"ชาติพัฒนากล้า" ดัน "มูเตลู" ซอฟต์พาวเวอร์ทำเงิน ผุดนโยบายแจกจังหวัดละ 1,000 ล้านบาท ทำแลนด์มาร์กสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ด้าน "นายกฯอุ๊" เผยตลาดจีนโตมาก ส่งออกพระเครื่องปีละพันล้าน

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 66 ที่ไอคอนสยาม ชมรมพระเครื่องสุขสยาม นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ อุ๊ กรุงสยาม ผู้บริหารชมรมฯ และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ www.uamulet.com จัดเสวนามองอย่างเซียน "ทิศทางวงการพระเครื่องปี 66" โดยเชิญเซียนพระชั้นนำของเมืองไทย ได้แก่ นายธนัท ชัยวชิรศักดิ์ หรือ นัทแฟนพันธุ์แท้ พูดในหัวข้อ "จตุคามรามเทพ ความนิยมของพ่อจตุคาม จะกลับมาหรือไม่อย่างไร" นายกฤษฎา ไทยสำราญ หรือ ต้อม นครสวรรค์ พูดในหัวข้อ "พระสมเด็จซื้อขายกันร้อยล้านจริงหรือไม่" นายซิยี่ เจสัน ชาวจีนที่ชื่นชอบสะสมพระเครื่องและเปิดศูนย์พระเครื่องในไทย พูดในประเด็น "ทิศทางตลาดพระเครื่องไทยในประเทศจีน" โดยงานนี้ได้เชิญ นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) ผู้ผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจสายมู สู่นโยบายพรรคการเมือง มาพูดในหัวข้อ "Soft Power พระเครื่อง" ด้วย

โดย นายวัชรพงศ์ กล่าวว่า ชมรมพระเครื่องสุขสยาม แม้จะเป็นชมรมเล็ก แต่จากความเปลี่ยนแปลงในวงการพระเครื่อง ที่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ก็สามารถเชื่อมสู่ระบบใหญ่ได้ และต่อไปจะมีการออกบัตรรับรอง (ใบเซอร์) พระเครื่องต่างๆ ด้วย นอกจากนี้ยังมีช่องทางการสื่อสาร สร้างการรับรู้ทางผลิตภัณฑ์ที่จะเจาะตลาดต่างประเทศ ที่มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก หากมีการรักษามาตรฐานและไม่มีการประโคมข่าวโจมตี จากข้อมูลพบว่าแต่ละปีมีชาวจีนมาซื้อพระเครื่องจากไทยถึงหลักพันล้านบาท แต่เดิมคนจีนจะไม่รู้จักพระเครื่องไทยมากนัก แต่เมื่อมีการเผยแพร่ข้อมูลทางโซเชียลมีเดียมากขึ้น เริ่มมีการตื่นตัวและนิยมหาพระเครื่องไทยมาสะสม

...

ด้าน นายวรวุฒิ กล่าวว่า พรรคชาติพัฒนากล้า มีนโยบายเศรษฐกิจเฉดสีหาเงินเข้าประเทศ 5 ล้านล้านบาท ในไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเศรษฐกิจสายมู คือเศรษฐกิจเฉดสีขาว ที่จะให้งบประมาณพัฒนาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จังหวัดละ 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะถือว่าเป็นตัวที่เข้ามาช่วยหารายได้เข้าประเทศ

นายวรวุฒิ กล่าวต่อว่า เรื่องของสายมูคนรุ่นใหม่หรือบางคนอาจมองเป็นเรื่องงมงายหรือไสยศาสตร์ แต่ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มาก เพราะพระเครื่องอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ทำหน้าที่เป็นจิตแพทย์ช่วยให้สังคมไม่เครียดมากและมีความหวัง บางครั้งอาจมีความย่ำแย่ หดหู่ แต่เมื่อไปไหว้พระแล้วสิ่งเหล่านี้ก็ช่วยบรรเทาจิตใจได้ นอกจากนี้ยังมองว่า วัตถุมงคลขอไทยยังสามารถถอดแบบพิมพ์ให้สวยงามกว่าก็ได้ แต่สิ่งที่ประเทศอื่นไม่สามารถทำได้เหมือนไทย คือเรามีพระเกจิอาจารย์ ทำพิธีพุทธาภิเษกปลุกเสกทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ขลัง มีพุทธคุณด้านต่างๆ ซึ่งไม่มีประเทศใดสู้ได้และเป็นจุดแข็งที่จะเพิ่มมูลค่าพระเครื่องของไทย สิ่งสำคัญคือเราจะต้องบอกเรื่องราวได้ว่า พระแต่ละองค์มีประวัติและพุทธคุณแตกต่างกันอย่างไร รวมทั้งเราจะมีการออกใบรับรองกำกับว่าเป็นของแท้ผ่านการปลุกเสก และต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ซึ่งถ้าหากยึดแนวทางนี้เชื่อว่า ไม่เฉพาะประเทศจีนเท่านั้นที่จะเป็นลูกค้ารายใหญ่ของไทย แต่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียก็จะให้ความสนใจพระเครื่องของไทยเช่นเดียวกัน และเชื่อว่าหากเราพัฒนาให้ดี ไทยก็จะเป็นผู้นำในการสร้างวัตถุมงคลของโลกได้อย่างแน่นอน

"อย่างเช่นช่วงโควิดฯ เศรษฐกิจซบเซาเสียหายทั้งประเทศ แต่ปรากฏว่าที่จ.นครศรีธรรมราช กลับมีเที่ยวบินวันละ 52 เที่ยวไปลง คนไปไหว้ "ไอ้ไข่ วัดเจดีย์" ซึ่งก็ไม่ทำให้เฉพาะวัดเท่านั้นที่มีรายได้ แต่ยังทำให้พ่อค้าแม่ค้าบริเวณโดยรอบค้าขายอยู่ในบริเวณใกล้เคียงมีรายได้ 4-5 แสนบาทต่อเดือน และยังทำให้สินค้า OTOP ของชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวหายดิบขายดีไปด้วย และคนที่ไปก็ไปหาของอร่อยทานอีก ทำให้มีรายได้กระจายไปทุกภาคส่วนของจังหวัด ดังนั้นความศรัทธาพาให้คนเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัด ซึ่งต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจสายมู เป็นซอฟต์พาวเวอร์อย่างแท้จริง" นายวรวุฒิ กล่าว

นายวรวุฒิ กล่าวด้วยว่า เรื่องของวัตถุมงคลเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ต่างชาติไม่มี และไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ เนื่องจากเรามีเกจิอาจารย์และพิธีพุทธาภิเษก ซึ่งราคาคนละเรื่อง เพราะมีเรื่องราวและคอนเทนต์กำกับ เชื่อว่าจาก 10 ล้านคนจะขยายเป็น 100 ล้านคนได้แน่นอนไม่เกิน 2 ปี แต่ต้องทำสตอรี่เป็นภาษาจีน เพื่อพัฒนาวงการพระเครื่องได้อีกมหาศาล แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีมาตรฐานด้วยการออกใบรับรอง เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจว่าเป็นของแท้โดยอาจจะเชื่อมต่อจากเว็บไซต์ที่มี

ด้าน นายเจสัน ฟางซิยี่ นักธุรกิจจีน กล่าวว่า ส่วนตัวสนใจสะสมพระเครื่องไทยมากว่า 15 ปีแล้ว โดยเริ่มสะสมจากวัดหลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี, หลวงปู่หมุม วัดบ้านจาน จ.สุรินทร์, หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง, แปะโรงสี จ.ปทุมธานี, กุมารทองหลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม จ.นครปฐม, หลวงพ่อรวย วัดตะโก จ.อยุธยา ฯลฯ และเป็นคนแรกที่เปิดร้านจำหน่ายพระเครื่องไทย ที่มณฑลกุ้ยโจว จากนั้นได้เปิดร้านจำหน่ายพระเครื่องทั้งออนไลน์ และมีหน้าร้านทั้งในประเทศไทยและจีนด้วย ขณะนี้คนจีนไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน มีความสนใจในพระเครื่องไทย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการซื้อขายผ่านช่องทางแอปฯ เถาเป่าและติ๊กต่อก ซึ่งตนก็มีรายได้จากการหาพระเครื่องไทยไปให้คนจีนเช่าและสะสม อย่างน้อยเดือนละไม่ต่ำกว่า 7-10 ล้านบาท ส่วนตัวเริ่มต้นจากสนใจแป๊ะโรงสี จ.ปทุมธานี เช่ามาราคาหลักล้านบาท แต่ตอนนี้มีคนจีนมาติดต่อขอเช่าให้ราคาสูงถึงกว่า 10 ล้านบาท แต่ตนก็ยังไม่ตัดสินใจที่จะปล่อย

ด้านต้อม นครสวรรค์ กล่าวว่า มีคนถามเยอะมากว่า พระสมเด็จราคาร้อยล้านจริงหรือไม่ ทั้งนี้ก็ต้องดูว่าพระสมเด็จองค์นั้นสมควรแก่ราคาหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ แล้วราคาพระสมเด็จบางองค์สูง 150-300 ล้านบาท แต่เจ้าของไม่ขาย เพราะเป็นองค์ตำนานมีไม่เกิน 10 องค์ในประเทศไทย พระเป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้ โดยที่เราไม่ได้คิดไปเองว่าแพง หลายคนพร้อมจ่ายเงินเป็นร้อยล้านอีกหลายท่าน และเขารอว่าเขาชอบหรือเปล่า พระเป็นสิ่งที่อยู่คู่คนไทยมานานแสนนาน และราคาขึ้นมากกว่าราคาทอง และโดยส่วนตัวก็ภูมิใจกับคำว่าเซียนพระ

ด้าน นายวัชรพงศ์ กล่าวเสริมว่า ตนก็ภูมิใจในความเป็นเซียนพระ เนื่องจากได้มีโอกาสศึกษาเรื่องราว ซึ่งพระแต่ละองค์จะมีเรื่องราวที่แตกต่างกันไป และถ้าเป็นพระเก่าแก่จริงๆ จะมีเพียงไม่กี่องค์ซึ่งหายากมาก บางองค์มีอายุนับพันปี คุณค่าของพระเครื่องเป็นเรื่องของจิตใจ และคนที่พร้อมซื้อเพื่อสะสมมี ดังนั้นตลาดพระเครื่องจึงไม่มีวันซบเซา และมีโอกาสพัฒนาได้อีกมาก