หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยัน จุดยืนกัญชาไม่เปลี่ยนแปลง ทุกอย่างต้องมีการควบคุม ย้ำ ไม่ได้คิดตัดบำนาญ แต่มันต้องกล้าพูดวันนี้ ส่วน ม.112 คำเดิมคือต้องแก้ เพื่อให้ไม่เกิดการนองเลือด

วันที่ 11 พ.ค. 2566 รายการโค้งสุดท้าย #เริ่มใหม่ไทยแลนด์ กับการถามชัดตอบตรง ดำเนินรายการโดย “จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์” คุยเดี่ยวแบบล้วงลึกกับแคนดิเดตตัวนายกฯ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากพรรคก้าวไกล

เมื่อถามว่า ถึงเรื่องนโยบายโค้งสุดท้าย โดยเฉพาะเรื่องกัญชา นายพิธา กล่าวว่า  เวลาที่คิดเรื่องอะไร ไม่ได้คิดว่าเราได้คะแนน หรือเสียคะแนน เพราะเราเอาประชาชนมาเป็นที่ตั้งก่อน ซึ่งเรื่องจุดยืนเรื่องกัญชาไม่ได้เปลี่ยนแปลง คือกัญชาทางการแพทย์ และกัญชาเพื่อสันทนาการที่มีการควบคุมทำได้ หากมีการควบคุมโซน มีสภาพบังคับ พูดในอนาคตใหม่ยังไงมาเป็นก้าวไกลก็อย่างนั้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่ตนเองแต่คือบริบท เพราะกัญชายังติดล็อกอยู่ และตนเองไม่เชื่อว่ากัญชาเสรีจะไม่มีการควบคุม  ซึ่งหากเป็นกัญชาเพื่อการแพทย์ และสันทนาการที่มีการควบคุมตนเองยังรับได้ แต่ตอนนี้มันเกินจุดยืนตนเองไป และทำให้เชื่อว่าโทษมีมากกว่าประโยชน์ ไปแล้ว  จึงจำเป็นต้องดึงกลับมาให้อยู่จุดเดิมให้ได้ 

เพราะฉะนั้นคนที่สนับสนุนกัญชา และต้องการให้มีสันทนาการเกิดขึ้น ต้องขอมาอย่างถูกต้อง และต้องเข้าใจว่ากว่าจะผ่านกัญชาทางการแพทย์ไปเป็นสันทนาการต้องใช้เวลา อย่างแคนาดา ต้องใช้เวลาถึง 8 ปี ตนเองเคยเป็นผู้ป่วยลมชัก จึงรู้ว่าใช้ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะตนเองควบคุมตัวเองได้ เพราะฉะนั้นกัญชาเสรี และสุราเสรีไม่มีจริง ทุกอย่างมันต้องมีการควบคุมและค่อยๆ ทำ 

“สรุปอีกครั้งว่า จุดยืนของผมคือ 60 และ 70 ไม่เคยเปลี่ยน แต่ตอนนั้นมันเป็นศูนย์เลยต้องพูด ให้มันก้าวหน้าไปข้างหน้า คราวนี้มันเลยป้ายไป 100 กว่า จึงต้องดึงมาที่จุดยืนของผม และจุดยืนของพรรค ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” นายพิธา กล่าว

...

เมื่อถามว่าตอนนี้พรรคก้าวไกลไปยื่นกัญชาให้อยู่ในสภาวะไหน นายพิธา กล่าวว่า ที่คุยไปแล้วในสภา คือเรื่อง พ.ร.บ.กัญชา มาตรา 5 ที่ไม่ให้เป็นยาเสพติดเลย ทำให้ตำรวจไม่มีอำนาจ และมีอธิบดีกรมแพทย์แผนไทยไปจับแทน เพราะมีแค่ พ.ร.บ.แพทย์แผนไทย เนื่องจาก พ.ร.บ.กัญชา มันยังทำไม่เสร็จ สิ่งที่พรรคก้าวไกล ทำไปแล้วคือ การผ่าน มาตรา 5 การที่จะมาบอกว่ากัญชาไม่ใช่ยาเสพติด มันจบไปต้องนานแล้ว ถ้ามีรัฐบาลใหม่ หรือสภาใหม่ หากมีการยื่นเข้ามาอีกที ก็ต้องคุยให้ชัด ทั้งเรื่องโซนนิ่ง ส่วนใครที่ขอไปทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย ก็ยังสามารถทำต่อได้ อย่ากังวล ไม่ใช่ข่าวลือที่เขาพูดกันว่าพอเอากลับไปเป็นยาเสพติด คนที่ทำธุรกิจ หรือเปิดร้านจะเจ๊งทั้งหมด ถ้าให้ความเป็นธรรมกับผม จุดยืนผมไม่เคยเปลี่ยนไป 

เมื่อถามถึงเรื่องบำนาญข้าราชการ มองการจัดสรรเทียบกับงบประมาณอย่างไร นายพิธา ยืนยันว่าไม่ได้จะตัด เหตุผลที่ต้องพูด หลายพรรคก็รู้ ส่วนข้อมูลที่อภิปราย ก็คือข้อมูล และกราฟ ของสำนักงบประมาณ ไม่ใช่ภาพที่ตนเองคิดมาเอง ตนเองไม่ใช่คนแรกที่พูดเรื่องนี้ คิดว่านักการเมืองรุ่นใหม่ต้องกล้าพูด และต้องกล้าแก้ปัญหาที่ต้นตอ ซึ่งตนเองรู้ว่าพูดแล้วจะเสียคะแนนนิยมมากแค่ไหน แต่มันคือระบบงบประมาณแผ่นดินที่ไม่ตอบโจทย์กับความท้าทาย เช่น โควิด ภัยธรรมชาติ แต่เรายอมรับคำวิจารณ์ และเชื่อว่าเวลาช่วยได้  ยืนยันไม่มีเจตนาจะตัดบำนาญ และเข้าใจปัญหาสังคมสูงวัยดี

“นักการเมืองรุ่นใหม่ มันต้องพร้อมที่จะกล้าพูด แล้วก็กล้าที่จะแก้ปัญหาที่ต้นตอ เพราะว่าถ้าเกิดไม่พูดในวันนี้ ในอีก 8 ปี ข้างหน้า ตามที่ข้อมูลที่สภาทำมาให้ ว่าอาจจะมีปัญหาเรื่องความไม่มั่นคงในบำนาญอาจจะเกิดขึ้นจริงๆ ถามว่าผมจะพูดวันนี้ ตอนที่เรามีเวลาแก้ความมั่นคงทางบำนาญเกิดขึ้น ณ ปีนี้ หรือจะรอให้ครบ 8 ปี แล้วจะรอให้ถึงวันที่หนี้สินงบประมาณไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้จริงหรือ” นายพิธา กล่าว

เมื่อถามว่า ถ้ามันจำเป็นต้องตัดงบบำนาญจริงๆ นายพิธา กล่าวว่า ไม่จำเป็น แต่ต้องขยายส่วนมากกว่าตัดเศษ ก็จะทำให้มีงบประมาณมากพอมาดูแลผู้สูงวัย เพราะประเทศไทยไม่ได้ร่ำรวย และยังติดกับคนทำงานน้อยลง คนเกิดน้อยลง คำถามคือขยายส่วนอย่างไรมากกว่าลดเศษ เพราะประชาชนทุกคนเท่าเทียมกัน และต้องมีความหวังที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณทุกคน 

เมื่อถามถึงเรื่องกฎหมายมาตรา 112 ตกลงจุดยืนของตัวเองเป็นอย่างไร เพราะมีการไปติดสติกเกอร์ว่าต้องการยกเลิก นายพิธา กล่าวว่า จุดยืนคือการแก้ไข ม.112 และ consistant (ความคงเส้นคงวา) สม่ำเสมอ มาตั้งแต่ปี 2564 คือการใช้กฎหมายมาทำร้ายคนเห็นต่าง ทำให้คนรุ่นใหม่กับสถาบันห่างกันไปเรื่อยๆ คือไม่ยอมใช้สภาเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย  และส่วนที่ติดสติกเกอร์ยกเลิก 112 กับ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ “ตะวัน” และ น.ส.อรวรรณ ภู่พงษ์ หรือ “แบม” เพราะเข้าใจคนรุ่นใหม่ แต่ต้องบอกว่าการแก้ไข คือ การหาฉันทามติทางสายกลาง ที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างระบบสถาบันพระมหากษัตริย์และประชาชนเกิดขึ้นได้จริงโดยไม่มีการนองเลือด โดยการพูดคุยกันในสภาในการหาทางออกนี้   

“ก่อนผมเกิดก็มีเรื่องแบบนี้มาสู่การเมือง มันทำให้เราไม่สามารถหาฉันทามติไปสู่ความปกติใหม่ๆ ของโลกใบนี้ได้ และทำให้ประเทศไทยไม่สามารถตั้งไข่ได้สักที” นายพิธา กล่าว

เมื่อถามว่า นี่เป็นขั้นแรกที่จะไปสู่การเปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครองโครงสร้างอำนาจใหญ่ของประเทศไทย หลายคนยังเชื่อว่าจะกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ นายพิธา ตอบว่า คนที่จะทำให้กระทบกับสถาบันพระมหากษัตริย์คือคนที่โหน แล้วเอามาเป็นประโยชน์ส่วนตัวในการทำลายคนอื่น ในการจับคู่ต่อสู้ทางการเมืองให้มีปัญหา เพราะถ้าคนที่ต้องการทำให้สถาบันกษัตริย์มั่นคงสถาพร ต้องพูดเรื่องนี้ได้อย่างมีวุฒิภาวะ คนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีในระบบแบบนี้ได้ ต้องสามารถเบรกความขัดแย้งและต้องเป็นกงล้อได้ ไม่ให้ความขัดแย้งของประชาชนไปสู่สถาบัน จึงถามว่าใครกันแน่ทำลายสถาบันสถาบัน

เมื่อถามว่าไม่ทำตอนนี้ได้ไหม เพราะน่าจะมีหลายพรรคที่เห็นด้วยกับก้าวไกล แต่มองว่ายังไม่ถึงเวลา นายพิธา กล่าวว่า ปัจจัยมันอยู่ที่ความรู้สึกของยุคสมัย และมีคนพูดเรื่องนี้จริง และปัญหามันเกิดขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ทำตอนนี้ เราจะปล่อยให้เป็นระเบิดเวลา มีปัญหาความขัดแย้งกับสถาบันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วจะรอให้เกิดการนองเลือดกับประเทศไทยไปอีกสักกี่ครั้ง