ใกล้ วันอาทิตย์ที่ 7 พ.ค. และวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค. 2566 การเมืองก็ยิ่งร้อนแรงมากยิ่งขึ้น เหตุถึงวันที่ประชาชนทั้งประเทศจะต้องตัดสินอนาคตประเทศ ผ่านการเลือกตั้งใหญ่ เลือกรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะเข้ามาทำงานพัฒนาประเทศชาติ ให้เจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข อยู่ดีกินดี ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตัดสินใจเลือกผู้แทนที่ดีเข้าสภา เพื่อทำหน้าที่แทนเราในการบริหารประเทศ
หลายคนอาจจะยังสับสน ยิ่งกลุ่มที่เพิ่งมีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ที่จะเข้าคูหาไปกาคนที่เรารัก เลือกพรรคที่เราชอบ นอกจากต้องจำหมายเลขผู้สมัครและหมายเลขพรรคให้แม่นๆ แล้ว เมื่อไปถึงหน้าคูหา ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ยังมีข้อควรปฏิบัติตามขั้นตอนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนด้วย อ๋อ อย่าลืมพกบัตรประจำตัวประชาชนไปด้วยเสียละ ไม่งั้นเสียเที่ยวแย่
ถึงคูหาเลือกตั้ง จำง่ายๆ ขั้นตอนการลงคะแนน
ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบรายชื่อ
ตรวจสอบรายชื่อและลําดับที่จากบัญชีรายชื่อ ผู้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง ที่ประกาศไว้หน้าที่เลือกตั้งกลางที่ผู้มีสิทธิลงทะเบียนขอใช้สิทธิไว้ หรือตรวจสอบข้อมูลการใช้สิทธิทางแอปฯ Smart Vote
...
ขั้นตอนที่ 2 ยื่นหลักฐานแสดงตน
ยื่นบัตรประชาชนหรือหลักฐานแสดงตนให้กรรมการประจําที่เลือกตั้งกลาง เพื่อตรวจสอบข้อมูลและยืนยันตัวตน พร้อมลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง
ขั้นตอนที่ 3 รับบัตรเลือกตั้งและซองใส่บัตร
รับซองใส่บัตรเลือกตั้ง และบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ได้แก่ บัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และบัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้ว หัวแม่มือขวา บนต้นขั้วบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ประเภท โดยกรรมการประจําที่เลือกตั้งกลางลงลายมือชื่อ ในต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง พร้อมลงรายการเกี่ยวกับจังหวัด เขตเลือกตั้งและรหัสเขตเลือกตั้ง ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงบนซองใส่บัตรเลือกตั้ง (ส.ส. 5/2)
ขั้นตอนที่ 4 ทําเครื่องหมายกากบาท
เข้าคูหาลงคะแนน ทําเครื่องหมายกากบาท X ลงในช่องทําเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้ง แต่ละประเภท โดยสามารถเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ได้เพียงบัตรละหมายเลขเดียว หากไม่ต้องการเลือกผู้สมัครใดหรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดเลย ให้ทําเครื่องหมายกากบาท X ในช่องไม่ประสงค์เลือกผู้สมัครผู้ใดหรือไม่เลือก บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด
ขั้นตอนที่ 5 พับบัตรเลือกตั้งที่ทำเครื่องหมายแล้วใส่ซองใส่บัตรเลือกตั้ง
เมื่อลงคะแนนเสร็จแล้วพับบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ใบ ให้เรียบร้อย แล้วใส่ลงในซองใส่บัตรเลือกตั้งปิดผนึก ให้เรียบร้อยก่อนออกจากคูหาเลือกตั้ง
ขั้นตอนที่ 6 กปน.ลงลายมือชื่อกำกับซองใส่บัตรเลือกตั้ง
มอบซองใส่บัตรเลือกตั้งที่ให้ปิดผนึกเรียบร้อยให้กรรมการประจําที่เลือกตั้งกลางผู้ทําหน้าที่ควบคุมหีบบัตรลงลายมือชื่อ กํากับตรงรอยต่อผนึกซองดังกล่าวพร้อมปิดทับรอยต่อผนึกซอง ด้วยเทปกาวใส เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วให้กรรมการประจําที่เลือกตั้งกลางยื่นซองใส่บัตรเลือกตั้งคืนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ขั้นตอนที่ 7 หย่อนบัตรด้วยตนเอง
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนําซองใส่บัตรเลือกตั้ง ใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้งด้วยตนเอง
หลักฐานที่ใช้แสดงตนในการเลือกตั้งล่วงหน้า
1. บัตรประจำตัวประชาชน (บัตรที่หมดอายุก็ใช้ได้)
2. หลักฐานภาพอิเล็กทรอนิกส์ ที่เปิดผ่านแอปพลิเคชันของหน่วยงานรัฐ เช่น ThalD, DLT QR LICENCE
3. บัตรหรือหลักฐานอื่นที่หน่วยงานของรัฐออกให้ ที่มีรูปถ่าย และมีเลขบัตรประจำตัวประชาชน เช่น บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใบขับขี่ หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)
ในการเลือกตั้ง ส.ส. ประจำปี 2566 “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” คือ กลุ่มคนสำคัญ ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตในการเลือกตั้ง
ก่อนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มาทำความเข้าใจเพื่อป้องกันความสับสน ในการลงคะแนนเสียง การเลือกตั้งครั้งนี้ มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือ บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต และ บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
บัตรเลือกตั้ง 2566 ทั้ง 2 ใบต่างกันอย่างไร
ใบที่ 1 : บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (สีม่วง) มีหมายเลขผู้สมัคร และช่องสำหรับกากบาท โดยไม่มีชื่อผู้สมัครและโลโก้พรรค
ใบที่ 2 : บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (สีเขียว) มีสัญลักษณ์ หรือ เครื่องหมายของพรรคการเมือง และมีชื่อพรรคในบัตรเลือกตั้ง
ก่อนเข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง กกต. ชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำความเข้าใจ วิธีการกาบัตร ด้วยเครื่องหมายกากบาทแบบถูกต้อง เพื่อไม่ให้บัตรเลือกตั้งที่เราไปใช้สิทธิออกเสียงกลายเป็นบัตรเสีย
การเลือกตั้งครั้งนี้ เราสามารถใช้สิทธิเลือก ส.ส. ได้หนึ่งคน และ พรรคการเมืองได้หนึ่งพรรค หากไม่ต้องการเลือกใครเลย สามารถกากบาทในช่อง “ไม่เลือกผู้สมัครใด” และ “ไม่เลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด” ก็ได้
หนึ่งสิทธิ หนึ่งเสียง ของท่านมีความหมาย ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม 2566 เวลา 08.00-17.00 น.
แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 2566
1. ยื่นด้วยตนเอง หรือมอบหมายผู้อื่นไปยื่นแทน ต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยทำหนังสือแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิ พร้อมระบุเลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนบ้าน
2. จัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ถึงนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น
3. แจ้งผ่านเว็บไซต์สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง stat.bora.dopa.go.th หรือผ่านทางแอปพลิเคชัน Smart Vote หัวข้อ “การแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์”
โดยจะต้องแจ้งเหตุภายใน 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง คือตั้งแต่วันที่ 7-13 พฤษภาคม 2566 หรือภายใน 7 วันนับแต่วันเลือกตั้ง คือตั้งแต่วันที่ 15-21 พฤษภาคม 2566
ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ทางเว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th
อย่างไรก็ตาม กกต. ยังระบุว่า สาเหตุที่จะแจ้งต้องมีความเป็นจริง เช่น
1. มีกิจธุระจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล
2. เจ็บป่วยและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
3. เป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือสูงอายุ ไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
4. เดินทางออกนอกราชอาณาจักร และมิได้แจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร
5. มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กิโลเมตร
6. เหตุสุดวิสัยหรือเหตุอื่นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
ผู้เขียน:เดชจิวยี่
กราฟิก:Anon Chantanant