เปิดปากกับภาคภูมิ พูดคุยกับ คุณวันชัย สอนศิริ และคุณเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ถึงประเด็นจุดยืนของ ส.ว. 250 เสียง คิดเห็นอย่างไรกับการโหวตเลือกนายกฯ ในการเลือกตั้ง 2566
วันที่ 11 เมษายน 2566 ในรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ดำเนินรายการโดย นายภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ ได้พูดคุยกับ คุณวันชัย สอนศิริ และคุณเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในประเด็นการเลือกตั้ง 2566
คุณวันชัย สอนศิริ เผยว่า 10 พ.ค. 67 ก็หมดวาระ ส่วนคลิปที่เผยแพร่ว่าตนเองเป็นคนเสนอให้ ส.ว.เลือกโหวตนายกฯ ยืนยันว่าพูดจริง ไปที่ไหนก็พูด แต่ไม่คิดว่าเพื่อนจะแอบถ่ายคลิปแล้วไปปล่อย ซึ่งข้อเท็จจริงตนเองก็ร่วมทำถามพ่วงนั่นแหละ เริ่มคิดด้วยกันในคณะกรรมาธิการแล้วเราก็เลือก ในที่สุดก็รณรงค์ให้สมาชิกเป็นคนรับรอง แล้วก็อภิปราย มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
...
ด้าน คุณเสรี สุวรรณภานนท์ กล่าวถึงประเด็นที่ว่าทำไม ส.ว.ถึงต้องโหวตร่วมกับรับรัฐธรรมนูญเขียนไว้ระดับหนึ่งแล้ว เราเห็นว่าการแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศ เห็นว่าต้องให้ ส.ว.มีบทบาทในเรื่องเหล่านี้ เราจึงมานั่งปรึกษากันแล้วเสนอขึ้นมา
คุณวันชัย สอนศิริ กล่าวต่อว่า เราผ่านกรรมาธิการก่อน เจตนาเพื่อให้ระยะเปลี่ยนผ่านเป็นการประนอมและประคับประคองให้ประเทศค่อยๆ เดิน ส่วนที่เสนอเป็น 5 ปี เป็นการปรึกษากันว่า ในระยะเปลี่ยนผ่านเราจะประเมินกันไว้ โดยติ่งกันไว้ 5 ปี ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว แต่ก็เป็นการถ่วงดุลกันไว้ ตอนเข้าก็ให้ ส.ว.มีบทบาท แต่การดำรงอยู่การบริหารบ้านเมือง มันอยู่ที่ ส.ส.ท้ังสิ้น ส.ว.ไม่ได้ก้าวก่าย ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ ที่ยังประเมินว่ามันอาจจะไม่เข้าที่เข้าทาง
คุณเสรี สุวรรณภานนท์ เผยว่า ต้องยอมรับว่าการเขียนรัฐธรรมนูญมันอยู่ที่อำนาจของคนที่นำเสนอรัฐธรรมนูญ มันก็คือการเมือง เห็นว่าการต้องการ ส.ว.มีบทบาทช่วงคาบต่อ เป็นเจตนาของคนเขียนที่ต้องการให้เป็นแบบนี้ ส่วนเรื่องคำถามพ่วงเรื่องเลือกโหวตนายกฯ ในบทเฉพาะกาล เขากำหนดอำนาจไว้ 5 ปี
ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ ความเห็นมันแตกต่างกันไป อยู่ที่ว่าฝ่ายไหนเท่านั้น ตนคิดว่าขบวนการเหล่านี้เป็นขบวนการทางการเมือง เราต้องการให้บ้านเมืองสงบ ต้องมีคนคอยอยู่ในสถานการณ์ที่แก้ปัญหาได้ ซึ่งก็คือ ส.ว.ที่กำหนดมาให้ ส่วนการที่ให้ ส.ว. ร่วมกับ ส.ส. โหวตเลือกนายกฯ มันก็เป็นการคิดแก้ปัญหาในช่วงนั้น เพราะเมื่อก่อนหน้านี้มันก็มีตัวอย่างกันมา
คุณวันชัย สอนศิริ กล่าวต่อว่า ความชอบไม่ชอบ มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ บริบททางการเมืองในตอนนั้น เขาคิดว่าจะเป็นแบบนี้ ประชาชนเห็นด้วยกับเขา ถามพ่วงก็โหวตให้ และเห็นด้วยกับ พล.อ.ประยุทธ์ เขาก็เลือกให้ แถม ส.ส.ที่เป็นตัวแทนประชาชนเลือกให้ ถ้า ส.ส.ไม่เลือกให้ในตอนนั้น ส.ว.ก็ไม่มีความหมายแล้ว ในตอนนั้นคนชอบ แต่วันนี้คนไม่เห็นด้วยกับกลไกเหล่านี้แล้ว มันไม่มีอะไรผิดปกติทางการเมือง
ถ้า ส.ส. 500 ทุกพรรครวมกัน 376 เสียง แล้วโหวตให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นนายกฯ ส.ว.ก็ไม่มีความหมายแล้ว ยังไงมันก็แพ้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนกำหนดว่าใครจะเป็นนายกฯ และใครจะเป็นรัฐบาล แต่ในครั้งนั้นเขาเลือก พล.อ.ประยุทธ์ กัน ผลเลยเป็นแบบนั้น ซึ่งตอนนี้ ส.ว.อยู่ครบ 250 เสียง ส่วนที่ถามว่าจะเลือกใคร ก็มีการประเมินพูดคุยกัน ให้รับรู้ทางการเมืองเท่าๆ กัน แต่ใกล้ๆ ก็อาจจะมีการหารือกัน หรือหลังเลือกตั้ง ก็ต้องหาข้อสรุปกันบ้างว่าเราจะเลือกใคร
ด้าน คุณเสรี สุวรรณภานนท์ กล่าวว่า การพูดคุยกันเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะเรามีคณะกรรมการวิชาการที่มาจับประเด็นพูดคุยกัน หรือเชิญ ส.ว.ที่เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ เพื่อเสนอความเห็น เป็นเรื่องที่พูดคุยกันในประเด็นสำคัญ ส่วนเรื่องโหวตเลือกนายกฯ ก็คุยทั่วไป เป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ได้กำหนดว่าเลือกใคร เป็นสถานการณ์ทางการเมืองว่าจะเลือกใคร
ขณะที่คุณวันชัย สอนศิริ กล่าวต่อว่า ถ้าถามจุดยืนของตนชัดเจน และประกาศมาโดยตลอด ใครพรรคใดรวมเสียงได้เกินกลุ่มหนึ่ง ตนโหวตให้กลุ่มที่พรรคการเมืองเหล่านั้นเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี สมมติพล.อ.ประยุทธ์ โหวตได้เกิน 251 ตนก็ต้องเลือก แต่หากเพื่อไทยรวมได้เกิน 251 ตนก็ต้องเลือก ไม่ว่าจะเสนอชื่อใคร จุดยืนของตนชัดเจน เลือกเสียงข้างมาก ไม่ปฏิเสธ ไม่ขัดข้อง
คุณเสรี สุวรรณภานนท์ เผยต่อว่า มี ส.ว.ที่คิดแบบ อ.วันชัย ไม่น้อย แต่ส่วนตัวตนเองข้อสำคัญคนจะเป็นนายกฯ ได้ต้องเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม ถึงแม้จะมีพรรคการเมืองเสนอมา แต่เราอาจจะมองว่าพรรคการเมืองนั้นมีนโยบายเป็นอย่างไร ทำได้จริงไหม หรือเป็นนโยบายที่ปฏิบัติไม่ได้ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ตนเองอาจจะไม่เลือก แม้ว่าจะรวมเสียงได้เยอะ หรือว่าเสนอแนวทางประชาชนได้รับผลกระทบที่รุนแรง
ซึ่งเป็นเงื่อนไขส่วนตัว ถ้าเพื่อไทยเสนอคนที่มีอำนาจได้ หรือก้าวไกลเสนอได้ใคร ก็ต้องคิดดูก่อน เพราะบางคนมีข้อดีข้อเสียที่ต่างกัน วันนั้นค่อยมาตัดสินใจว่าคนที่เหมาะสมที่สุดจะเป็นใคร เพราะตนเคารพเสียงของประชาชน แต่เกณฑ์ของตนไม่เหมือนคนอื่น ที่สำคัญคือต้องเป็นพรรคการเมืองที่ปกป้องสถาบัน แต่ถ้าสร้างความเดือดร้อนในอนาคต ตนก็จะต้องตัดสินใจที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งในกลุ่ม 250 ส.ว. ไม่รู้ว่าใครกำหนดอย่างไร แต่เรื่องอย่างนี้เป็นการเมืองตนต้องหาเสียง หารือ และถกแถลงกัน แต่เขาจะลงคะแนนอย่างไรก็ต้องคุยกันอีกครั้ง
คุณวัยชัย เผยต่อว่า ตนเชื่อว่าเสียง ส.ว. เปลี่ยนจากแต่เก่าเยอะ เชื่อว่าแนวคิดใครได้เสียงข้างมากแล้วจะโหวตให้ มีจำนวนมากที่เห็นด้วยกับหลักการนี้ สมมติว่าถ้าเพื่อไทยได้ 250 จริง แล้วรวมกับพรรคอื่นได้อีกเกิน 380 ก็ไม่ต้องอาศัย ส.ว.แล้ว แต่ถ้าเพื่อไทยได้ 200 แล้วรวมกับพรรคอื่น มันก็จะขาดเสียง ส.ว.เล็กน้อย ในความคิดของตนคาดว่าประมาณ 80 เสียงของ ส.ว.จะโหวตให้กับพรรคที่รวมเสียงข้างมากได้
ขณะที่ คุณเสรี กล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นต้องเข้าใจว่าการเมืองไทยแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมานาน ประชาชนไทยจำนวนไม่น้อยที่คิดต่าง ตนคิดว่ามันครึ่งๆ และใกล้เคียงกัน แต่หลังจากเลือกตั้งแล้ว การรวมกันของพรรคการเมืองมันเป็นไปได้ยาก ตัวตัดสินในสายตาตนมันอยู่ที่ ส.ว. ซึ่ง ส.ว.ก็ต้องประเมินสถานการณ์ดูว่าใครควรจะได้เป็น ซึ่งหาก ส.ว.งดออกเสียง แบบไม่ถึง 376 ก็ต้องพยายามไปคุยให้ผ่านให้ได้ หากมันเกิดขึ้นไม่ถึงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ก็อาจจะมีนายกฯ นอกบัญชี หรือเอาคนในพรรคมาเสนอกันให้ได้ ซึ่งเป้นไปได้หลายทาง
สุดท้าย คุณวันชัย เผยว่า หลักการของตนคือยึดหลักการเดิมคือ ใครได้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง มั่นใจว่าจะเป็นหลักที่ตอบสนองต่อประชาชาชน เป็นหลักประชาธิปไตย และเชื่อว่าวิธีการแบบนี้จะก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง แต่ถ้านอกเหนือจากนี้ ตนไม่มั่นใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่มั่นใจว่ามันจะผ่านไปได้ด้วยดี.