“ธนาธร” มอง ครม. ลดค่าไฟเร่งด่วนควรทำเพื่อช่วยประชาชน แต่สิ่งสำคัญคือระยะยาว ไม่ใช่แค่สัญญาจะลด 3-6 เดือน ชี้ ต้องแก้นโยบายเอื้อกลุ่มทุนพลังงาน โว กระแสพรรคก้าวไกลโค้งสุดท้ายเลือกตั้งขาขึ้น
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกล เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวไทยรัฐออนไลน์ ถึงกรณีนโยบายค่าไฟแฟร์ ลดค่าไฟให้กับประชาชนได้อย่างน้อย 70 สตางค์/หน่วย (เฉลี่ยบ้านละ 150 บาท) ซึ่งมีตัวเลขเดียวกับการลดค่าไฟให้กับประชาชนของรัฐบาล โดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ 25 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือประชาชนเร่งด่วน คือ ให้ส่วนลด 150 บาทต่อราย กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน จำนวน 23.40 ล้านราย ในงวดบิลเดือนพฤษภาคม 2566 มีความแตกต่างกันอย่างไร
นายธนาธร ระบุในส่วนของสาระสำคัญของนโยบายค่าไฟแฟร์ ว่า ค่าไฟแน่นอนที่สุดในระยะสั้น ต้องดูแลประชาชน ต้องลดค่าไฟให้ แต่การลดค่าไฟให้ระยะสั้นมันง่าย พรรคก้าวไกลเสนอมาตลอด เวลาเจอปัญหาให้มองสาเหตุว่าปัญหาจริงๆ คืออะไร แล้วไปแก้ปัญหาที่ต้นตอ
...
“ปัญหาของค่าไฟไม่ใช่การสัญญาว่าจะลด 3 เดือน สัญญาว่าจะลด 6 เดือน ไอ้แบบนี้มันง่าย ถามว่าควรจะทำไหมช่วงนี้ ควรจะทำ เพราะดูแลประชาชน แต่สิ่งที่สำคัญก็คือระยะยาว การจัดการเรื่องการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยมีแต่นโยบายที่เอื้อให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทำให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่รวยเป็นจำนวนแสนๆ ล้าน ที่มาจากเงินเดือนของประชาชน ที่มาจากรายได้ของประชาชน ที่มาจากค่าไฟของประชาชน ถ้าไม่ไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เอื้อให้กับกลุ่มทุนพลังงานผูกขาด ไม่มีทางที่ค่าไฟจะเป็นธรรมในระยะยาว”
ดังนั้น เวลาดูปัญหาอะไร ต้องไปดูว่าทำไมค่าไฟแพง ถามว่าตอนนี้ต้องเยียวยาดูแลประชาชน ลดค่าไฟให้ในระยะสั้นหรือเปล่า ต้องทำ แต่ระยะกลาง ระยะยาว ต้องแก้ไข เปลี่ยนแปลงนโยบายการผลิตพลังงาน นโยบายการกระจายก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย
เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่กระแสพรรคก้าวไกลคล้ายว่าจะมาในช่วงโค้งสุดท้ายเหมือนพรรคอนาคตใหม่เมื่อการเลือกตั้งปี 2562 นายธนาธร ให้คำตอบว่า ไม่ว่าจะเป็นกระแส หรือเอนเกจเมนต์ในโซเชียลมีเดีย ผลโพลต่างๆ รวมทั้งการลงไปสัมผัสประชาชนในพื้นที่ ล้วนสอดคล้องกันหมดคือ พรรคก้าวไกลกำลังอยู่ในช่วงกระแสขึ้น กำลังได้รับการจับตา และได้รับความไว้วางใจ จากพี่น้องประชาชนขนานใหญ่ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นโยบายค่าไฟแฟร์ ของพรรคก้าวไกล คือ ลดค่าไฟให้กับประชาชนได้อย่างน้อย 70 สตางค์/หน่วย (เฉลี่ยบ้านละ 150 บาท) โดยปรับนโยบายเพื่อให้ความสำคัญกับประชาชนก่อนกลุ่มทุน เช่น การใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ต้องส่งให้โรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าให้ประชาชน ก่อนขายให้โรงงานปิโตรเคมี และโรงงานอุตสาหกรรมใช้เป็นเชื้อเพลิง เพื่อทำให้ราคาต้นทุนก๊าซของโรงไฟฟ้าถูกลงเมื่อลดการนำเข้า รวมถึงเจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับสัมปทานทุนใหญ่พลังงานใหม่ เพื่อลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจากค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง เพื่อให้ถูกและเป็นธรรมสำหรับประชาชน
สำหรับมติ ครม. เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 ได้รับทราบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ แบ่งเป็น 2 มาตรการ ประกอบด้วย
1. มาตรการต่อเนื่องช่วยเหลือค่าไฟฟ้าของกลุ่มเปราะบาง โดยมีแนวทางช่วยเหลือค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน จากเดิมจะสิ้นสุดในเดือนเมษายน 2566 ซึ่งจะต่อเวลาออกไปอีก 4 เดือน คือตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566
- ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 1-150 หน่วยต่อเดือน ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าจำนวน 92.04 สตางค์ต่อหน่วย โดยมีผลต่างค่าไฟฟ้า ตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (ค่า Ft) เรียกเก็บและส่วนลด 1.39 สตางค์ต่อหน่วย
- ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 151-300 หน่วยต่อเดือน ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าจำนวน 67.04 สตางค์ต่อหน่วย โดยมีผลต่างค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (ค่า Ft) เรียกเก็บและส่วนลด 26.39 สตางค์ต่อหน่วย
2. มาตรการช่วยเหลือประชาชนระยะเร่งด่วน ให้ส่วนลดจำนวน 150 บาทต่อราย แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน จำนวน 23.40 ล้านราย มีผลเฉพาะงวดบิลเดือนพฤษภาคม 2566
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ ครม. หากมีการใช้งบประมาณในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการ ต้องส่งเรื่องให้ กกต. พิจารณาก่อน โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เคยให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา ว่า หากนายกรัฐมนตรีส่งเรื่องมาพร้อมกับรายละเอียดเงินงบประมาณที่จะใช้มา ก็สามารถเสนอเรื่องเพื่อให้ กกต. ประชุมต่อได้ทันที เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ระบุไว้ชัดเจนถึงการขอใช้งบประมาณกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น จะต้องขอความเห็นชอบที่จะอนุมัติการใช้งบประมาณดังกล่าวในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการ และเห็นว่าเรื่องนี้จะใช้เวลาพิจารณาไม่นาน เนื่องจาก กกต. ประชุมร่วมกันสัปดาห์ละ 3 วันอยู่แล้ว.
(ภาพ : จิตติมา หลักบุญ, ธนัท ชยพัทธฤทธี)