ประกาศ ป.ป.ช. ให้เจ้าพนักงานของรัฐหลายตำแหน่ง รวมถึงรองผู้ว่าฯ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน มีผลบังคับหลังพ้น 60 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา 103 (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2566 ลงนามโดย พลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประกาศ ณ วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2566 มีเนื้อหาดังนี้

โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 103 พ.ศ. 2561 เพื่อกำหนดตำแหน่งของเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพิ่มเติม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 28 (3) ประกอบมาตรา 203 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจึงออกประกาศไว้ โดยให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ทั้งนี้ ในเนื้อหาได้กำหนดตำแหน่งของเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ประกอบด้วย

  • รองอธิบดีอัยการ
  • รองอธิบดีอัยการภาค
  • ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน
  • ผู้ช่วยผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
  • ผู้ช่วยผู้ตรวจเงินแผ่นดิน
  • ผู้อำนวยการสำนักกำกับและส่งเสริมการตรวจเงินแผ่นดิน
  • ผู้อำนวยการสำนักวินิจฉัยความผิดวินัยการเงินการคลัง
  • รองผู้ว่าราชการจังหวัด
  • รองอธิบดีศาลปกครองชั้นต้น
  • รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
  • รองเลขาธิการวุฒิสภา

...


ทั้งนี้ การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาค ที่ได้ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในตำแหน่ง ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ตามประกาศฉบับนี้

(อ่านฉบับเต็ม)