก้าวไกล คือใกล้เคียงกันมาก เพราะจุดชี้ขาดที่ทำให้ก้าวไกลมาตามจี้เพื่อไทยได้ คือการกวาด กทม. กับ ภาคใต้ ถ้าก้าวไกลสามารถกวาด 2 พื้นที่นี้มาได้ จะสามารถตามจี้เพื่อไทยได้ชัดเจน ขณะที่ พรรครวมไทยสร้างชาติ พยายามยันในพื้นที่ภาคใต้ให้ได้ เพราะเป็นฐานมั่นที่เดียวที่พอจะคาดหวังได้ ส่วนพื้นที่อื่นคาดหวังยาก
สำหรับสมรภูมิของภาคใต้ จะเป็นพื้นที่ชี้เป็นชี้ตายของทั้ง 2 พรรค คือ รวมไทยสร้างชาติ กับ ประชาธิปัตย์ แต่เป็นสนามที่สร้างโอกาสให้กับก้าวไกลที่จะเข้ามา ฉะนั้นถ้า 2 พรรคนี้แข่งขันกัน ก้าวไกลก็อาจจะเข้ามากวาดไปได้หลายที่นั่ง ส่วนพรรคอื่นไม่ค่อยมีกระแส แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่ได้ที่นั่ง มีการทำงานในระดับเขต ซึ่งมีประสิทธิภาพพอสมควรในบางพรรค
ทางด้าน ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต เผยว่า ส่วนตัวมองว่าจากกระแส พรรคเพื่อไทย ยังเป็นที่ 1 ตามมาด้วยพรรคก้าวไกล ขณะที่ พรรครวมไทยสร้างชาติ ยังมีโอกาสสร้างคะแนนความนิยม แต่สิ่งที่มองว่าพรรคที่จะมาเป็นที่ 3 คือ พรรคภูมิใจไทย คาดว่าจะมีตัวเลขสูงสุดจากพรรคขั้นอนุรักษ์นิยมด้วยกัน เพียงแต่คะแนนนิยมจากการทำโพลต่างๆ ไม่ได้ติดอันดับสูงๆ แต่สิ่งสำคัญเมื่อดู ส.ส. เขตรายชื่อของภูมิใจไทย โดยเฉพาะพวกตระกูลทางการเมือง จากสนามการเลือกตั้งพวกเขาแทบไม่เคยสอบตกเลย อันนี้ถือว่าเป็นสายแข็งของเขา
ฉะนั้นกระแสของโพลกับโลกของความเป็นจริง บางทีมันต้องของข้อมูลคู่ขนานมาประกอบกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความผันผวนและถือเป็นสนามปราบเซียนนักวิเคราะห์ทางการเมือง คือ ภาคใต้ งานนี้เราอ่านใจใครไม่ออกเลย ว่าประชาธิปัตย์แชมป์เก่า รวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ และ ภูมิใจไทย จะเป็นของพรรคไหน ส่วนพื้นที่ภาคเหนือ คิดว่าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสสูงมาก เว้นแต่โดนขั้นพรรคเสรีด้วยกันแย่งไป
รศ.ดร.พิชาย เผยต่อว่า จุดชี้ขาดการเลือกตั้งในพื้นที่ กทม. อยู่ที่ 3 ปัจจัยคือ ตัวหัวหน้าพรรค, ตัวพรรค และ นโยบาย ซึ่งเมื่อก่อนในภาคใต้ขึ้นอยู่กับพรรค แต่ในช่วงหลังเริ่มมีเรื่องของกระสุนต่างๆ เข้าไป ส่วนในภาคตะวันออกจะมีคนอยู่ 3 กลุ่ม คือ ประชาชนที่อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ของบ้านใหญ่, ประชาชนคนชั้นกลาง และ ประชาชนกลุ่มแรงงาน ซึ่งทางพรรคเพื่อไทย อาจจะได้เปรียบตรงที่เขามีทั้งบ้านใหญ่และกระแส
ทั้งนี้ คิดว่าการร้องเรียนเรื่องหุ้นสื่อของคุณพิธา ไม่น่าจะมีผลต่อกลุ่มคนที่สนับสนุนเขา เพราะพวกเขาได้ตัดสินใจไปแล้ว ยิ่งเป็นเหมือนการท้าทายของกลุ่มคนที่สนับสนุน เพราะคนที่มายื่นเป็นฝั่งตรงข้าม ฉะนั้นถ้ามีปรากฏการณ์แบบนี้ขึ้นมา จะยิ่งทำให้คนตอบโต้หนักแน่นยิ่งขึ้น ในการจะเอาชนะฝั่งคู่แข่ง ส่วนคนที่จะลังเลอาจจะมีผลบางส่วน ขึ้นอยู่ที่การชี้แจงความชัดเจนของพรรค
สำหรับกรณีหุ้นสื่อคุณพิธานั้น แม้ว่าตัวบริษัท itv จะยังอยู่ แต่มันเป็นสัมปทานจากรัฐบาล ไม่สามารถจะรื้อฟื้นทำสื่อได้ ไม่เหมือนจากเอกชนว่าถ้าปิดไปแล้ว อาจจะรื้อฟื้นได้ แต่ itv เป็นสัปทานรัฐบาล ยังไงก็ฟื้นไม่ได้ในฐานะที่เป็นสื่อ รวมทั้งสัดส่วนของหุ้น ยกตัวอย่างกรณีคุณชาญชัย อิสระเสนารักษ์ สัดส่วนของหุ้นมันต่ำมาก ไม่สามารถที่จะครอบงำทิศทางของบริษัทได้ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ศาลตัดสินกรณีคุณชาญชัย
ฉะนั้นคิดว่ากรณีคุณพิธา ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรมาก ยิ่งกว่านั้นกรณีมีผลกระทบ ขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. แต่คุณสมบัติที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ยังไม่หมดสิ้น เพราะคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็น ส.ส. และนายกรัฐมนตรี เขาจะให้มายื่นตอนที่จะรับตำแหน่ง แต่ถ้าถึงจุดนั้นยังสามารถจัดการได้ทัน เพราะยังไม่มีการแต่งตั้ง ยังคงมีเวลาในการจัดการ
ส่วนกรณี คุณทักษิณ เขาต้องการตรึงมวลชนในภาคอีสานของเขา เพราะตอนนี้กลยุทธ์หลักคือ ต้องเอาชนะภูมิใจไทยในหลายพื้นที่อีสานให้ได้ ฉะนั้นเป้าหมายหลักน่าจะเป็นพื้นที่มวลชนเสื้อแดงในภาคอีสานมากกว่า ไม่ได้คิดจะไปขยายมวลชนอื่นๆ ซึ่งอาจจะได้ผล ทำให้คนอีสานหันมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทยมากขึ้น และจะทำให้ง่ายที่จะสู้กับพรรคภูมิใจไทย
ขณะที่ ผศ.ดร.วันวิชิต เผยต่อว่า อยู่ที่กระบวนการยุติธรรมในการใช้เกณฑ์แบบไหนตัดสิน ถ้ายึดแบบของคุณธนาธร คุณพิธาก็ไม่รอด แต่กรณีคุณชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เพียงแค่ 200 หุ้นไม่มีประโยชน์ ไม่นำไปสู่การครอบนำสื่อ ถือเป็นการยกประโยชน์ให้จำเลย อยู่ที่ว่าใช้เกณฑ์มาตรฐานแบบไหน
รศ.ดร.พิชาย เผยต่อว่า คิดว่าสถานการณ์ตอนนี้ ลุงตู่ อาจจะได้ไม่ถึง 25 เสียง ไม่สามารถเสนอแคตดิเดตนายกฯ ได้ เนื่องจากเขามีกระแสอยู่ที่ภาคใต้ แต่ในการเลือกตั้งการมีกระแสอย่างเดียวไม่ได้เป็นการการันตีชัยชนะ เพราะประชาธิปัตย์เขาก็สู้สุดฤทธิ์เหมือนกัน เพราะถ้าเขาไม่สู้ก็จะสูญพันธุ์ ฉะนั้นก็จะสู้แหลก
ผศ.ดร.วันวิชิต เผยว่า ที่ผ่านมาเวลา คุณประยุทธ์ ไปงานไหนจะวางตัวพอสมควร แต่ถ้าไปหาเสียงคือจะยอมทำทุกอย่าง สิ่งที่คิดว่าเขาลดเพดานตัวเองลงมาคือการอ้อนวอนของคะแนนเสียง ตอนไปหาดใหญ่ บอกว่าเลือกผมเถอะ ผมอยากไปต่อ อยากทำงานต่ออีก 2 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาต้องยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้ไปต่อ
อย่างไรก็ตาม สามารถติดตามรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" พร้อมกันได้ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 15.30 น. เป็นต้นไป ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32.