ปชป.เกาะกระแสขย่มค่าไฟฟ้า แพง อวดแผนรื้อโครงสร้างพลัง งานทั้งระบบ “เกียรติ” ประกาศ ยกเลิกค่าเอฟทีกินเปล่า เล็งทบทวนสูตรเคาะราคาก๊าซหุงต้ม ค่าการตลาดปั๊มก๊าซแอลพีจี กระชากค่าไฟลงอย่างน้อยหน่วยละ 1-1.50 บาท ฟุ้งกดราคาน้ำมันลงลิตรละ 3-5 บาท “พิสิฐ” อัดยับหมกเม็ดยัดค่าเสื่อมโรงกลั่นใส่ราคาน้ำมัน “ลุงป้อม” ไม่ยอมเสียหน้า จัดให้ลดเบนซินเหลือลิตรละ 18 บาท ดีเซลลดลงอีกลิตรละ 6.30 บาท “สุดารัตน์” เอาด้วยปรับโครงสร้างค่าไฟทันทีใน 1 ปี ลดค่าไฟลงเหลือหน่วยละ 3.50 บาท “ลุงตู่” ซุ่มสวดนพเคราะห์รับดาวพฤหัสย้าย ถือเคล็ดปิดจ๊อบหาเสียงขอพึ่งบารมีพระเจ้าตากสิน “เศรษฐา” ควง “โอ๊ค” ลุยขอนแก่น ปักหมุดแลนด์สไลด์ ฟุ้ง พท. เป็นรัฐบาลยาเสพติดจะหมดไป อย่าสนเสียงถากถางดิจิทัลวอลเล็ต ยันได้แน่เงิน 1 หมื่นบาทเข้ากระเป๋า
หลังจากพรรคการเมืองต่างๆพร้อมใจกันนำเสนอนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหยิบยกปัญหาราคาค่าไฟฟ้าแพงขึ้นมาหาเสียงเกทับแข่งกันเสนอลดราคาค่าไฟฟ้าลง ล่าสุดพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประกาศนโยบายรื้อโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ โดยเสนอยกเลิกค่าเอฟทีไฟฟ้าและลดราคาน้ำมัน
ปชป.รื้อโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 เม.ย. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีต รมช.คลัง และประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ นายเกียรติ สิทธีอมร อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย และคณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค ปชป. และนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ผู้เชี่ยวชาญด้านคมนาคมขนส่งโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการขนาดใหญ่ ร่วมแถลงนโยบายหาเสียงด้านพลังงาน
...
นายเกียรติกล่าวว่า นโยบายของพรรคด้านพลังงานหลักๆจะเป็นการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน โดยน้ำมันเราจะกำกับค่าการกลั่นไม่เกิน 1 บาทต่อลิตร ค่าการตลาดไม่เกิน 1.5 บาทต่อลิตร ทบทวนโครงสร้างราคาและภาษีให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรม ทบทวนเงินเข้ากองทุน ส่วนก๊าซธรรมชาตินั้นจะต้องเฉลี่ยต้นทุนระหว่างนำเข้ากับแหล่งในประเทศให้สะท้อนต้นทุนที่จริงและเป็นธรรม ปฏิรูปสูตรคำนวณและวิธีการกำกับดูแลใหม่ และทบทวนสัญญาระยะยาวที่เอาเปรียบและไม่เป็นธรรม
ประกาศยกเลิกค่าเอฟทีกินเปล่า
“สำหรับเรื่องไฟฟ้าพรรคจะปรับราคาก๊าซป้อนโรงไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรม กำหนดสัดส่วนกำลังการผลิตระหว่างรัฐกับเอกชนให้เหมาะสม ขณะนี้มีกำลังการผลิตสำรองถึง 50 เปอร์เซ็นต์ถือว่ามีจำนวนมาก ที่สำคัญต้องทบทวนความจำเป็นการมีค่าความผันแปรหรือค่า FT ค่าดังกล่าวในโลกนี้มีใกล้เคียงอยู่เพียง 3-4 ประเทศ จึงต้องการยกเลิกและมีวิธีอื่นที่ดีกว่า แต่จะทำได้ต่อเมื่อพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หรือกำกับกระทรวงพลังงานอย่างจริงจัง นอกจากนี้ พรรคยังจะทบทวนสูตรคำนวณราคาก๊าซหุงต้ม ทบทวนค่าการตลาดของปั๊มก๊าซแอลเอ็นจี แอลพีจี การลดค่าไฟอย่างน้อยตั้งไว้หน่วยละ 1-1.50 บาทต่อหน่วย ส่วนค่าน้ำมันต้องลดลง 3-5 บาทต่อลิตร
อัดยับค่าเสื่อมโรงกลั่นใส่ราคาน้ำมัน
นายพิสิฐกล่าวเสริมว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่าไทยมีโรงกลั่นน้ำมันเอง แต่เป็นของเอกชนเปิดใช้มานาน 30-40 ปี มีการคิดค่าเสื่อมราคาบวกไปในราคาน้ำมันที่ผลิตออกขาย วันนี้ต้องทบทวนใหม่แล้วว่าราคาที่ขายรวมค่าเสื่อมมูลค่าของโรงกลั่นคิดเพิ่มหรือเกินไปมากกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่
นายอลงกรณ์กล่าวว่า นอกจากนี้ พรรคยังจะทำนโยบายพลังงานทดแทนเป็นวาระแห่งชาติอื่นอีกโดยกำหนดสัดส่วนพลังงานทดแทนร้อยละ 30 ในปี 2030 ส่งเสริมพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น ชีวภาพ ชีวมวล พลังงานลมและอื่นๆ รวมถึงสนับสนุนประชาชน เอกชนร่วมผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ โซลาร์รูฟท็อป เป็นต้น
“เจ๊” ลั่น ทสท.เป็น รบ.ลดค่าไฟทันที
ช่วงสาย ที่พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค ทสท. แถลงถึงกรณีประชาชนโอดครวญและวิพากษ์วิจารณ์ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นอย่างมากว่า พรรค ทสท.มองเห็นปัญหานี้มาตลอดและจะเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาค่าไฟทันทีภายใน 1 ปี ให้ลดค่าไฟลงมาเหลือหน่วยละ 3.50 บาท ทันทีเมื่อได้เป็นรัฐบาล เป็นค่าพร้อมจ่ายประมาณ 0.70 บาทต่อหน่วย ขณะเดียวกันรัฐบาล ทสท.จะเป็นตัวแทนประชาชนไปเจรจากับโรงไฟฟ้าเอกชนในช่วงที่ต้นทุนแพง หรืออ้างว่าต้นทุนแพงให้ลดผลประโยชน์หรือกำไรที่ได้รับประโยชน์มากเกินไปลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม และระยะยาว สนับสนุนให้ใช้โซลาร์เซลล์ในภาคครัวเรือนอย่างเต็มที่ เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้คนไทยพึ่งพาตัวเองได้มากที่สุด
เฉ่ง รบ.ตั้งใจผลักภาระให้ ปชช.
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคทสท. กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่า ค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นเป็นความตั้งใจบริหารเพื่อให้ประโยชน์กับใครคนใดคนหนึ่งหรือไม่ จากการตรวจสอบข้อมูลปี 65 พบว่ามีค่าความพร้อมจ่ายที่ต้องจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่รวมกว่า 26,000 ล้านบาท ถือเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่โยนมาให้ประชาชนเป็นผู้รับผิดชอบผ่านบิลค่าไฟ ขอเชิญชวนประชาชนหยิบบิลค่าไฟตั้งแต่ปี 64-66 เดือนเดียวกันมาเปรียบเทียบเพื่อดูค่า FT จะพบว่า ค่า FT ของเดือนนี้ในปีปัจจุบันแพงขึ้นกว่า 30% ขอตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่าเหตุใดต้องบริหารงานในลักษณะของการผลักภาระมาให้ประชาชน
คุยหาเงินเข้า ปท. 5 ล้านล้านใน 3 ปี
ต่อมาช่วงเย็น ที่อาคาร Jewely Trade Center ถนนสีลม คุณหญิงสุดารัตน์ พร้อมนายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรค น.ส.สุวดี พันธุ์พานิช ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 1 พรรค ทสท.เข้าหารือผู้ประกอบการอัญมณี สมาพันธ์อัญมณี เครื่องประดับและโลหะมีค่า (ประเทศไทย) ทั้ง 16 สมาคม นำโดยนายสมชาย พรจินดารักษ์ ประธานสมาพันธ์อัญมณี เครื่องประดับและโลหะมีค่า (ประเทศไทย) ยืนยันพรรค ทสท.วางเป้าหมายหาเงินเข้าประเทศ 5 ล้านล้านบาทภายใน 3 ปี จะส่งเสริมอัญมณีเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลัก จัดไว้ในหมวด “Thainess economy” สนับสนุนโปรโมต ประชาสัมพันธ์อุต สาหกรรมอัญมณีผ่านงานแฟร์ต่างๆ แก้ไขปัญหาจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน
พช.ฉะโง่เซ็นสัญญาซื้อไฟลม
ด้าน น.ส.ชุติมา กุมาร โฆษกพรรคเพื่อชาติ (พช.) กล่าวว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาในโซเชียลเกิดกระแสคนแห่แชร์บิลค่าไฟที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าเดิมเกือบ 1 เท่าตัว คำตอบที่ได้รับจากหน่วยงานต่างๆคือค่าไฟที่แพงขึ้นเป็นเพราะค่า FT เดิมที่ค่า FTเป็นค่าใช้จ่ายที่อยู่ในระบบอุตสาหกรรม แต่ความเจ้าเล่ห์หัวหมอของนายทุนที่ได้โอกาสจากรัฐบาลที่ไม่ฉลาด ยอมโง่เซ็นสัญญาซื้อไฟลมที่มากเกินการใช้งานจริง มันสะท้อนถึงเรื่องการวางแผนเกินตัวว่า ในอนาคตจะใช้ไฟเพิ่มมากขึ้นถึงเซ็นสัญญาซื้อไฟในจำนวนที่สูงไว้ก่อน แต่สุดท้ายด้วยเศรษฐกิจของประเทศที่ยังไม่เสถียร ภาคอุตสาหกรรมไม่ได้เติบโตอย่างที่คิด ไฟที่ซื้อมาเกินการใช้จริงและมีราคามหาศาลที่ต้องจ่ายเริ่มเกิดปัญหา คนฉลาดควรต้องรีบเจรจากับนายทุนเพื่อแก้สัญญา แต่นี่กลับยอมรับในชะตา ยังคงยอมโง่ต่อทำตามสัญญาเดินตามเกมนายทุนรายใหญ่ซื้อไฟลมต่อไปโดยไม่ได้ใช้งานจริง เอื้อนายทุนรายใหญ่อย่างชัดเจน รัฐบาลต้องเร่งหาทางแก้ไขและชดเชยความผิดพลาดที่ทำไว้ไม่ให้เกิดเรื่องของค่า FT ซ้ำอีก
“ลุงป้อม” ชี้ตั้ง รบ.ดูเงื่อนไขเฉพาะหน้า
เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1 และแคนดิเดตนายกฯพรรค พปชร.โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” เรื่อง “จะจัดตั้งรัฐบาล” อย่างไร มีเนื้อหาว่าคนมีประสบการณ์การเมืองจะรู้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลทุกครั้งล้วนมีเรื่องราวที่แปรเปลี่ยนไปไม่เคยเป็นไปอย่างที่ประกาศไว้ช่วงหาเสียง การเลือกตั้งปี 62 ผู้นำหลายพรรคประกาศตัวไว้อย่างหนึ่ง แต่พอถึงการจัดตั้งรัฐบาลจริง ต้องเข้าร่วมด้วยเหตุผลอีกอย่างหนึ่ง เช่น พรรคประชาธิปัตย์ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศไม่ยอมให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯต่อ แต่ถึงเวลาจัดตั้งรัฐบาล พรรค ปชป.เข้าร่วมโดยหัวหน้าพรรคคนใหม่ แค่ให้คุณอภิสิทธิ์ลาออกไป มีประโยชน์ของประชาชนมากมายมาใช้อ้าง รวมถึง “คุณอนุทิน ชาญวีรกูล” ให้สัมภาษณ์ในข่าวลงวันที่ 8 มี.ค.62 ไม่เห็นด้วยที่ให้ ส.ว.เลือกนายกฯ ลั่นอยู่คนละขั้วกับทหาร-พลังประชารัฐและให้สัมภาษณ์อีกครั้งวันที่ 10 ก.ย.ว่าเฉลยแล้วปี 62 จับมือ พปชร.ตั้งรัฐบาล เพราะผมไม่อยากอยู่กับระบบ คสช. ไม่เว้นแม้แต่พรรค พปชร.ที่คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เคยประกาศจะไม่รับตำแหน่งหากได้เป็นรัฐบาล แต่สุดท้ายรับตำแหน่งเป็น รมว.อุตสาหกรรม ไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกประหลาดอะไรของการเมืองไทย ทุกเรื่องขึ้นอยู่กับการเจรจาตามเงื่อนไขเฉพาะหน้า จะจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร จะร่วมรัฐบาลกับใคร
จะจับมือใครต้องเป็นมติพรรค
พล.อ.ประวิตรระบุอีกว่า การตัดสินใจประกาศว่าจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นที่รู้กันว่านั่นเป็นแค่การหาเสียงที่เป็นจริงคือการเจรจาด้วยเหตุผลเฉพาะหน้า ทุกคนในพรรคต้องร่วมกันประเมินอย่างรอบคอบ แล้วดำเนินการตามที่เรียกว่ามติพรรค ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งจะมาทุบโต๊ะว่าพรรคต้องจัดการอย่างนั้นอย่างนี้ พรรค พปชร.จะจัดตั้งรัฐบาลแบบไหน อย่างไร จะร่วมกับใคร พรรคไหน จึงเป็นเรื่องที่ต้องรอให้ตามขั้นตอนที่เหมาะสม ด้วยเงื่อนไขเฉพาะหน้าขึ้นอยู่กับการเจรจาอย่างรอบคอบ และต้องเป็นไปในนามมติพรรค ไม่ใช่เรื่องที่ใครคนใดคนหนึ่งจะมาประกาศตัดสินจะไม่เป็นเช่นนั้น ขอให้เชื่อมั่นว่าเราจะตั้งรัฐบาลที่เป็นความหวังของประเทศอย่างดีที่สุดได้
ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่แปดริ้ว
เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ จ.ฉะเชิงเทรา พล.อ.ประวิตร พร้อมแกนนำพรรค นำผู้สมัคร ส.ส.ฉะเชิงเทราไปกราบสักการะหลวงพ่อโสธรและกราบนมัสการ ขอพรและรับพรมน้ำมนต์จากพระราชภาวนาพิธาน เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร ต.หน้าเมือง อ.เมืองฉะเชิงเทรา ก่อนขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่หาเสียง ที่วัดสมานรัตนาราม ต.บางแก้ว อ.เมืองฉะเชิงเทรา ผู้สื่อข่าวถามว่าวันนี้วันดีดาวพฤหัสย้ายมาไหว้พระขอพรอะไรบ้าง พล.อ.ประวิตรตอบว่า “ขอพรให้ฉันดีก็แล้วกันให้ฉันปลอดภัย สุขภาพแข็งแรง”
ลดเบนซินเหลือลิตรละ 18 บาท-กดดีเซล
ต่อมาเวลา 18.20 น. พล.อ.ประวิตรขึ้นปราศรัยว่า ตนและ พปชร.พร้อมแล้วจะทำงานรับใช้ชาวฉะเชิงเทราให้เจริญรุ่งเรืองโปรดเลือกผู้สมัครทั้ง 4 เขต และเลือกหมายเลข 37 เรามีนโยบายเป็นประโยชน์ อาทิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เพิ่มเป็น 700 บาทต่อเดือน ลดราคาน้ำมัน ราคาแก๊สและค่าไฟฟ้าลงในทันทีที่เข้ามาเป็นรัฐบาล จะลดราคาน้ำมันเบนซินให้เหลือลิตรละ 18 บาท น้ำมันดีเซลลดจากเดิมลิตรละ 6.30 บาท จะทำทันที พปชร.เข้ามาเป็นรัฐบาล รวมทั้งลดราคาแก๊สให้เหลือ 250 บาทต่อถัง ที่สำคัญลดค่าไฟฟ้าครัวเรือนให้เหลือ 2.50 บาทต่อหน่วย และลดค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมเหลือ 2.70 บาทต่อหน่วย ตนพูดไม่เก่งแต่ทำงานและประสานประโยชน์ได้ทุกฝ่าย จะนำคนเก่งๆมาร่วมมือกันทำงาน ก้าวข้ามความขัดแย้ง สร้างความรุ่งเรืองให้ประเทศก้าวข้ามความยากจน
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมืองกล่าวปราศรัยว่า นักวิเคราะห์ต่างวิเคราะห์กันว่า พปชร.มีโอกาสเป็นรัฐบาลมากที่สุด ไม่ว่าใครฝ่ายไหนชนะเป็นรัฐบาลผสมแน่นอน ไม่มีฝ่ายใดชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และ พปชร.ประกาศนโยบายชัดเจนเราไม่เป็นศัตรูกับใคร ขอเป็นกาวใจเชื่อมโยงทุกฝ่ายจัดตั้ง
อวดบารมี หน.พรรคโชว์ทีมเศรษฐกิจ
นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ โฆษกคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรค พปชร.และแคนดิเดตนายกฯ ให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจปากท้องมุ่งหวังให้ประชาชนอยู่ดีกินดี สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ โดยพรรคมีดรีมทีมเศรษฐกิจ ประกอบด้วยนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง นายอุตตม สาวนายน อดีตรมว.คลังและอดีต รมว.อุตสาหกรรม นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พลังงาน นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายวราเทพ รัตนากร อดีตรมช.คลัง นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อดีตผู้ช่วยรมต.คลัง ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และตนที่เป็นอดีตผู้ช่วย รมต.ประจำนายกฯ ปฏิบัติงานกระทรวงการคลัง ทุกคนถือเป็นมือบริหารอาชีพรวมตัวกันไม่ใช่เรื่องง่าย หากแต่เกิดจากบารมีของ พล.อ.ประวิตรทั้งสิ้น
“ลุงตู่” สวดนพเคราะห์รับพฤหัสย้าย
สำหรับความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม เมื่อเวลา 09.39 น. พล.อ.ประยุทธ์เข้าปฏิบัติงานที่ทำเนียบรัฐบาล โดยไม่มีวาระงานเป็นทางการ จากนั้นเวลา 17.33 น. นายกฯเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าไหมสีขาวแขนยาวขึ้นรถยนต์ส่วนตัวทะเบียน ญค 1881 กรุงเทพมหานคร เดินทางเข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์นพเคราะห์ เนื่องด้วยดาวพฤหัสบดีย้ายราศี จัดโดยสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) ที่พระอุโบสถวัดไตรมิตรวิทยาราม เขตสัมพันธวงศ์ กทม. ตรงเข้าห้องรับรองเพื่อร่วมพิธีในเวลา 18.30น.
ถือเคล็ดปิดจ๊อบทัวร์หาเสียง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ่ายวันที่ 20 เม.ย.พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์และแคนดิเดตนายกฯพรรครทสช. จะไปลงพื้นที่หาเสียงที่ย่านเยาวราช กทม.วันที่ 21 เม.ย.เวลา 07.00 น.ไปเป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลทางศาสนาพุทธและพิธีบวงสรวงสังเวยตามพิธีพราหมณ์ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาองค์พระหลักเมืองประจำปี 2566 ก่อนบินขึ้น จ.เชียงใหม่ ติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 จากนั้นวันที่ 23 เม.ย.ไปหาเสียงและไหว้พระที่ จ.พิษณุโลก หลังขึ้นเวทีตระเวนตามภาคต่างๆแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะปิดท้ายการหาเสียงที่อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กทม.ในวันที่ 12 พ.ค.
“จุรินทร์” ดึงฐานเสียงราชบุรี
เมื่อเวลา 09.30 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อม น.ส.รัศมี ทองสิริไพรศรี รองโฆษกพรรคและคณะลงพื้นที่ อ.บ้านโป่ง ที่หอนาฬิกาบ้านโป่ง ช่วยหาเสียงให้นายธนากร เลี้ยงฤทัย ผู้สมัคร ส.ส.ราชบุรี เขต 4 มีชาวบ้านมาขอถ่ายรูปร่วมกับนายจุรินทร์อย่างใกล้ชิด โดยนายจุรินทร์กล่าวว่า จ.ราชบุรี มีสมาชิกพรรคจำนวนมากและมีฐานเสียงที่ดีมาทุกยุคทุกสมัยกระจายอยู่ทุกอำเภอ หลายครั้งคะแนนพรรคมาเป็นที่ 1 เสมอ เที่ยวนี้หวังว่าชาวราชบุรีจะไม่ทิ้งพรรค ปชป. น่าเสียดายคนของเราย้ายไปอยู่พรรคอื่น แต่ไม่ท้อแท้ เป็นโอกาสพลิกวิกฤติเป็นโอกาส
ย่ำตลาดแม่กลองขอคะแนน
ต่อมาเวลา 14.00 น. นายจุรินทร์และคณะไปที่ จ.สมุทรสงคราม หาเสียงให้นายธนธัส ขุนนุช ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรสงคราม ที่ตลาดสดแม่กลอง มีพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านมอบพวงมาลัยร่วมถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก ระหว่างเดินไปตลาดร่มหุบ มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติทักทายขอถ่ายรูป นายจุรินทร์ให้สัมภาษณ์ว่า พรรค ปชป.เคยครองพื้นที่สมุทรสงครามหลายสมัยแต่ได้ย้ายไปสังกัดพรรคอื่น ไม่เป็นไรถือเป็นสิทธิ ไม่ได้หวั่นไหว เพราะมีคนรุ่นใหม่ก้าวเข้ามาสร้างอนาคตให้พรรคแทน โดยเฉพาะนายธนธัส เป็นคนรุ่นใหม่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น รู้จักประชาชนเป็นอย่างดีอยู่แล้ว พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้แทนฯ ถือเป็นการแปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสของพรรค และชาวสมุทรสงครามที่จะได้มีคนรุ่นใหม่เข้ามาทำหน้าที่ จากนั้นได้เดินทางไปสักการะหลวงพ่อบ้านแหลม ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร วัดเก่าแก่คู่เมืองแม่กลอง
“อภิสิทธิ์-จิตภัสร์” ตะลุยเมืองจันท์
อีกด้านเมื่อเวลา 14.30 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ปชป.และอดีตนายกฯ พร้อมด้วย น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร รองเลขาธิการพรรค ปชป.และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่เดินหาเสียงช่วยนายเชิดสกุล พลารักษ์ ผู้สมัคร ส.ส.จันทบุรี เขต 3 พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน ชุมชนขลุง อ.ขลุง ตลาดพลิ้ว อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี ขอคะแนนเสียงให้นายอิทธิพล จังสิริมงคล หรือหมอตี๋ ผู้สมัคร ส.ส.จันทบุรี เขต 1 โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถึงแม้จะไม่ได้มีตำแหน่งในพรรค ขอให้ประชาชนมั่นใจ เราเป็นเลือดสีฟ้าเข้มข้น ไม่ยอมทิ้งกันอย่างแน่นอน ขอให้สบายใจได้พรรค ปชป.ยังมีความสามัคคีกลมเกลียวกันเหนียวแน่น
มั่นใจ ปชป.คัมแบ็กยกจังหวัด
ด้าน น.ส.จิตภัสร์กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าชาวจันทบุรีให้โอกาสพรรค ปชป.ที่มีความผูกพันมาอย่างยาวนาน การเลือกตั้งปี 50 และปี 54 พรรค ปชป.ได้ ส.ส.จันทบุรี ยกจังหวัดทั้ง 3 เขต มาแล้วถึงวันนี้พรรคยังมีเลือดเก่าไหลกลับ เช่น นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา อดีต ส.ส.จันทบุรี 3 สมัย ลงในเขต 2 ยังมีเลือดใหม่ ปชป.ที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์อีก 2 คน คือ นายอิทธิพล ในเขต 1 และนายเชิดสกุล เขต 3 มั่นใจว่า รอบนี้ประชาชนเข้าคูหากาให้พรรคปชป.ทั้ง 2 ใบ ทั้งเขตบัตรสีม่วง และบัตรสีเขียวเลือกพรรค ปชป.กาเบอร์ 26 ไปด้วยกัน
“วราวุธ” นำทัพบุกฉะเชิงเทรา
วันเดียวกัน นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค ชทพ. พร้อมแกนนำพรรค เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ที่สามแยกบางขวัญ อ.เมืองฉะเชิงเทรา ช่วยนายเฉลิง จูจำรัส ผู้สมัคร ส.ส.ฉะเชิงเทราเขต1 หาเสียง โดยนายวราวุธให้สัมภาษณ์ว่า เราถือเป็นน้องใหม่ในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ทุกพื้นที่เราไม่เคยประมาท แม้แต่ใน จ.สุพรรณบุรี ต้องทำงานอย่างรัดกุมเข้าถึงประชาชน อย่าละสายตาออกจากพื้นที่ กลยุทธ์ช่วงโค้งสุดท้ายจะเดินเคาะประตูบ้านให้ครบทุกตารางนิ้ว เรื่องการทำลายป้ายหาเสียงพรรคชทพ.โดนไม่น้อยกว่าพรรคอื่น เป็นการเมืองไม่สร้างสรรค์ ถ้านิยมชมชอบใครให้แสดงออกกาเลือก อย่าทำลายล้างกัน
หนุนโซลาร์เซลล์แก้ค่าไฟแพง
นายวราวุธให้สัมภาษณ์ถึงค่าไฟฟ้าแพงว่า การลดค่าไฟเป็นเรื่องสำคัญที่พรรค ชทพ.ระยะสั้น อยากนำเสนอ ให้ลงทุนของภาคเอกชนทำโซลาร์เซลล์ให้กับบ้านเรือนทั่วไปชุมชน โดยอยากให้ซื้อแบบยูนิตมากกว่าการมีราคาซื้อราคาขาย อาทิ ถ้าเราใช้ไฟ 100 ยูนิต ผลิตไฟจากโซลาร์เซลล์ ใช้เหลือสามารถขายเข้ากริดแบ่งรายได้ขายไฟเป็น 3 ส่วน ได้แก่ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทำหน้าที่ดูแลโซลาร์เซลล์ แบ่งให้กับประชาชนผู้ผลิต, คืนให้กับผู้มาลงทุนภาคเอกชน เสนอเก็บภาษีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ลดเหลือศูนย์ ใครอยากนำเข้าสามารถนำเข้าได้ ส่วนระยะยาวต้องดูกำลังการผลิตของประเทศไทย ต้องไปดูสัญญากับเอกชนเป็นธรรมกับประชาชนมากน้อยเพียงใด
“อนุทิน” ควง “ส้ม” เจาะกลุ่มไทยจีน
ช่วงเช้าที่สวนสุขภาพสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร กทม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยลงพื้นที่สวนสุขภาพสมาคมแต้จิ๋วช่วยหาเสียงให้ น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ผู้สมัค ส.ส. กทม.เขต 2 บางรัก โดยนายอนุทินนั่งจิบน้ำชากับผู้สูงอายุที่มาออกกำลังกาย มีประชาชนจำนวนมากเข้ามาขอถ่ายรูปด้วย บ้างอวยพรสนับสนุนให้นายอนุทินได้เป็นนายกฯ จากนั้นขึ้นรถแห่จากสวนสุขภาพไปตลาดเซ็นต์หลุยส์ ตลาดกิตติ ถนนจันทน์ แวะทักทายประชาชน พ่อค้าแม่ค้าและแวะพักทานอาหารเช้ากับผู้สมัครของพรรค นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า มั่นใจนโยบายซื้อใจคนกทม.ได้และผู้สมัครขยัน เมื่อถามว่าหลายพรรคมีนโยบายจูงใจแจกเงินแบบให้เปล่าจำเป็นต้องออกนโยบายแบบนั้นหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ภท.ไม่ก้าวล่วงพรรคอื่นว่านโยบายทำไม่ได้ แต่พรรคการเมืองพูดอะไรต้องรับผิดชอบ ถ้าพูดไปแล้วถึงเวลาจริงทำไม่ได้ประชาชนจะไม่เชื่อถืออีกต่อไป
ไม่แคร์ “ชูวิทย์” เดินสายโจมตีกัญชา
เมื่อถามถึงนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ลงพื้นที่ต่อต้านกัญชาเสรีที่ภาคใต้ที่มีอดีต ส.ส.พรรค ภท.หลายคนหวั่นว่าจะกระทบพรรคหรือไม่ นายอนุทินย้อนถามว่าหวั่นอะไร นายชูวิทย์พูดลักษณะไปไหนมา 3 วา 2 ศอก ไม่ได้พูดว่าไม่เอากัญชา 100% แต่กัญชาทางการแพทย์ได้ คนที่ทำผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่ก็ต้องไปไล่จับ คนใช้ทางการแพทย์ต้องได้รับอนุญาต น้ำมันกัญชาเป็นยาหลักขึ้นอยู่ในบัญชียาแห่งชาติ ถ้าเป็นสิ่งไม่ดีจะเป็นยาได้หรือไม่ เราทำ เรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจ ไม่มีอันไหนอนุญาตให้ทำผิดกฎหมายหรือปล่อยเสรี เห็นในภาพมีชาวบ้านไปไล่นายชูวิทย์ระหว่างลงพื้นที่ด้วย น่าจะเป็นคนที่เห็นคุณค่าของการใช้กัญชา เมื่อถามว่าตอนนี้ มีกระบวนการสกัดกั้นการเติบโตของพรรค ภท.นายอนุทินตอบว่าไม่ทันแล้ว ช้าไปแล้ว แต่จะเติบโตกว่านี้หรือไม่จะทำดีที่สุด ส่วนที่หลายพรรคถกเถียงเรื่องยกเลิกเกณฑ์ทหาร ระบบที่เป็นอยู่ทั้งเกณฑ์และสมัครใจดีอยู่แล้ว เห็นประโยชน์ ลูกชายเคยจับได้ใบแดงเข้าไปรับใช้ชาติอยู่ 1 ปี มีวินัยเพิ่มขึ้นดีมาก ได้นำความรู้โดยเฉพาะด้านภาษาไปช่วยสอนให้เพื่อนทหารเกณฑ์ ส่งเสริมให้เพื่อนผ่านเกณฑ์ได้ทำงาน ถือว่าเป็นประโยชน์ ถ้าบอกให้ลูกชายไปสมัครเฉยๆคงไม่ไป
“เศรษฐา” คึกเสียงเชียร์นั่งนายกฯ
เมื่อเวลา 08.30 น. ตลาดบางลำภู อำเภอเมืองขอนแก่น พรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย (พท.) ในฐานะแคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย นายพานทองแท้ ชินวัตร ที่ปรึกษาศูนย์ ปฏิบัติการเลือกตั้ง พร้อมทีมผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่นของพรรค เดินหาเสียงด้วยความคึกคัก แม่ค้าอาหารทะเลตะโกน “อยากกอดนายกฯจังเลย” แล้วโผกอดถ่ายภาพกับนายเศรษฐา ด้านนายเศรษฐาตอบรับว่า “ฝากเบอร์ 6 และเบอร์ 29 ด้วยนะครับ” ขณะเดียวกันแม่ค้าร้านขายปลา ทักทายนายพานทองแท้ ด้วยความตื่นเต้นว่า “ลูกทักษิณใช่ไหม”
ย้ำ พท.เป็น รบ.ได้แน่เงิน 1 หมื่น
ต่อมาเวลา 10.50 น. ที่ลานตลาดนัดน้ำพอง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทยจัดเวทีปราศรัยใหญ่ นำโดยนายเศรษฐา นายพานทองแท้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย พร้อมทีมผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น 11 เขต โดยนายเศรษฐาปราศรัยว่า คงไม่ต้องพูดว่า 8 ปีที่ผ่านมาพี่น้องลำบากมากขนาดไหนต้องพอแล้ว พรรค พท.มีนโยบายปราบยาเสพติด แก้กฎหมายให้ยึดทรัพย์เร็วที่สุด การศึกษาต้องเรียนฟรี มีรถรับส่ง มีอาหารกลางวันทานฟรี เชื่อว่าพี่น้องรอคอยเรามาเป็นรัฐบาล เพื่อให้มีเงินใส่กระเป๋า 10,000 บาทตามนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต รัฐบาลจ่ายทีละ 500 บาท เยียวยาอะไรไม่ได้ เขาพูดถึงแต่นโยบายเรา กลัวพี่น้องจะได้เงินหมื่น อย่าไปเชื่ออย่าไปฟัง ถ้าพท.เป็นรัฐบาลจะได้เงิน 10,000 บาท เข้ากระเป๋าแน่นอน ถ้า พท.เป็นรัฐบาลรายได้สุทธิ 4 ปีจะโตขึ้น 3 เท่าตัว นายกฯนั่งอยู่แต่ทำเนียบฯไม่เคยออกไปเปิดตลาดใหม่ แคนดิเดตนายกฯทั้ง 3 คนจะออกไปเปิดตลาด เอาสินค้าไปจำหน่ายต่างประเทศ จ.ขอนแก่นต้องยกทั้ง 11 เขต ทั้งนี้มีชาวบ้านเดินขึ้นมาบนเวทีมอบกระติ๊บข้าวเหนียวปลาร้าบอง เนื้อแดดเดียว กล้วยน้ำว้าและถั่วฝักยาวให้นายเศรษฐา
เย้ย “ตู่-ป้อม” ชวนกันพอได้แล้ว
นายณัฐวุฒิปราศรัยว่านโยบายดิจิทัลวอลเล็ตถูกค่อนแคะโจมตี อย่าไปฟังเราประกาศแล้วทำได้ แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ยังโจมตี จะอบรมคุณอีกครั้งว่าไม่ต้องมาเกี่ยวข้องเราพูด เรารับผิดชอบทำได้ นโยบายคุณทำได้บ้างหรือยัง 4 ปีที่แล้วเป็นแคนดิเดตนายกฯพรรค พปชร.ขึ้นค่าแรง 425 บาท ทำได้หรือยัง สุดท้าย พาลูกน้องย้ายพรรคหนีไปตั้งพรรคใหม่ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรต้องรู้จักพอ ชวนกันพอได้แล้ว 8 ปีแล้วจะเอาอะไรนักหนา คนโจมตีว่าพรรค พท.ได้เป็นรัฐบาลจะมีปัญหาเดี๋ยวถูกปฏิวัติ เดี๋ยวจะถูกยุบพรรค บริหารไม่ได้ แล้วทหารจะออกมา 10 กว่าปีที่ผ่านมาปฏิวัติมา 2 หน ประชาชนยังฉิบหายยังไม่พออีกหรือ
ยัน พท.มายาเสพติดจะหมดไป
จากนั้นนายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเน้นย้ำปัญหายาเสพติดในภาคอีสานว่า ได้ฟังปัญหามาเยอะมาก มีทั้งผู้ป่วย ผู้ค้ายาและกระบวนการของรัฐที่ไม่ได้จัดการเต็มที่ หากพรรค พท.ได้เข้ามาจะปราบปรามด้านยาเสพติดทั้งหมด มีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง คนจะผลักดันตรงนี้ได้คือนายกฯจากพรรคพท. จะนั่งเป็นประธานหัวโต๊ะบริหารจัดการยาเสพติดให้หมดไป มีหน่วยงานภาครัฐเกี่ยวข้องหลายส่วนในรัฐบาลปัจจุบันเขาบอกว่าเป็นปัญหา แต่ในรัฐบาลพรรค พท. หากนายกฯได้รับเรื่องเข้ามาต้องเป็นเจ้าภาพนั่งหัวโต๊ะจัดการอย่างเข้มข้น ส่วนที่เน้นย้ำไม่มีพรรคพี่พรรคน้อง เพราะมีการแอบอ้าง พูดชัดเจนแล้วไม่มีจับมือทั้งในสว่างและที่มืด ไม่มีการเลือกแพ็กคู่ ต้องเลือกเพื่อไทยทั้งคนและพรรค ส่วนที่ทีมเศรษฐกิจพรรคปชป.ไม่เชื่อว่ากระเป๋าเงินดิจิทัลจะทำได้เพราะงบฯ 200,000 ล้านบาทที่เหลือ ต้องเอาไปใช้ทำอย่างอื่นที่จำเป็น เริ่มไปกันใหญ่แล้ว ครั้งก่อนบอกว่าของเราเป็นคริปโต ล่าสุดพรรค พปชร.ว่าเป็นเรื่องสกุลเงิน ถามมาตอบไปได้เรื่อยๆ คงไม่มีอะไรที่ต้องให้ราคา
แข่งดุปาบึมรถหาเสียง “ประชา”
นายประชา ประสพดี ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ เขต 7 พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากพนักงานขับรถประชาสัมพันธ์หาเสียง เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 เม.ย.ว่า ขณะขับรถหาเสียงไปบริเวณซอยร่มเย็นนิเวศน์ ได้ยินเสียงคล้ายวัตถุระเบิดปาเข้ามาที่รถหาเสียงเสียงดังสนั่นคล้ายพลุ จึงหยุดรถรีบวิ่งหนียังจุดปลอดภัย ระหว่างนั้นเห็นชายคนหนึ่งวิ่งไปหลบซ่อนที่บ้านหลังหนึ่งจึงแจ้งตำรวจ สภ.พระสมุทรเจดีย์ มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ เบื้องต้นจับกุมคนร้ายได้ที่บ้านพัก นำตัวไปสอบสวนทราบชื่อคือนายสมชาติ ห้องดอกไม้ อายุ 46 ปี พร้อมบัตรประชาชน ใบขับขี่รถยนต์ ใบขับขี่รถจักรยานยนต์ ยารักษาโรค ใบนัดพบแพทย์สถาบันจิตเวชศาสตร์ ผู้ก่อเหตุพยายามทำลายหลักฐาน กวาดเศษระเบิดลงท่อระบายน้ำ ทราบว่าเป็นระเบิดปิงปองไทยประดิษฐ์และพนักงานสอบสวน สภ.พระสมุทรเจดีย์ให้ข้อมูล ผู้ก่อเหตุยอมรับกับตำรวจว่าเป็นหัวคะแนนให้พรรคหนึ่งตั้งใจมาปาระเบิด
คนร้ายเป็นหัวคะแนนพรรคการเมือง
นายประชากล่าวว่า แม้ผู้ทำผิดมีลักษณะคล้ายผู้ป่วยจิตเวช สังเกตจากการสื่อสาร ซองยา และใบนัดพบแพทย์ แต่ขณะนี้อยู่ช่วงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง ต้องการให้ตำรวจสอบสวนเชิงลึกถึงมูลเหตุจูงใจที่แท้จริงว่านายสมชายป่วยจิตเวชจริงหรือไม่ เนื่องจากมีความสามารถขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ได้ ทั้งที่ต้องเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ หากเป็นผู้ป่วยจิตเวชและยังเคยต้องคดีลักทรัพย์ถูกศาลพิพากษาจำคุกมาด้วยขอให้ตรวจสอบบ้านพักนายสมชายเพิ่มเติม เกรงว่าจะมีวัตถุอันตรายซ่อนอยู่อีกหรือไม่ ทราบว่าคนในครอบครัวนายสมชายเป็นหัวคะแนนให้พรรคดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว หากผู้ทำผิดเป็นหัวคะแนนพรรคการเมืองจริง ขอให้พรรคดังกล่าวหยุดการกระทำทำร้ายกัน ควรเอาชนะกันที่นโยบายดีกว่า หวั่นเรื่องความปลอดภัย แต่มั่นใจเจ้าหน้าที่จะให้ความยุติธรรม ต้องลงพื้นที่หาเสียงทุกวัน เชื่อว่าคนพระสมุทรเจดีย์จริงจะไม่ทำร้ายกัน ขอให้แข่งขันกันที่การเอาชนะใจประชาชนดีกว่า
เสรีรวมไทยชูธงลดทหารเกณฑ์
วันเดียวกัน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย (สร.)โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “นโยบายเสรีรวมไทย เรื่องเลิกทหารเกณฑ์ ให้เป็นทหารโดยสมัครใจ ลดกำลังกองทัพในส่วนที่ไม่จำเป็น 1.จำนวนทหารเกณฑ์เฉลี่ยแต่ละปี 100,000 คน เป็นภาระงบฯเงินเดือนรวมเบี้ยเลี้ยงเดือนละ 10,000 บาทต่อคน เท่ากับใช้เงินส่วนนี้ 12,000 ล้านบาทต่อปี 2.ทหารเกณฑ์จำนวนหนึ่งถูกนำไปเป็นทหารรับใช้บ้านนายพล อดีตนายพล บางรายถูกหักเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง อ้างเป็นค่าที่พักอาหาร ถูกกดขี่ข่มเหงสารพัด 3.ทหารประจำการไม่จำเป็นต้องมีถึง 100,000 คน สามารถลดได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง และนำไปเพิ่มเป็นเงินเดือนให้เท่าปริญญาตรี 15,000 บาท ให้เป็นระบบสมัครใจเป็นทหาร 4.นโยบายนี้ไม่ได้ทำให้สมรรถนะกองทัพลดลง ใช้กำลังคนเป็นประโยชน์ในการป้องกันประเทศ เลิกบ่นแบบคนอยู่บ้านหลวงฟรี มีทหารรับใช้เพียบว่า เกณฑ์ทหารยังจำเป็นได้แล้ว คุณประยุทธ์”
บี้ กกต.แจกใบส้ม รทสช.
ต่อมาเวลา 11.00 น. ที่สำนักงาน กกต. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย พร้อมด้วยนายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ยื่นหนังสือถึง กกต.กรณีเคยร้องเรียนพรรครทสช.จัดเปิดตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกฯ ผิดกฎหมายเลือกตั้ง นายสมชัย กล่าวว่า มาร้องเรียนครั้งที่ 2 ในเรื่องเดิม พรรค รทสช.ขนคนมาฟังการปราศรัย การมีมหรสพ การแจกเสื้อ แจกหมวก และปราศรัยพาดพิงสถาบัน ในวันเปิดตัว พล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯที่เคยยื่น กกต.ไปเมื่อวันที่ 19 ม.ค. แต่ถูกปัดตกคำร้อง เพราะ กกต.มองว่า ยังไม่มี พ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง แต่วันนี้เงื่อนไขครบถ้วนแล้ว จึงนำเรื่องมายื่นอีกครั้ง เพราะกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.เขียนชัดเจนว่า หากก่อนหน้าการประกาศผล พบมีการกระทำผิดใดๆที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม กกต.สามารถสั่งเพิกถอนสิทธิ์ 1 ปีได้ หรือแปลว่า ได้ใบส้มนั่นเอง
ขยี้บินดูงานเมืองนอกจี้เปิดงบฯ
นายสมชัยกล่าวอีกว่า กรณี กกต.ไปดูงานต่างประเทศ สังคมมองว่าไม่ค่อยเหมาะสมนัก รวมถึงการเลือกประเทศที่ไป อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ และเยอรมนี กกต.เคยไปแล้วไม่ควรไปซ้ำ ฮังการี สโลวะเกีย มีคนไทยเพียง 8 พันกว่าคน ไต้หวันมี 8 หมื่นคน เกาหลีใต้มีหลายหมื่นทำไมไม่ไป มาเลเซียเคยมีปัญหาการจัดการทำไมไม่ไป ประธาน กกต.ไปแอฟริกาใต้ เคนยา และโมร็อกโก ที่โมร็อกโกกับเคนยา มีคนไทยแค่หลักร้อย เคนยาคนลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแค่ 171 คน อียิปต์คนไทยเยอะกว่าควรไปแต่ไม่ไป อยากให้ กกต.เปิดเผยงบฯค่าใช้จ่ายดูงานทั้งหมด รวมถึงค่าของที่ระลึกมูลค่ากว่า 4.2 หมื่นบาทที่มีเสียงครหา และเรียกร้องกระทรวงการต่างประเทศให้เปิดเผยขณะนี้คนไทยในต่างประเทศมีเท่าไหร่ ล่าสุดคนไทยในต่างประเทศลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งหมดมีเท่าไหร่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสบัตรเลือกตั้งที่ส่งมาไทยจะถูกนับทั้งหมด
“ศรี” ยื่นสอบจริยธรรม กกต.ทัวร์นอก
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ไต่สวน กกต. 6 คน เดินทางไปทัวร์ตรวจการเลือกตั้งในต่างประเทศพร้อมกัน ขณะที่การจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ภายในประเทศมีปัญหามากมาย โดยนายศรีสุวรรณกล่าวว่า กกต. 6 คนเดินทางไปต่างประเทศช่วงวันที่ 4-14เม.ย.ที่ผ่านมา อ้างไปตรวจการเลือกตั้ง ทั้งที่ปัญหาจัดการเลือกตั้งในประเทศมีปัญหาให้ กกต.เร่งแก้ปัญหา อาทิ เว็บไซต์ลงทะเบียนล่วงหน้าล่มวันที่ 9 เม.ย.2566 กรณีนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทของ พรรคเพื่อไทย
แจกของชำร่วยขัดระเบียบดูงานซ้ำปี 62
นายศรีสุวรรณกล่าวอีกว่า การเดินทางดังกล่าวมีปัญหาจัดหาของชำร่วยที่ไปมอบให้สถานทูตประเทศต่างๆ ถูกครหาจัดซื้อโดยวิธีเจาะจงด้วยภาษีประชาชน 199,471 บาท เฉลี่ยนำไปมอบให้ประเทศละกว่า 19,000 บาท เกิน 3,000 บาท ขัดประกาศ ป.ป.ช.เรื่องหลักเกณฑ์รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของพนักงานรัฐ ปี 2563 และระเบียบสำนักนายกฯว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่รัฐ ปี 2565 หรือไม่ ที่สำคัญการเดินทางไปตรวจการเลือกตั้งที่เยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ของนายปกรณ์ มหรรณพ กกต. สองประเทศดังกล่าวนายปกรณ์เคยไปตรวจการเลือกตั้งปี 2562 มาแล้ว ทำไมไปตรวจซ้ำอีก มีอะไรนอกเหนือการไปตรวจเลือกตั้งหรือไม่ ข้อพิรุธต่างๆไม่ควรปล่อยผ่านก่อนที่ กกต.จะหมดวาระอีก 2 ปี จึงให้ ป.ป.ช.ไต่สวนจะเข้าข่ายความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่และอาจฝ่าฝืนจริยธรรมหรือไม่