"แพทองธาร" ลั่น ดูหน้าดิฉันไว้นะคะ! ประกาศไม่จับมือกับคนที่เคยมีส่วนร่วมกับการ "รัฐประหาร" ทั้ง 2 ครั้ง ชี้ โพลคะแนนลดในฝั่งรัฐบาลเดิม แต่เพิ่มขึ้นในฝั่งประชาธิปไตย

วันที่ 18 เม.ย. พรรคเพื่อไทย นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย วิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเลือกตั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงยุทธศาสตร์การรณรงค์เลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย และการทบทวนยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย

ช่วงหนึ่ง น.ส.แพทองธาร ตอบคำถามถึงกรณีคะแนนนิยม (โพล) ของพรรคเพื่อไทยที่ลดลง เป็นเพราะความไม่ชัดเจน เรื่องการจับมือกับฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ ว่า คุณเศรษฐา ทวีสิน อีกหนึ่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ก็เคยกล่าวในหลายวาระว่า รังเกียจการรัฐประหาร ก็อยากให้ทุกคนดูหน้าดิฉันไว้ ก็คงไม่ได้ชอบการรัฐประหาร การรัฐประหารครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้น 2 ครั้ง ดิฉันก็ไม่ได้ชอบ ดังนั้น การที่ไม่ตอบออกมาตรงๆ หลายครั้งในกรณีนี้ เพราะว่าเราให้เกียรติประชาชน การเลือกตั้งยังไม่เกิดขึ้น แต่ถามว่า คนที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย ร่วมทำรัฐประหารมา เราอยากจับมือด้วยหรือไม่ อันนี้เป็นคำตอบที่ประชาชนน่าจะทราบดีอยู่แล้ว และแน่นอนว่าผลกระทบที่ได้รับก็ต้องแยกกัน ดังนั้น การตอบกรณีนี้แบบมีอารมณ์เกินไป ก็คงไม่ใช่แนวทางที่สามารถสื่อสารได้ แต่ถามว่า อยากจับมือกับคนที่ทำรัฐประหาร 2 ครั้ง มันน่าจะชัดเจนอยู่แล้วนะคะ

...

ด้าน ภูมิธรรม กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยดูโพลจากทุกสำนักแล้ว ไม่ได้ทอดทิ้ง ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม และพรรคเพื่อไทยมีโพลของเราที่มีไว้ดูเปรียบเทียบจากความเป็นจริงที่เราเห็นในพื้นที่ เพราะเรามีผู้สมัครทั้งหมด 400 เขต เจ้าหน้าที่ของพรรค รวมถึงผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่ออีก 100 คน เราแบ่งกันทำงาน และมอนิเตอร์ ดังนั้น ต้องเรียนว่า ความนิยมของพรรคเพื่อไทยในระดับชุมชม คือ 40-50% ส่วนบางพรรคอย่างก้าวไกล ที่คะแนนดีขึ้นมา เราไม่ปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ และดีใจด้วยที่คะแนนขึ้นในพรรคฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ มันเป็นการพัฒนาคะแนนอยู่ในหัวเมืองใหญ่ และในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่คะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ยังคงเป็นของพรรคเพื่อไทยอยู่ และคะแนนที่ได้เพิ่มขึ้นโดยรวมนั้น เป็นคะแนนที่ลดถอยลงของพรรครัฐบาลเดิม นั่นแสดงว่าความนิยมของประชาชนต่อรัฐบาลนั้นหมดลงแล้ว ดังนั้น เรากำลังเติบโตไปด้วยกัน และเราดูในพื้นที่ต่างๆ ถ้าในกรุงเทพฯ เรามีความมั่นใจ และการลงคะแนนของประชาชนในวันเลือกตั้ง จะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดของผลโพลทั้งหลาย และจะยันความมั่นใจของประชาชนว่า พรรคเพื่อไทยจะเป็นเครื่องมือ และเป็นเงื่อนไขสำคัญสู่การเปลี่ยนแปลง เราไม่กังวลใจใดๆ เลย

ส่วนกรณีที่ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า หากเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง น.ส.แพทองธาร ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง เพราะยังไม่ได้โอนหุ้นเช่นเดียวกับ นายเศรษฐา นั้น น.ส.แพทองธาร ตอบว่า พรรคเพื่อไทยเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จำนวน 3 คน พรรคเพื่อไทยต้องเลือกบุคคลที่ตอบโจทย์กับการแก้ไขปัญหาการเมืองให้มากที่สุด ตนไม่อยากให้ทุกเรื่องเป็นดราม่าการเมือง หากถามตนเอง พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี และ นายชัยเกษม นิติสิริ พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น จึงอยู่ที่ยุทธศาสตร์และผลการเลือกตั้งอีกครั้ง.