สุวัจน์ นำทีมชาติพัฒนากล้าหาเสียงที่โคราช เดินเคาะประตู ปลุกชาวบ้านพายุคทองกลับเมืองย่าโม มั่นใจ 4 ที่นั่งได้ฉลุย ชี้พรรคเดียวตั้งรัฐบาลต้อง 300 เสียง แต่ปัญหาบ้านเมือง มีเพื่อนช่วยก็ดีกว่า
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า นำผู้สมัคร ส.ส.พรรคชาติพัฒนากล้า ทั้ง 16 เขต อาทิ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เลขาธิการพรรคชาติพัฒนากล้า ผู้สมัคร ส.ส.เบอร์ 5 เขต 1, นายวัชรพล โตมรศักดิ์ รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ผู้สมัค ส.ส.เบอร์ 6 เขต 2 และสองพี่น้องบ้านใหญ่ “กาญจนวัฒนา” นายสมศักดิ์ กาญจนวัฒนา ผู้สมัคร ส.ส.เบอร์ 1 เขต 3 และ นายสมบัติ กาญจนวัฒนา ผู้สมัคร ส.ส.เบอร์ 4 เขต 4 มีการปราศรัยย่อย ครั้งที่ 5 เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (8 พ.ค.) กับประชาชน คนรุ่นใหม่ เยาวชน ผู้สูงวัยรวมกว่า 5,000 คน ที่โดมศูนย์กีฬา โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย อ.เมือง จ.นครราชสีมา ในช่วงโค้งสุดท้าย นับถอยหลังการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค. 2566
เนื้อหาที่ปราศรัยเป็นการชูนโยบาย เน้นยุทธศาสตร์ความเป็นพรรคชาติพัฒนา ที่ต้องการนำเศรษฐกิจยุคทองกลับมา เอานายกรัฐมนตรีมาอยู่โคราช ชูนโยบาย “โคราชโนมิกส์” ประกอบด้วย 1. นโยบายการสร้างภาคอีสานให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่ของโคราช 2. โคราชเมืองคมนาคมที่เข้มแข็งและทันสมัย และมอเตอร์เวย์โคราชต้องเปิดใช้ในปีนี้ 3. โคราชอีสานเป็นเมืองท่องเที่ยวอินเตอร์ 4. โคราชอีสานเป็นเมืองผลิตอาหารป้อนโลก และ 5. นโยบายการแก้ไขปัญหาที่พี่น้องประชาชนประสบมากๆ คือ น้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำประปาไม่เพียงพอ หรือนโยบายโคราชเมืองน้ำไม่ท่วม น้ำไม่แล้ง ประปาเพียงพอ รวมทั้งนโยบายรื้อโครงสร้างพลังงาน ปรับโครงสร้างค่าไฟ เพื่อแก้ไขปัญหาค่าไฟแพง “งานดี มีเงิน ของไม่แพง”
...
นายสุวัจน์ กล่าวว่า การจะเอาเศรษฐกิจยุคทองกลับมาภายใต้ “โคราชโนมิกส์” พี่น้องประชาชนชาวโคราช ต้องรวมพลังเลือกพรรคชาติพัฒนากล้า ทั้ง 16 เขตทั้งจังหวัด รวมพลังรักษาพรรคชาติพัฒนากล้า พรรคของคนโคราช พรรคที่ทำงานเพื่อคนโคราชมาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 30 ปี การเลือกตั้งครั้งนี้มีพรรคการเมืองสี่สิบกว่าพรรค มีพรรคไหนเสนอนโยบายเพื่อโคราช เคยได้ยินไหม มีพรรคชาติพัฒนากล้าพรรคเดียว ที่ออกแบบเพื่อคนโคราช มีนโยบายเพื่อคนโคราช เพราะพรรคการเมืองของคนโคราช มีพรรคเดียว คือ ชาติพัฒนา อันนี้พี่น้องประชาชนต้องภูมิใจ
ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวต่อว่า ภาพรวมกระแสพรรคฯ เที่ยวนี้ดีที่สุด ส่วนจะได้กี่เสียงแล้วแต่พี่น้องประชาชน การตอบรับเวลาปราศรัยนโยบายในการเอาเศรษฐกิจยุคทองกลับมาโคราช โดนใจ ได้รับการขานรับอื้ออึง ฉะนั้น เราเชื่อว่ากระแสของพรรคฯ เราสามารถที่จะต่อสู้ทางการเมืองในบรรยากาศขณะนี้ได้ โดยเฉพาะในเขต 1 เขต 2 เขต 3 และ เขต 4 ซึ่งการปราศรัยในเขต 3 อีกครั้งหนึ่ง ยิ่งทำให้เรามีความมั่นใจและการตอบรับ กระแสนิยมพุ่งขึ้น และความรู้สึกของคนโคราชว่าพรรคฯ เราเป็นพรรคของเมืองโคราชจริงๆ ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง มีนโยบายเฉพาะเมืองโคราช ฉะนั้น เป็นอะไรที่เรามีกำลังใจ เราคงจะใช้เวลาช่วงโค้งสุดท้ายนี้ เหลือเวลา 5-6 วัน ก็ต้องเดินเข้าหาพี่น้องประชาชน และไปปราศรัยกลุ่มย่อย ไปเคาะประตูบ้านเพื่อส่งมอบนโยบายดีๆ ในการเอาเศรษฐกิจยุคทองกลับมา เพื่อให้ได้รับชัยชนะ
“ส่วนเรื่องโพลต่างๆ เราฟังหูไว้หูก็ดี บางทีโพลบอกว่าเราไม่ดี ทำให้เราตื่นตัว นอนไม่หลับ ถ้านอนหลับอาจจะสอบไม่ได้ ต้องนอนไม่หลับก็จะสอบได้ เพราะตื่นตัว คิดที่จะแก้ไขปัญหาอย่างดี ส่วนบรรดาพ่อค้าคหบดีนักธุรกิจ อยากให้โคราชกลับมามีเศรษฐกิจที่ดี และร่วมมือกันทำงานได้กับ ส.ส.ทุกคนและทุกพรรคนั้น ตนยินดี ตนเป็น ส.ส.โคราชมา 7 สมัย ตนรู้จักนักการเมืองทุกพรรค และถึงแม้เราจะอยู่ต่างพรรคกัน แต่ถ้าเราคิดถึงบ้านเมือง ถ้าเราจับมือกัน จะอยู่ต่างพรรคก็ไม่เป็นไร แต่ว่าจับมือกันทำในสิ่งๆ เดียวกัน เพื่อเป็นประโยชน์ ก็นึกถึง พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี กับประโยคอมตะท่านบอกว่า ก่อนเลือกตั้งคือการเมือง หลังเลือกตั้งคือบ้านเมือง” นายสุวัจน์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยประกาศแลนด์สไลด์ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว วิเคราะห์เป็นไปได้อย่างไร ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า คิดว่ามันก็ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง ตนมองอย่างนี้ว่า รัฐบาลที่มีเสถียรภาพที่จะมาแก้ไขปัญหาให้กับประเทศหลังวันที่ 14 พ.ค. 2566 นี้ จากประสบการณ์ทางการเมืองของตน อย่างน้อยที่สุดควรจะมี 300 เสียงขึ้นไป ถ้าเป็นรัฐบาลที่ 300 เสียงขึ้นไป ตนเชื่อว่าถ้าไม่มีเรื่องอื่นจะอยู่ครบ 4 ปี แล้วก็จะดึงความมั่นใจจากนักลงทุน จากอะไรที่จะเป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
ฉะนั้น ถ้ารัฐบาลอยู่บนพื้นฐานว่าอย่างนี้ 300 เสียงขึ้นไป แล้วถ้าเกิดมีพรรคหนึ่งพรรคใดได้ 300 เสียงขึ้นไป ถ้าจะเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวก็สามารถจะเป็นได้ เพียงแต่ว่ามันจะมีประเด็นในเรื่องของการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้นเอง ที่ว่ามันไม่ใช่ตัดสินใจเฉพาะในสภาร่าง แต่ว่าลำพัง 300 เสียงด้วยตัวของพรรคการเมืองพรรคนั้นเพียงพอแล้ว แต่ว่าในทางการเมืองแล้ว บางทีมีเพื่อนหลายๆ คนช่วยกันคิด ช่วยกันทำ มันก็ทำให้เกิดความรอบคอบและได้ช่วยกันออกความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น และก็ทำให้มีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองที่เขาจะชนะเลือกตั้งว่า ถ้าเกิดเขาเกิน 300 เสียง แล้วเขาจะคิดอย่างไร อันนี้ก็เป็นดุลยพินิจของเขา
“แต่ตนคิดว่าตนอยากเห็นรัฐบาลใหม่ มีเสถียรภาพการเมืองที่แน่นอน เพราะวันนี้เราเจอวิกฤติเศรษฐกิจที่หนัก และปัจจัยนอกบ้าน นอกประเทศ เราก็ไม่ได้เป็นใจในเรื่องเศรษฐกิจ ทุกคนก็กังวลเรื่องเศรษฐกิจกันมาก ฉะนั้น มันยังมีความเสี่ยงอยู่ ยังมีความเสี่ยงเรื่องพลังงาน เรื่องราคาแก๊ส เรื่องเศรษฐกิจถดถอย เรื่องการล่มสลายของสถาบันการเงิน การย้ายขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจ การลงทุนเหล่านี้อยู่ ฉะนั้น ตนว่าวันนี้ต้องตั้งหลักด้วยรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากๆ ถึงจะเอาเศรษฐกิจอยู่ สำหรับจุดยืนทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคชาติพัฒนากล้านั้น นายสุวัจน์ ยืนยันว่า พรรคชาติพัฒนากล้า จะอยู่บนพื้นฐานว่าพรรคไหนมาอันดับหนึ่ง ก็ควรที่จะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล” นายสุวัจน์ กล่าว.