ไทยรัฐดีเบต ถกต่อประเด็น ม.112 พรรคการเมืองโต้ตอบปมขบวนการยุยงปลุกปั่นมีจริง-ไม่จริง “จุติ” บอกเตือนแล้ว ไม่ควรพูดให้ประเทศแตกแยก
วันที่ 18 เม.ย. 2566 ไทยรัฐดีเบต “เลือกตั้ง 66 #เริ่มใหม่ไทยแลนด์ กับไทยรัฐ” ดำเนินรายการโดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ เข้าสู่ช่วงประเด็นคำถามถึงการชุมนุมของคนรุ่นใหม่และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ทำไมถึงเชื่อว่าถูกเอามาใช้โดยนักการเมือง ไม่ได้มองว่าเป็นการกลั่นแกล้งคนเห็นต่างทางการเมือง โดย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยืนยันว่าไม่มีใครกลั่นแกล้ง ถ้าทำครั้ง สองครั้งก็มีการตักเตือน เพราะตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการทำซ้ำๆ เป็นกระบวนการ มีการยุยงปลุกปั่นจริง เจ้าหน้าที่จึงต้องดำเนินคดีตามหน้าที่ เป็นการรักษาสถาบันสูงสุดของชาติไว้ ที่คนไทยทุกคนรักและเคารพ แต่การเมืองไปยุ่งกับท่านเอง ในอดีตไม่เคยมีปัญหา ทำไมวันนี้มีปัญหา เพราะการเมืองกลุ่มหนึ่งเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้ ตั้งแต่ในช่วง 3-4 ปีนี้
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุว่า ฟังนายชัยวุฒิ กล่าวแล้วรู้สึกกังวลใจ และนึกถึงเรื่องหนึ่งที่บอกว่าเป็นขบวนการ คือแผนผังล้มเจ้า เมื่อปี 2553 ที่ยอมรับในศาลแล้วว่าไม่มีจริง และยอมรับด้วยว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์เมื่อปี 2553 เป็นเหมือนใบอนุญาตสั่งฆ่า เพราะฉะนั้นวิธีคิดหรือตรรกะแบบนี้ที่คิดว่าทุกอย่างเป็นขบวนการหมด ทำให้เรื่องเก่าๆ ในอดีตที่บอกว่าเพิ่งมีช่วงนี้ จริงๆ มีมานานแล้ว และมีมาโดยตลอด เป็นเรื่องที่ทำให้คนไทยเสียเลือดเนื้อมามากแล้ว ความสัมพันธ์ของสถาบันกับประชาชนแย่ลงเรื่อยๆ ความรู้สึกของยุคสมัยก็ต้องเปลี่ยนไป ทำไมไม่มาพูดคุยเรื่องนี้อย่างมีวุฒิภาวะในสภาผู้แทนราษฎรแบบมีความโปร่งใส แบบมีข้อบังคับ เพื่อให้ประเทศไทยไปต่อได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้สึกกังวลพอสมควร
...
ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ ปฏิเสธว่าไม่ทันเรื่องผังล้มเจ้า ก่อนจะระบุไปถึงเว็บไซต์หนึ่งที่มีการล่ารายชื่อแก้มาตรา 112 มีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญว่าการแก้มาตรา 112 ถือเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงปิดเว็บไซต์นั้นได้ เราต้องเข้าใจบริบทของการเมืองให้มากกว่าแค่มีการยุยงปลุกปั่น ซึ่งอดีตมี แต่ไม่มีปัญหารุนแรง กลับมารุนแรงในยุคนี้เพราะมีการเมืองเข้าไปขับเคลื่อน
“ผมคิดว่าไม่ควรเอาเรื่องนี้มา สถาบันท่านไม่เกี่ยวกับการเมือง การใช้ (กฎหมายมาตรา 112) ไม่มีปัญหา ผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานตรงไปตรงมาอยู่แล้ว มีการเตือน มีการให้ความรู้ พยายามอะลุ่มอล่วย ถึงการอภัยโทษก็มีในอดีต แต่วันนี้เป็นเรื่องของการเมือง ผมไม่อยากเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นการเมือง เหมือนหลายคนพูดว่าเลือกตั้งนี้มันน่าจะพูดถึงอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ปากท้อง กฎหมาย เรื่องที่ประชาชนเดือดร้อน ไม่ใช่ไปพูดเรื่องแบบนี้ ผมว่ามันทำให้เราไม่สบายใจ”
ทางด้าน นายจุติ ไกรฤกษ์ ผู้แทนพรรครวมไทยสร้างชาติ ตอบในเรื่องนี้สั้นๆ ว่า ไม่สบายใจมากที่เวทีนี้เอาเรื่อง 112 มาพูด และจะไม่พูดอีกในเวทีหน้า ซึ่งรัฐธรรมนูญปัจจุบันผ่านประชามติ เรื่องนี้อยู่ในหมวดความมั่นคง ทำไมตอนนั้นไม่มีคนพูดถึง และยังมีการกล่าวหาว่าใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ตนเองเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที (ปัจจุบันคือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) มีกระบวนการมาตั้งแต่ในอดีต แต่ไม่รุนแรงเท่าตอนนี้ ซึ่งตอนนี้ทั้งรุนแรงและเลวร้ายมากๆ เห็นแล้วไม่สบายใจ ตนเองเคยถูกหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นฉบับหนึ่งมาสัมภาษณ์ว่าทำไมปิดเว็บไซต์เขา จึงเอาหลักฐานให้ดูและถามกลับว่าถ้าเป็นพ่อแม่คุณโดนรูปแบบนี้คุณยอมไหม เขาเข้าใจ กลับไปโดยไม่สัมภาษณ์ ก่อนย้ำทิ้งท้ายว่า
“กระบวนการมีอยู่จริง มีการบั่นทอนจริง อาจจะไม่เกี่ยวกับบางคน แต่ว่ามันมีคนทำจริงแน่นอน ฉะนั้นยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น และมีกระบวนการพยายามทำ เป็นเรื่องที่อยู่ในหมวดความมั่นคง ถูกต้องแล้ว ประเทศไทยยืนอยู่ได้ด้วยชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดังนั้น อยากให้ประเทศชาติมั่นคงก็อย่าไปแตะ 112”
จากนั้น นายพิธา ได้พูดขึ้นว่า รู้สึกแปลกใจ ที่นักข่าวญี่ปุ่นเห็นข้อมูลแล้วบอกว่าไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะประเทศญี่ปุ่นไม่มีกฎหมายคุ้มครองประมุข มีกฎหมายหมิ่นประมาทสำหรับประชาชน ที่ใช้ทั้งประชาชนและประมุขด้วยกัน อีกประเด็นคือ คนที่เป็นนักการเมือง เป็น ส.ส. เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไม่พูดเรื่องนี้อย่างมีวุฒิภาวะ จึงผลักให้คนที่พยายามอยากจะพูดและสงสัยออกไป แล้วพอเขาตะโกนกลับมาคุณก็ตอบด้วยความรุนแรงทางกายภาพ ความรุนแรงทางกฎหมาย ทำให้ความบาดหมางทางการเมืองยิ่งมากขึ้น
“กลับกันถ้าคนที่เป็นนักการเมือง เป็นผู้แทนราษฎร ให้สภาฯ กับสังคมเคลื่อนที่ไปใกล้เคียงกันอย่างมีวุฒิภาวะ มีข้อบังคับ มีการถ่ายทอดสด ผมคิดว่าแบบนี้ต่างหากที่จะทำให้สถาบันมั่นคงสถาพร เป็นวิธีบริหารจัดการเปลี่ยนให้เข้ายุคกับสมัย นั่นคือสิ่งที่เราควรจะทำสำหรับประเทศไทยตอนนี้”
เมื่อผู้ดำเนินรายการถาม นายจุติ ว่าจะเสริมอะไรหรือไม่ เจ้าตัวปฏิเสธทันทีว่าไม่ พร้อมบอกว่า จะพูดเรื่องปากท้องประชาชน ไม่พูดเรื่องนี้ ก่อนที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้แทนพรรคภูมิใจไทย จะขอเสริมเรื่องกฎหมาย ว่า ในฐานะที่เคยดูแลกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การจะปิดหรือกล่าวโทษใครต้องทำเรื่องพร้อมหลักฐานเสนอศาล เมื่อศาลมีคำสั่งถึงดำเนินการได้ ไม่ใช่ใช้เพียงอำนาจรัฐ แต่พบว่ามีหลักฐาน มีกระบวนการจริง ต้องแยกแยะในจุดนี้ ส่วนเรื่องผู้นำบางคนไม่ได้ชี้แจง ถ้าคิดว่าต้องไปโทษว่าถ้าผู้นำไม่เปิดกว้าง ไม่รับฟัง ก็ต้องเอาหลักฐานมายืนยันว่าให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย รัฐใช้กฎหมายแต่ละฉบับและแต่ละเรื่องต่างกัน
หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวต่อไปว่า ตอนนี้กำลังผสมกันระหว่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กับมาตรา 112 และมาตรา 116 จึงทำให้งง เพราะมาตรา 112 มีคนติดคุกหลายร้อยคน เป็นคนหนุ่มสาว และอายุน้อยกว่า 17 ปีอีกจำนวนมาก แต่เรื่องที่หลายคนเคยเป็นรัฐมนตรีพูดเป็นเรื่อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มากว่า ทำให้ไม่สามารถพูดคุยกันได้ เข้าใจคนละแบนด์วิดท์
ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยบอก ยกมือพร้อมกับแจงว่า คนอื่นไม่ค่อยมีประสบการณ์เหมือนตนเองที่เคยโดนกลั่นแกล้งมาแล้ว ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รู้อย่างตน พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล เสร็จตนหมด ซึ่งต่อมา นายจุติ พูดขึ้นว่า “ไม่ควรจะมาพูดให้ประเทศแตกแยก ผมเตือนไว้”
ส่วน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พูดขึ้นว่า เราทั้งหมดอาสามาแก้ปัญหาบ้านเมือง ถ้าเป็นผู้นำการเมืองต้องมองเป้าหมายที่อยากให้เกิดความยุติธรรม เรื่องผิดต้องผิด เรื่องถูกต้องถูก และต้องทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อได้ ต้องยุติสงครามความขัดแย้ง ซึ่งจะเกี่ยวกับการใช้มาตรา 112 ส่วนตัวมอง 2 เรื่อง คือ 1. เราต้องฟังกันมากขึ้น ถ้าไม่ฟังประเทศไปไม่ได้ จะทะเลาะไปเรื่อยๆ ต้องฟังคนเห็นต่าง และต้องรักษาชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. เห็นปัญหาว่ามีการใช้อำนาจกลั่นแกล้งจริง จึงข้อเสนอว่า ควรกำหนดโทษผู้ที่ใช้กฎหมายนี้ไปทำร้ายผู้อื่น ไปยัดข้อหาเขา คนเหล่านี้เท่ากับดึงสถาบันตกต่ำ และโทษต้องมากกว่าคนอื่นด้วย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของประเด็น นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความเห็นที่แตกต่าง ไปคุยกันในสภาฯ