เปิดปากกับภาคภูมิ พูดคุยกับ "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" หัวหน้าพรรคก้าวไกล เผยทิศทางของพรรคก้าวไกล กับการเลือกตั้ง 2566 มั่นใจพร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทาย เพื่อแก้ไข-เปลี่ยนแปลงประเทศ

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 29 มีนาคม 2566 ในรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ดำเนินรายการโดย นายภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ ได้พูดคุยกับ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในประเด็นการเลือกตั้ง 2566

คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงโพลนายกในใจคนกรุงเทพฯ ที่ก้าวไกลได้รับคะแนนเสียงเยอะว่า ก็ขอบคุณทุกคนที่ให้ความไว้วางใจ จะไม่ทำให้ผิดหวัง ผ่านการทำงานต่างๆ มั่นใจว่าจะทำให้ดียิ่งขึ้น เป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ใช่แค่แคนดิเดตผู้ว่าฯ ที่จะนำคะแนนนี้ไปขับเคลื่อนความหวังที่จะไปอยู่ทั่วประเทศ จากนโยบายจากพรรคก้าวไกล ให้ประเทศไทยกลับมามีความหวังอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับการเป็นแคนดิเดตในวัย 42 คิดว่าเป็นจุดแข็ง เพราะตนเป็นคนร่วมสมัย ที่เข้าใจคนรุ่นใหม่ ทำให้ยังทันกัน เข้าใจถึงจุดยืนทางการเมือง และก็ยังเข้าใจคนในรุ่นก่อน ที่เขายังมีความรู้สึกนึกถึงอดีต เหมือนกับต่างประเทศที่เห็นว่านายกฯ จะมีอายุประมาณ 40 ปีมากยิ่งขึ้น ซึ่งตนก็มีความพร้อมและมีเข้าใจในเรื่องต่างๆ จากประสบการณ์ทั่งภาคส่วนเอกชนและภาครัฐ

...

ความพร้อมจากความร่วมสมัย เข้าใจต่างประเทศ-ต่างจังหวัด และเข้าใจภาครัฐและเอกชน น่าจะทำให้ตนสามารถผลักดันและช่วยเหลือประชาชนได้ เพราะในปัจจุบันเราไม่สามารถเอาแค่ประสบการณ์เก่าๆ มาใช้กับปัญหาใหม่อย่างเดียว ซึ่งพรรคก้าวไกลมีทีมและความกล้าหาญ กล้าคิดกล้าทำ เพื่อแก้ปัญหาความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ จากเจตจำนงที่แน่วแน่แตกต่างจากนักการเมืองพรรคอื่นที่ไม่เคยมีใครทำมา

สำหรับจุดยืนการโหวตพรรคก้าวไกล คืออยู่เคียงข้างประชาชน ส่วนจุดยืนของพรรคก้าวไกลในการเลือกนายกฯ  คือดูตามเจตจำนงของพี่น้องประชาชน ว่าได้เลือกว่าใครมาเป็นอันดับ 1 ถ้าประชาชนเลือกใคร ตนจะเลือกตามนั้น เพราะถือว่าเขาเหมาะสม ประชาชนถึงเลือกจนเป็นเสียงอันดับ 1

ส่วนเรื่อง ส.ว. ในปี 2566 ไม่ควรฝืน เพราะประชาชนจะมีความรู้สึกแปลกแยกมากขึ้นไปอีก ความชอบธรรมในการบริหารก็จะยากขึ้นไปอีก ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลจะยิ่งยากไปอีก รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะกลายเป็นนรกบนดิน

ซึ่งตนคิดว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านในปัจจุบัน คือคำตอบในการจัดการปัญหาท้าทาย และพร้อมที่จะจัดรัฐบาลได้ดีที่สุดในปัจจุบัน และทางพรรคก้าวไกล จะไม่มีทางจับมือกับคนที่ยึดอำนาจมาแน่นอน หากประชาชนเลือกก้าวไกลเข้ามาจนทำให้น้ำหนักทางการเมืองที่มากพอ ให้มั่นใจได้เลยว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปตามระบบ และทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องและเศรฐกิจได้ดียิ่งขึ้น จากการเมืองที่นิ่งแล้ว

หากพรรคที่ได้อันดับ 1 ไม่ได้เป็น ส.ส. ก็เป็นสิทธิ์ของเขา เพราะเป็นตามกลไกของรัฐธรรมนูญ แต่การที่พรรคก้าวไกลเป็น ส.ส.ยึดโยงกับประชาชนแบบนี้ดีกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของประชาชนที่เขาตัดสิน ซึ่งหากเขาได้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ตามที่พี่น้องเลือกแต่ไม่ได้ ส.ส. อันนี้ตนก็ต้องเลือกให้เขาเป็น หากมีการเลือกหรือเสนอมานอกสภา โดยที่ไม่เคยไปพบปะกับพี่น้องประชาชนอันนี้ยอมไม่ได้

ส่วนที่ถามว่า เพื่อไทยกับก้าวไกลจับมือจัดตั้งรัฐบาลได้ไหม ตนไม่ปัญหา เพราะเป็นผลประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน เป็นช้อนกับส้อมผลักประเทศไทยออกจากทศวรรษที่สูญหายไปได้ ยิ่งถ้าได้พรรคฝ่ายค้านในปัจจุบันเป็นรัฐบาล ก็เชื่อว่าน่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ดี 

สำหรับนโยบาย การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ตนคิดว่า ม.112 มีปัญหาจริง ซึ่งในปัจจุบันหลายพรรคก็เริ่มเห็นด้วย เกี่ยวกับโทษที่สูงสุดเกินไป หรือต้องแก้ไขกฎหมายที่ว่าฟ้องใครก็ได้ เป็นการทำงานทางความคิด จะเริ่มเห็นว่าก้าวไกลไม่ได้โดดเดี่ยว

ส่วนในเรื่องพ่นสีกำแพงที่เป็นข่าว ตอนนี้โดน พ.ร.บ.ความสะอาด ซึ่งตนคิดว่าฝ่ายผู้มีอำนาจ ก็น่าจะได้เรียนรู้ว่าเป็นการสร้างความแตกแยกความสัมพันธ์ ระหว่างประชาชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์

และเชื่อว่านโยบายแก้ไข ม.112 จะไม่เป็นปัญหาในการจับมือจัดตั้งรัฐบาล เพราะพรรคการเมืองจะฟังเสียงพี่น้องประชาชน และมั่นใจว่าจะไม่โดดเดี่ยว

โดยนโยบายของก้าวไกล คือการเสนอแก้ไข ม.112 เพื่อให้มีถกกันในสภา ให้คนที่ต่างได้มาพูดคุยกัน ซึ่งต้องเริ่มที่การแก้ไขก่อน ถ้าหากมันมีการทำลายล้างโดยใช้สถาบันพระมหากษัตร์เป็นเครื่องมือ แล้วมีเสนอให้ยกเลิก ก็พร้อมที่จะเสนอ ม.112 เข้าสู่สภา เพื่อให้มีการพูดคุยหาทางออก

แต่เชื่อว่าแก้ไขคือทางสายกลางที่ให้คนมีโอกาสพูดคุยกัน และยังเชื่อว่าการแก้ไขและยกเลิกไม่มีทิศทางตรงกันข้ามกัน และยังเชื่ออีกว่าหากแก้ไขแล้ว จะไม่มีใครต้องติดคุกเพราะเห็นต่างอีกแน่นอน

ในส่วนของคะแนนเสียงเลือกตั้ง ก้าวไกลตั้งเป้า ส.ส. มากกว่าเดิม และเชื่อมั่นว่าทำเต็มเพื่อให้มีน้ำหนักทางการเมืองที่มากในกาพุดคุยและเสนอโหวตเลือกตั้งต่างๆ ส่วนเรื่องของนโยบายคือ การเมืองดี ปากท้องดี พี่น้องมีอนาคต และต้องมีการการกระจายอำนาจเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด เพื่อให้คนที่ใกล้ช่วยแก่ปัญหาท่าน.