เปิดปากกับภาคภูมิ พูดคุยกับ "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมลงสนามเลือกตั้ง 2566 พร้อมพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง แก้ปัญหาภัยแล้ง ความยากจนให้ประชาชน
วันที่ 7 เมษายน 2566 ในรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ดำเนินรายการโดย นายภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ ได้พูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในประเด็นการเลือกตั้ง 2566 กับการชูนโยบายก้าวข้ามความขัดแย้ง และแก้ปัญหาความเป็นอยู่ให้กับพี่น้องประชาชน
เมื่อให้บอกถึงตัวตัวตนของ พล.อ.ประวิตร ว่าเป็นคนอย่างไร พล.อ.ประวิตร เผยว่า ตนเองเป็นคนง่ายๆ ทำอะไรก็ง่ายๆ อยากประสานกับความสงบเรียบร้อย ให้เกิดขึ้นทุกคน ไม่ให้ทะเลาะกัน เป็นความต้องการของตน ที่อยากให้ประชาชนรักกันทุกคน เป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่ทำให้ประเทศเทศชาติมีความเจริญเกิดขึ้น
ส่วนหลายคนยกย่องว่าเป็นพี่ชายใจดี พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนเองก็ทำอะไรให้ทุกคน ที่ไม่ผิดกฎหมาย เพราะทุกคนที่มาหา เขาเดือดร้อน เราช่วยได้ก็ช่วย แต่ถ้าทำผิดกฎหมายก็ไม่ช่วย
...
ส่วนในกรณี พล.อ.ประวิตร ได้ช่วยเหลือ คุณสายสมบุญ ที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก จากปัญหาที่ดินทำกิน พล.อ.ประวิตร เผยว่า ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะเรื่องการถูกโกง ตนถือว่าเป็นความเดือดร้อนของรัฐบาล ถ้าเรารู้ว่าตรงไหนต้องแก้ปัญหาให้ประชาชนได้รับความสะดวกสะบายได้ ก็จะแก้ทันที ส่วนเรื่องที่ดินทำกิน เพราะประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ มีบ้านช่องของตัวเอง แต่ส่วนน้อยที่ไม่มีที่ดินทำกิน หรือที่อยู่อาศัยเลย
รัฐบาลชุดนี้ก็พยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่ ที่อาศัย และที่ทำกิน ตนทำมาทุกจังหวัดแล้ว ส่วนใหญ่ที่ตนไปดู ก็เดือดร้อนเรื่องที่ทำกิน ซึ่งประชาชนได้รับความเดือนร้อน โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัย และที่ทำกินอย่างไร่นา ที่ต้องไปเช่าเขาอยู่ ถ้าสมมติจัดสรรให้เขาอยู่ได้ รัฐบาลชุดนี้ก็พยายามทำให้ตลอด ทุกพื้นที่ รวมถึงเรื่องน้ำด้วย เพราะประเทศไทย เป็นพื้นที่การเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ต้องการน้ำ เราจึงพยายามสอนให้เขากักเก็บน้ำในช่วงหน้าร้อน เพื่อไม่ให้ขาดแคลน พยายามสอนให้ประชาชนรู้ ว่าการเก็บน้ำต้องทำอย่างไร
สำหรับการจัดสรรที่ดินทำกินนั้นยากมาก เพราะมันเกี่ยวข้องกันไปหมด หน่วยงานต่างๆ ทับซ้อนกันไปหมด ประชาชนก็เข้ามา จึงต้องไกล่เกลี่ยกันแบ่งให้คนรับผิดชอบ เพื่อจะทำให้ประชาชนมีพื้นที่อยู่อาศัย ซึ่งรัฐบาลก็พยายามทำมาโดยตลอด และต้องทำงานร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรที่ดูแลเรื่องเหล่านี้ กว่าจะเสร็จเรื่องนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร
ด้านการบริหารจัดการน้ำ 4 ปีที่ตนดูแลอยู่ ไม่มีปัญหาเลย ตนพยายามทำให้ประชาชนได้เข้าใจถึงวิธีการเก็บน้ำผิวดิน เก็บน้ำใต้ดิน เพราะประเทศเราอาศัยน้ำจากฝนอย่างเดียว ฉะนั้นก็ต้องเก็บน้ำไว้ใช้ รัฐบาลก็พยายามมาเยอะหลายจังหวัด เพื่อประชาชน นโยบายของพรรคพลังประชารัฐเรื่องเหล่านี้ ก็ยังทำอยู่ และจะทำมากขึ้นด้วย
ส่วนปัญหาการค้ามนุษย์ ที่มีการขยับจากเทียร์ 3 มาอยู่ เทียร์ 2 พล.อ.ประวิตร เผยว่า ตนทำตั้งแต่อยู่เทียร์ 3 ซึ่งทางสหรัฐฯ เป็นคนออกกฎเกี่ยวกับปัญหาการค้ามนุษย์ให้หมดไป เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราจึงพยายามทำให้พวกราชการรู้ก่อน ว่าการค้ามนุษย์เป็นอย่างไร
ซึ่งตนก็ทำมาตลอด โดยเลื่อนจาก เทียร์ 3 มาเป็น เทียร์ 2 ซึ่งในปีหน้าก็จะพยายามทำให้เป็น เทียร์ 1 แต่ยังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องแรงงานนอกระบบ แรงงานในทะเล แรงงานประมง เพราะบางคนออกไปในทะเลหลายปีแล้วไม่ได้กลับมาเลย หรือสูญหายไปเลยแล้วไม่ได้กลับมา
ก็พยายามทำให้ข้าราชการเข้าใจถึงแรงงานประมงผิดกฎหมายเหล่านี้ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการประมงและการค้ามนุษย์ ซึ่งต้องใช้ร่วมกัน ระหว่างตำรวจ กรมประมง กระทรวงแรงงาน หลายๆ กระทรวงที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งยากลำบากมาก แต่เราก็พยายามทำ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ข้าราชการต้องเข้าใจ ถึงวิธีการว่าแรงงานนอกระบบเป็นอย่างไร เราทำผิดกฎหมายต้องแก้ไขอย่างไร โดยเราก็ได้อบรม จนมีความเข้าใจมากขึ้น แต่การแก้ปัญหานี้ยากมาก เพราะหลายคนมีหลายความคิด
เมื่อถามถึงปัญหาที่ห่วงใยประชาชนมากที่สุด พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เรื่องแรงงานสำคัญที่สุด อย่างแรงงานนอกระบบ ที่ไปอยู่ในทะเลนานแล้วสูญหาย เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าเขาหายไปไหน หรือเสียชีวิตอย่างไร ซึ่งถ้าเราทำได้ ก็จะสามารถรักษาทรัพยากรทางน้ำได้อย่างมากมายเลย ตอนนี้ตนได้ติดกล้องทุกท่าเรือแล้ว เวลาเข้าออก ก็ต้องมีการตรวจสอบให้ครบ
ส่วนเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พล.อ.ประวิตร เผยว่า ตนเองดูแลเรื่องน้ำ เพราะเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ต้องทำนาทำไร่ ผลไม้ต่างๆ ที่ส่งออกนอกประเทศ ก็ต้องการน้ำและที่ดิน ในการปลูกและพัฒนาให้มันดีขึ้น ตนเองสนใจว่าประชาชนจะต้องอยู่ดีกินดีจากเดิมที่เป็นอยู่
เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องยาก แต่เราก็พยายามทำ ถ้าตนได้มีสิทธิ์ที่จะเป็นรัฐบาลต่อไป ก็จะพยายามทำให้มันดีขึ้น เพราะห่วงใยประชาชนกลุ่มเปราะบาง ที่มีรายได้น้อย เพื่อยกระดับเขาให้ได้ ซึ่งทางพรรคก็มีความสนใจเรื่องนี้มาก ได้ประสานงานกับรัฐบาลจีน ว่าเขาทำอย่างไรบ้าง เพราะคนเขาเยอะ แต่ก็ยังมีความเจริญ
ส่วนนโยบาย '3 4 5 และ 6 7 8' เป็นเรื่องของผู้สูงอายุ คือ คนที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ได้เงิน 3,000 ส่วน 70 ขึ้นไปได้ 4,000 บาท อายุมากขึ้นก็ได้รายได้เพิ่มขึ้นตามลำดับ เrราะประเทศเราคนอายุยืนเยอะ และมีรายได้น้อย โดยเฉพาะชาวนาชาวไร่ พอแก่แล้วก็ไม่มีรายได้ เราจะให้เงินเฉพาะผู้ที่ไม่มีบำนาญ และยังมีการช่วยตั้งแต่พวกคลอดลูกมาเลย จนถึงอายุ 6 ปี ส่วนบัตรสวัสดิการรัฐก็มีให้อีก ทั้งหมดที่เป็นนโยบายที่ถ้าหากตนได้เข้าไปเป็นรัฐบาล จะทำทันที อะไรที่แก้ปัญหาได้ จะแก้ได้ทันที ส่วนที่ยังทำไม่ได้ ก็จะบอกเลยว่าทำไม่ได้ เพราะอะไร
สำหรับเรื่องค่าแรง พล.อ.ประวิตร เผยว่า ลำบาก 3 ฝ่ายต้องประชุมและตกลงกัน ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล เป็นเรื่องของแรงงาน กระทรวงแรงงงานที่เกี่ยวข้อง แล้วศูนย์แรงงาน ต้องประชุมกัน รวมถึงนายจ้างและลูกจ้างด้วย เพราะไม่ใช่เงินของรัฐบาล เป็นนายจ้างจ่ายให้ แล้วยังต้องขึ้นอยู่กับว่าผลิตผลเป็นอย่างไร ในมุมมองของตนมันต้องดูสถานการณ์ปัจจุบัน ว่าเป็นอย่างไร แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร เรื่องนี้มันต้องดูหลายฝ่าย และประชุมร่วมกัน อย่างในรัฐบาลชูดนี้ก็ขึ้นไม่ได้ จากเหตุผลที่บอกข้างต้น
ส่วนเรื่องโควิด-19 นี่คือตัวร้ายเลย พลอยทำให้ความเจริญเติบโตของรัฐบาลชุดนี้ช้าไป ความจริงรัฐบาลนี้ทำอะไรให้ประเทศชาติเยอะมาก โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน แต่มาติดเรื่องโควิด-19 ซึ่งประเทศเรามี 2 อย่างคือความขัดแย้งด้านสาธาราณะสุข ที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการเจริญเติบโต
ในประเด็นเรื่องหมายเลขผู้สมัคร ที่ได้มาแล้วคือเลข 37 พล.อ.ประวิตร เผยว่า มันก็เป็นเรื่องแปลก เพราะมั่นใจว่าจะได้เบอร์ต่ำหน่อย พอขึ้นไปคนที่ 37 จับออกมาก็ยังได้เบอร์ 37 อีก ฉะนั้นต้องเป็นเบอร์ที่สมพงษ์กับพรรคตน แม้ตนอยากได้เลขตัวเดียว จะได้หาเสียงง่ายๆ แต่พอได้แบบน้ีก็ดีเหมือนกัน
ซึ่งการเลือกตั้งในครั้งนี้ พลังประชารัฐอยากจะได้ ส.ส. เท่าเดิม แต่คงไม่ได้ เพราะมีคนแยกจากพรรคไปเยอะ แต่เราก็ทำให้ดีที่สุด ส่วนเหตุผลที่มองว่ายาก เพราะว่าในการต่อสู้ครั้งนี้ ทุกคนก็มีความตั้งใจจะทำงานให้กับประชาชน ต่างคนต่างหาเสียง ความจริงพรรคต่างๆ ก็สั่งสมอะไรมาเยอะตลอด 4 ปี ซึ่งยากมากที่จะเข้าใจว่าประชาชนจะเลือกพรรคไหน ทุกคนก็มีความหวังดีต่อบ้านเมืองทั้งนั้น ก็พยายามจะทำเต็มที่
สำหรับโมเดลที่จะพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง ตนคิดว่าคนไทยทุกคน เป็นคนไทยที่จะรักและมีความสามัคคีกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อจะนำพาประเทศนี้ไป ส่วนความคิดทางการเมือง ใครจะคิดอย่างไรก็มาพูดจากัน มาบอกว่าเราจะทำอย่างไร เพราะทุกคนต้องการให้ประเทศชาติเจริญ ให้มีความรัก ความสามัคคี มีความสงบ
ตนก็ต้องการแบบนั้น ถ้าทุกคนมีความคิดเป็นหนึ่งเดียว ว่าจะทำประเทศให้เจริญ แล้วร่วมมือกัน ก็จะทำให้ประเทศเจริญไปด้วยความเรียบร้อย เรื่องการแบ่งขั้นทางการเมือง ใครมีความคิดอย่างไรก็ว่าไป แต่ทุกคนก็คือคนไทย เราต้องมาสร้างความเจริญให้กับประเทศชาติ มาคุยกันว่าทำอย่างไรให้เกิดความสงบ
ส่วนบทบาทของพรรคพลังประชารัฐตนก็พยายามทำเต็มที่ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับเสียงที่เราจะได้ เพราะการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นอยู่กับจำนวน ส.ส. แต่จุดยืนของพรรคพลังประชารัฐ คือ ใครที่จำนวน ส.ส. มาก ก็จัดตั้งรัฐบาล หากอันดับ 1 ไม่ได้ก็อันดับ 2 ไล่ลงมาเรื่อยๆ เป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกัน
ส่วนเรื่องของแคนดิเดตนายกฯ หากเสียงเกินครึ่ง ตนเองก็จะโหวตให้ แม้ว่าพลังประชารัฐจะอยู่ในนั้น หรือไม่อยู่ก็ตาม สำหรับเรื่องการจับมือจัดตั้งรัฐบาล ตนไม่ได้คิดเรื่องนั้น รวมกับใครก็ได้ไม่เป็นไร ขอดูตัวเลขเป็นหลักก่อน
อยากฝากถึงประชาชนว่า ท่านจะเลือกใครก็ได้แล้วแต่ท่าน จงเลือกคนที่มีความมั่นคงต่อประเทศชาติ มั่นคงต่อสถาบัน และทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าให้คนมาทำงานให้กับประชาชนได้ ก็จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และยกฐานให้กับประชาชนได้
ส่วนความเป็นพี่เป็นน้องของตนกับ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังเหมือนเดิม ท่านอยากจะไปอยู่ที่ไหนก็เรื่องของท่าน เรายังเป็นพี่น้องกัน เรื่องการเมืองเป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคล เพราะทำงานให้กับประชาชนด้วยกันทั้งนั้น ขึ้นอยู่ว่าท่านจะเลือกใคร
อย่างไรก็ตาม สามารถติดตามรายการเปิดปากกับภาคภูมิ ได้ในทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 15.30 น. ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32.