“ภท.” โวยถูกศาลเตี้ยปลุกปั่นให้ชิงชัง ดิสเครดิตพรรค “ศุภชัย” ซัด “ชูวิทย์” รับงานกลุ่มเสียประโยชน์มุ่งร้ายทำลาย ฮึ่มป้องศักดิ์ศรีร้อง กกต.เอาผิดอาญา ม.22 ระดมผู้สมัคร ส.ส. 400 เขตยื่นฟ้องทั่วประเทศลั่นฟันทุกรายคนนำข้อมูล “เสี่ยจอมแฉ” ไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง โยนสื่อจับตาเกาะติดดีล ภท.-พปชร.จับขั้วใหม่ “เสี่ยหนู” พลิ้ววงข้าว “บิ๊กป้อม” นัดไว้นานแล้ว ไร้นัยข่มขู่คู่แข่ง ฝ่ายค้านขยี้ซ้ำยื่นศาลรัฐธรรมนูญฝังกลบ “ศักดิ์สยาม” “ชูวิทย์” โต้ต่อต้านภท.ใช้สิทธิพลเมืองตาม รธน.สวนกลับร้อง กกต.ยุบพรรคทิ้ง “ชลน่าน” โดดหนีดีลลับ พปชร. ย้ำไม่คิดจูบปากแนวร่วมเผด็จการ พท.ยกทัพบุกชลบุรี-ระยองท้ารบ “เสี่ยเฮ้ง” กกต.ประกาศ 400 เขตเลือกตั้งใหม่ 11 พรรคเจอร้องยุบพรรค “พท.-พปชร.-ปชป.-รทสช.” ติดบ่วง ชพก.ยื่นศาลปกครองเพิกถอน 13 เขต กทม.พิสดารมัดรวมแขวง ไร้เขตหลัก

หลังจากที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองจอมแฉ ออกมาเคลื่อนไหวอ้างการตรวจสอบการทุจริตในกระทรวงต่างๆภายใต้การกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และรณรงค์ให้ประชาชนไม่เลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ภท. ล่าสุดนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายทะเบียนพรรค ภท. แถลงเตรียมฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมายทั่วประเทศฐานเป็นการปลุกปั่นสร้างความเกลียดชัง มีผลต่อคะแนนนิยมของพรรค ภท.

ภท.โวยเจอศาลเตี้ยปลุกปั่นชังพรรค

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 16 มี.ค.ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายทะเบียนพรรค ภท. แถลงกรณีที่มีบุคคลโจมตีกล่าวหารัฐมนตรีพรรค ภท. เป็นขบวนการปลุกปั่นสร้างความเกลียดชังต่อพรรคมีผลต่อคะแนนนิยมว่าพรรคยืนยันมาตลอด การฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีมีกระบวนการทางนิติบัญญัติตรวจสอบตามขั้นตอนต่างๆ อาทิ การร้องกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม แต่กรณีที่เกิดขึ้นเป็นความพยายามเกินกว่าการตรวจสอบทั่วไป สร้างระบบศาลเตี้ย ปลุกปั่นสังคมให้เกิดความเข้าใจผิด ไม่สนใจข้อเท็จจริงความผิดถูกที่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบ กล่าวร้ายพรรคโดยมีวาระซ่อนเร้น เราปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท ไม่มีการโกงบ้านเมืองอย่างที่พยายามกล่าวหา แน่นอนว่าการดำเนินการของพรรคอาจกระทบคนบางคนบางกลุ่ม หรือนิติบุคคลบางแห่ง แต่เรายืนหยัดเสมอมาว่า เราทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างสมบูรณ์ทุกอย่างภายใต้กฎหมาย ดังนั้นเรื่องถูกผิดต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย

...

ซัด “ชูวิทย์” รับงานกลุ่มเสียประโยชน์

นายศุภชัยกล่าวว่า แต่วันนี้กรณีของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ประกาศอย่างชัดเจนว่ารับงานมาเพื่อมุ่งร้ายทำลายพรรค ภท.กรณีนี้เป็นการใช้สิทธิที่ไม่สุจริตในฐานะประชาชนที่จะติชมด้วยความเป็นธรรม แต่มีเจตนาซ่อนเร้น ใช้เสรีภาพที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พูดอาฆาตมาดร้ายและแสดงออกตามพื้นที่ต่างๆ ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นถามว่า รับงานจากใคร ก็มีข่าวปรากฏออกมาค่อนช้างชัดว่า เป็นกลุ่มบุคคลที่เสียประโยชน์ในสิ่งที่พรรคออกมาปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้น พรรคจะดำเนินการกับบุคคลใดก็ตามที่เข้ามากล่าวร้าย บิดเบือนในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง เราเชื่อมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรม จะไม่ยอมให้กระบวนการที่ทำเหมือนเป็นศาลเตี้ยเข้ามาจนทำให้กระบวนการทางกฎหมายสั่นคลอน

ลั่นขอป้องศักดิ์ศรีขู่ฟ้องทุกราย

นายศุภชัยกล่าวอีกว่า วันนี้นายชูวิทย์หรือใครก็ตามที่นำเรื่องที่นายชูวิทย์แถลง ไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง มุ่งร้าย บิดเบือนพรรค ภท.เราจะดำเนินการทุกคดีกับใครก็ตามที่ใส่ร้ายพรรค ทำให้พรรคเสื่อมเสีย โดยพรรคยึดหลักการเคารพกฎหมาย เมื่อมีบุคคลที่ไม่เคารพกฎหมายเราจำเป็นต้องปกป้องศักดิ์ศรีและคะแนนนิยมของพรรค โดยจะดำเนินการทางกระบวนการยุติธรรมทุกเรื่องกับทุกฝ่ายกับบุคคลทุกคนที่เข้ามายุ่งเกี่ยว นี่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย พรรคจะดำเนินคดีเพื่อปกป้องสิทธิของเรา โดยยึดหลักบ้านเมืองที่ต้องมีขื่อมีแป เราไม่ได้ปิดปากนายชูวิทย์ เพราะถ้าจะใช้เสรีภาพติชมเราไม่มีปัญหา แต่ถ้าใส่ร้ายป้ายสีถือว่าเป็นการล่วงละเมิดต่อพรรค

ประเดิมร้อง กกต.ฟันจอมแฉ

นายศุภชัยกล่าวว่า วันที่ 16 มี.ค.พรรคได้ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งมาตรา 22 ระบุว่า กกต.ต้องมีหน้าที่ในการกำกับดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ให้เกิดความเรียบร้อย ไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งหรือไม่ รวมถึง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 73 ระบุว่าห้ามไม่ให้ผู้ใดใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น ซึ่งมีผลทำให้ประชาชนมีความเข้าใจหลงผิดในคะแนนนิยม ทั้งหมดเป็นโทษทางอาญา บุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของนายชูวิทย์จะมีการดำเนินคดีด้วยเช่น พรรคจะดำเนินคดีโดยหัวหน้าพรรคหรือเลขา ธิการพรรค หากพบว่าผิดจะดำเนินคดี รวมถึงหน่วยงานราชการ เช่น กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่นายชูวิทย์ไปดำเนินการหมิ่นประมาทใส่ร้าย แต่ละหน่วยงานจะดำเนินคดีต่อไป

ระดมผู้สมัคร 400 เขตฟ้องทั่ว ปท.

“มีคนถามว่าทำไมพรรคภูมิใจไทยปล่อยให้นายชูวิทย์ดำเนินการไปเรื่อยๆนั้น ผมยืนยันว่าเรื่องนี้เราจะเริ่มดำเนินคดีฟ้องอาญานายชูวิทย์โดยผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 400 เขต ที่ได้รับความเสียหายจากนายชูวิทย์ และจะร้อง กกต.จังหวัดแต่ละเขต ผมเชื่อว่าท่านไม่กลัวติดคุกเพราะเคยติดคุก อาจเสพติดเรื่องการติดคุก มีคดีมากๆท่านอาจจะชอบก็ได้ แต่พรรคต้องทำเพื่อปกป้องสิทธิปกป้องชื่อเสียงเกียรติคุณของพรรค มีสุภาษิตกฎหมายคำหนึ่งว่าบุคคลจะต้องไปศาลด้วยมือที่สะอาด อาจจะหมายถึงว่าตัวผู้ร้องต้องเป็นบุคคลที่สะอาด ฉะนั้นการที่นายชูวิทย์ไม่ได้ใช้สิทธิโดยสุจริต แต่กระทำด้วยการอาฆาตมาดร้าย นายชูวิทย์จึงไปร้องโดยที่มือไม่สะอาด เรื่องที่นายชูวิทย์ทำในอดีต เช่น การเปิดกิจการอาบอบนวด การรื้อบาร์เบียร์แล้วติดคุก นั่นอาจหมายถึงความสกปรก แต่การที่นายชูวิทย์จะไปกล่าวหาพรรคต้องมือสะอาด และไปด้วยเจตนาของตัวเอง ไม่ใช่เหตุผลว่ารับงานมา” นายศุภชัยกล่าว

เตือนสื่อกลับตัวกลับใจอย่าร่วมผิด

นายศุภชัยกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีสื่อบางสื่อนำถ้อยคำของนายชูวิทย์ไปทำอินโฟกราฟิก ขอฝากว่า ท่านกำลังร่วมกระทำความผิดกับนายชูวิทย์ ขอเตือนว่าวันนี้ท่านยังกลับตัวกลับใจได้ทัน และขอให้หยุดการกระทำไม่เช่นนั้นจะโดนแบบนาย
ชูวิทย์ ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองบางพรรคที่ฉวยโอกาสไปบิดเบือนใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย เราจะดำเนินคดีด้วย สิ่งไหนกระทำโดยผู้บริหารพรรคเราจะยื่นยุบพรรค เช่น พรรคประชาชาติ ที่มีการปราศรัยกล่าวหาพรรคภูมิใจไทยโกง 3 หมื่นล้านบาท โดยอ้างคำพูดของนายชูวิทย์ ซึ่งคนพูดเป็นผู้บริหารพรรคก็เตรียมรับคำร้องเรื่องการยุบพรรคด้วย ถ้าพบหลักฐานเชื่อมโยงถึงคนที่นายชูวิทย์รับงานจะดำเนินคดีด้วยแน่นอนหากพบหลักฐานที่เชื่อมโยง ซึ่งขณะนี้มีหลักฐานอยู่พอสมควรแล้ว ทั้งนี้ถ้านายชูวิทย์ใช้สิทธิโดยสุจริตของท่านก็ถือเป็นสิทธิ แต่หากท่านไม่มีข้อมูลและไปยื่นคำร้องอันเป็นเท็จจะถือว่าเป็นการยิงเท็จได้เหมือนกัน ซึ่งพรรคจะขอศึกษาเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม กว่า 90% ของนายชูวิทย์คือก๊อบปี้จากคนอื่นและเป็นการมโน

ท้าแน่จริงสอบรถไฟสายสีเขียว

นายศุภชัยยังแถลงถึงกรณีที่นายชูวิทย์ระบุมีเอกสารโอนเงินหรือบอกว่ามีเงินทอน 3 หมื่นล้าน โอนจากประเทศไทยไปสิงคโปร์ธนาคาร HSBC ว่า กระทรวงคมนาคมถามไปว่าใครโอนใครรับโอน ทั้งที่โครงการนี้ยังไปไม่ถึงไหน เรื่องยังไม่เข้า ครม.วันนี้นายชูวิทย์ก็เฉไฉไม่ยอมตอบ เหตุเพราะสิ่งที่พูดไม่มีอยู่จริงใช่หรือไม่ นอกจากนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แจ้งข้อกล่าวหากรณีรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียว มีถูกกล่าวหา 13 คน อดีตผู้ว่าฯ กทม. บีทีเอส และผู้บริหาร ตนก็อยากถามนายชูวิทย์ว่า ถ้าคิดว่ามือสะอาดปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ใจสะอาด แน่จริงช่วยไปตรวจสอบเรื่องสายสีเขียวด้วยได้หรือไม่ มีเงินทอนหรือไม่ เรื่องกัญชาก็มีร้านตัวเอง 2 ร้าน และยังเปิดอยู่ ถ้าอยากจะเป็นจอห์น วิค พระเอกดังในภาพยนตร์ฮอลลีวูดก็จงปรับวิธีการ เพราะสิ่งที่คุณทำเป็นเรื่อง “Chuweed” มีคนเชิญไปดีเบตเรื่องกัญชาก็หนี ก็ขอเตรียมรับหมายศาล ซึ่งทุกคดีเราเก็บหมด ต่างกรรมต่างวาระ หนึ่งคดีมีโทษจำคุกซ้อนๆกันอยู่หลายโทษ

โยนสื่อตามต่อจับขั้วใหม่

นายศุภชัยกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ แกนนำพรรคร่วมทานอาหารกลางวันกับ พล.อ.ประวิตรว่า วันนี้ต้องยอมรับว่ามีพรรคการเมืองหลายพรรคประกาศตัวแคนดิเดตนายกฯแล้ว พรรค พปชร.เป็น พล.อ.ประวิตรและเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ การไปทานข้าวกัน แลกเปลี่ยนทางการเมืองเป็นเรื่องปกติทำได้อยู่แล้ว แต่จะเป็นความปกติหรือผิดปกติหรือไม่ สื่อมวลชนต้องติดตามเอาเอง เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ 2 พรรคนี้จะจับมือกันหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า นายศุภชัยกล่าวว่า ตอนนี้ทั้ง 2 คน ร่วม ครม.กันอยู่แล้ว และ พล.อ.ประวิตรเป็นคนที่นายอนุทิน นายศักดิ์สยามและนายชาดาเคารพ การนัดกินข้าวกันเป็นสิ่งที่ดี

“อนุทิน” บอกไร้นัยนัดกันนานแล้ว

ก่อนหน้านี้ ช่วงดึกวันที่ 15 มี.ค.นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “ลึกจากสนามข่าว” ทาง FM 96.0 ชี้แจงกรณีปรากฏภาพแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ร่วมโต๊ะทานอาหารกลางวันกับ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อย่างชื่นมื่นว่า ไม่ได้มีนัยทางการเมือง แต่นัดกันล่วงหน้านานแล้ว ตั้งแต่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี ในฐานะรองหัวหน้าพรรค เดินทางไปพบ พล.อ.ประวิตร ในช่วงที่ลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.นครสวรรค์ และเห็นว่าไม่ได้กินข้าวกับ พล.อ.ประวิตรนานแล้ว จึงได้โทรศัพท์ไปย้ำนัดกันอีกครั้ง ก่อนพบว่ามีเวลาตรงกัน ตนพร้อมคณะจึงเข้าไปพบ พล.อ.ประวิตรและร่วมพูดคุยถึงสถานการณ์การเมือง แลกเปลี่ยนความพร้อมของทั้ง 2 พรรค ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง พล.อ.ประวิตรสอบถามถึงการประเมินตัวเลข ส.ส.ของพรรค ภท.ได้แจ้งว่าน่าจะได้ประมาณ 70 คน ท่านก็เห็นว่าตรงกับผลโพลที่ออกมา พร้อมปฏิเสธพูดคุยถึงการจับขั้วการเมืองใหม่ เพราะปัจจุบันทั้งพรรค ภท.กับพรรค พปชร.เป็นขั้วเดียวกันคือขั้วรัฐบาลอยู่แล้ว

พร้อมรับนัดกินข้าวทุกพรรค

นายอนุทินกล่าวว่า ตนไปกินข้าวกับผู้จัดการรัฐบาลมันมหัศจรรย์ตรงไหนหรอ ถ้าไปกินข้าวกับพรรคเพื่อไทยค่อยตื่นเต้นกันหน่อย การนัดกินข้าวร่วมกันของนักการเมืองในช่วงนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะก่อนหน้านี้มีการนำภาพที่ตนไปกินข้าวเที่ยงกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ช่วงที่ถูกเว้นวรรคปฏิบัติหน้าที่ไปวิพากษ์ วิจารณ์ แต่เห็นว่าทางการเมืองเราสามารถพบปะพูดคุยกันได้ วันนี้ตนโทร.ไปนัดใคร หรือใครโทร. มานัดไปกินข้าวไปหมด หัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้านจะเชิญพรรคร่วมรัฐบาลไปกินข้าว คิดว่าก็ต้องไปนะ เพราะการนัดกินข้าวไม่ใช่ว่าจะต้องล่มหัวจมท้ายกัน

อย่ามองแง่ร้ายหวังข่มขู่คู่แข่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดจึงต้องนัดกินข้าวกันในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง นายอนุทินกล่าวว่า ตอนนี้ไม่ใช่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 วัน วาระรัฐบาลชุดนี้จะหมดลงในวันที่ 23 มี.ค. ถึงวันนั้นทุกพรรคเท่ากัน ไม่มีฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านแล้ว เพียงแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังคงต้องรักษาการไปจนกว่าจะได้ ครม.ชุดใหม่ เมื่อถามว่า มีการตีความว่าทั้งสองพรรคปล่อยภาพออกมาเพื่อหวังข่มขู่พรรคการเมืองคู่แข่ง นายอนุทิน กล่าวว่า อย่ามองโลกในแง่ร้าย ไม่มีการขู่หรือระแวงกัน เพราะระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาหากมีการข่มขู่กัน คงอยู่ร่วมกันไม่ได้มาถึงทุกวันนี้ ยอมรับว่าอาจจะมีความเห็นต่างกันบ้าง แต่ยอมรับในกติกา ส่วนตัวคิดว่าบรรยากาศทางการเมืองดีขึ้น ไม่ได้มีความตึงเครียดเหมือนที่สื่อประเมินกันไว้ หากครั้งหน้าพรรค ภท.ได้มีโอกาสกลับมาเป็นรัฐบาล เงื่อนไขแรกคือการบอกพรรคร่วมรัฐบาลว่าร่างกฎหมายกัญชาต้องผ่าน เพราะเป็นประโยชน์กับประชาชน เรามีช่องทางที่จะแสดงความเป็นตัวเองมากขึ้น

มั่นใจไม่ได้ทำอะไรผิด

นายอนุทินกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เตรียมยื่น กกต.ให้ยุบพรรค ภท.กรณีการใช้นอมินีเข้ามารับงานประมูลในกระทรวงที่กำกับดูแล และขอให้มีการยุบพรรคก่อนเลือกตั้งนั้น ทุกคนในฐานะประชาชนมีสิทธิทำได้ ผู้ถูกกล่าวหามีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริง และหากชี้แจงไม่ได้หรือทำผิดกฎหมายต้องยอมรับชะตากรรมไป ตรงกันข้ามผู้กล่าวหา หากมีเจตนามุ่งทำลาย ไม่ได้เป็นไปตามที่กล่าวหา เสี่ยงจะถูกดำเนินคดี ยังมั่นใจบนพื้นฐานว่าไม่ได้ทำอะไรผิดไม่เคยคิดว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ แม้ว่าคอการเมืองจะมีการพูดด้วยซ้ำว่าใครอยู่เบื้องหลัง เพราะพรรคภูมิใจไทยมีจุดหมายที่ใหญ่กว่าจะต้องทำ คือการหาเสียงเลือกตั้งให้ดีที่สุด หากมัวไปตอบโต้ก็มีแต่จะเสียคะแนนลงไป

ก.ก.ยื่นศาล รธน.ฟันซ้ำ “ศักดิ์สยาม”

ด้านนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 มี.ค.เวลา 09.00 น. ตนและ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ในฐานะผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 จะร่วมกันยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 สืบเนื่องจากนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยกรณีการคงไว้ซึ่งหุ้นส่วน และยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ก่อนหน้านี้พรรคร่วมฝ่ายค้านเคยยื่นต่อประธานสภาฯ มาแล้ว พร้อมคำร้องมาตรา 170 และมาตรา 82 ที่มีผลให้นายศักดิ์สยามถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ฝ่ายกฎหมายสภาฯ ตีความว่าความผิดตามมาตรา 144 ไม่อยู่ในอำนาจของประธานสภาฯ ยื่น พรรค ก.ก.และพรรคประชาชาติจึงร่วมกันร่างคำร้องและรวบรวมรายชื่อ ส.ส. 1 ใน 10 ของ ส.ส.ทั้งหมดยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ปัจจุบันได้รายชื่อ ส.ส. ครบแล้ว ไม่ใช่ฉวยโอกาสทางการเมือง แต่จำเป็นต้องยื่นอยู่แล้ว เป็นส่วนประกอบที่จะทำให้คำร้องฉบับก่อนหน้าสมบูรณ์ยิ่งขึ้น คาดว่าผลคำวินิจฉัยในคำร้องก่อนหน้า จะส่งผลต่อเนื่องมาถึงคำร้องนี้ด้วย เรื่องนี้จะมีผลสืบเนื่องในอนาคตเพราะคุณสมบัติรัฐมนตรี ระบุหากเคยถูกวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติ จะไม่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ไปอีก 2 ปี คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องมีคำวินิจฉัย ไม่ว่านายศักดิ์สยามจะยังอยู่ในตำแหน่งในวันที่มีคำวินิจฉัยหรือไม่

“ชูวิทย์” โต้ต่อต้าน ภท.ได้ตาม รธน.

เมื่อเวลา 15.40 น.นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองจอมแฉ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การต่อต้านพรรคภูมิใจไทยเป็นไปตามสิทธิของพลเมืองรับรองในรัฐธรรมนูญ ประชาชนแค่คนเดียวแต่พรรคทั้งพรรคกลัว หากรับงานมา แน่จริงช่วยบอกหน่อยว่า “รับจากใคร?” จะบอกให้ว่าตนรับงานจากประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบาย “กัญชาเสรี” ทำให้ยาเสพติดแพร่เชื้อระบาดเข้าไปถึงเยาวชน ไม่เคยพูดเรื่องส่วนตัว แต่พรรคการเมืองอย่างภูมิใจไทยคงรับงานมาจากสื่ออย่างผู้จัดการ เพราะงัดเอาแต่มุขเรื่องส่วนตัวที่คนทั่วทั้งโลกรู้อยู่แล้วมาโจมตีเหมือนกันเป๊ะ ตนไม่ใช่คนดี แต่ทำเพื่อปกป้องประเทศชาติ พรรคภูมิใจไทยแน่จริงหาเสียงไปประชาชนต่อต้านย่อมเป็นสิทธิ คงไม่มั่นใจในคะแนนเสียงตัวเองถึงร้อนรนฟ้องจ้าละหวั่น

เย้ยขี้หดตดหายฟ้องปิดปาก ปชช.

นายชูวิทย์ระบุอีกว่า เมื่อฟ้องมาก็ฟ้องกลับว่า กลั่นแกล้งขัดขวางไม่ให้ประชาชนได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญและกลั่นแกล้งให้ได้รับโทษทางอาญา ตนไม่มีพรรค ไม่ได้เป็นนักการเมือง ไม่ได้บอกให้ประชาชนไปเลือกพรรคใด แต่พรรคภูมิใจไทยกลับกลัวเพียงประชาชน ก็ในเมื่อแน่ใจว่าตัวเองทำดี ทำเพื่อประชาชน แล้วจะไปกลัวอะไร?มาสู้กัน ระหว่างพรรคการเมืองอย่างภูมิใจไทยกับประชาชนอย่างชูวิทย์ ซื้อไม่ได้ ขู่ไม่กลัว พรรคการเมืองที่พร้อมด้วยทรัพยากร กำลังเงิน กำลังคน จึงขี้หดตดหายกับประชาชนคนเดียว ที่ผ่านมาคงปากกล้า เงินเยอะ ตอนนี้เงินช่วยอะไรไม่ได้แล้ว คิดปิดปากตนแล้วล่ะสิ มันช่างไม่มีความกล้า เจอกันวันที่ 17 มี.ค. ยื่นยุบพรรคกับ กกต.

“ชลน่าน” ชี้ดีล “ภท.–ลุงป้อม” ยิ่งชัดยิ่งดี

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กรณีแกนนำพรรคภท.เข้าพบร่วมทานอาหารกลางวันกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรค พปชร.ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด จะเป็นการคุยกันเพื่อจับมือจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งหรือไม่ว่า ชวนให้คิดได้ เนื่องจากเขาเคยทำงานร่วมกันมา อาจจะมีการร่วมมือกันเพื่อเป็นรัฐบาลเดียวกันหลังเลือกตั้ง เขาคงประเมินสถานการณ์มาอยู่แล้วว่าน่าจะได้รับคะแนนเสียงมาเท่าไหร่ หากจะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันต้องทำอย่างไร เราไม่กังวล ยิ่งเขาประกาศตัวชัดเจนเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดีในการที่จะตัดสินใจของประชาชน หากสองพรรคนี้ประกาศว่าหลังเลือกตั้งจะมาจับมือกัน ประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่นั้น เขาจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ย้ำไม่คิดร่วมมือแนวร่วมเผด็จการ

เมื่อถามต่อว่า หากพรรค พท.ได้เสียงไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้และพรรค พปชร.จับมือกับพรรคภท. พรรค พท.จะจับมือกับสองพรรคนี้ด้วยหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า เรามุ่งมั่นจะทำให้ถึงเป้าหมาย 310 เสียงให้ได้ เพราะไม่ต้องการจับมือกับพรรคแนวร่วมการยึดอำนาจ พรรคที่สนับสนุนเผด็จการมา เราต้องอาศัยเสียงประชาชนช่วย จึงต้องทำตรงนั้นให้ถึง เมื่อถามย้ำว่า หากเสียงพรรค พท.ไม่ถึงเป้า ทั้งพรรคพปชร.และพรรค ภท.จะอยู่ในสมการตั้งรัฐบาลชุดหน้าหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ชัดเจนอยู่แล้วว่าเราไม่อยากเห็นบ้านเมืองกลับไปสู่สภาพที่ย่ำแย่ จะไม่หลุดพ้นออกจากวิกฤติ ถ้าเอาสมการเดิมๆ พรรคเดิมๆ มาทำมาคิดแบบเดิมๆ และโอกาสของประเทศจะกลับไปเป็นแบบเดิมๆ พรรค พท.จึงบอกว่าเราต้องคิดใหญ่ ต้องชวนประชาชนมาร่วมคิดด้วย ฉะนั้นเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเลือกแบบมียุทธศาสตร์ หากไม่อยากกลับไปเป็นแบบเดิมๆต้องมาช่วยกันหาทางออกของประเทศร่วมกัน

ไม่พึ่ง ส.ว.ขอใช้เสียง ส.ส.เลือกนายกฯ

เมื่อถามว่า พูดได้เลยหรือไม่ว่าจะไม่จับมือกับพรรค พปชร.และพรรค ภท. นพ.ชลน่านกล่าวว่า มันเป็นมิติทางการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกัน การไปประกาศว่าจะจับมือกับสองพรรคนี้ยิ่งทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจ เขาคงไม่ยอม เป้าหมายเราคือต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ ต้องใช้เสียง 376 เสียง จะไปพึ่ง ส.ว.เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้ที่สุดคือจะทำอย่างไรเมื่อเราได้ 310 เสียงแล้ว จะหาแนวร่วม ส.ส.มาโหวตเลือกนายกฯ ไม่ต้องไปอาศัยเสียง ส.ว. จับมือกับพรรคแนวร่วมเดียวกันจึงเป็นไปได้สูง พรรคฝ่ายประชาธิปไตยร่วมกันน่าจะไปด้วยกันได้ดีกว่า หากเราได้ 310เสียง จะเชิญฝ่ายเดียวกับเรามาร่วมโหวตนายกฯ แต่จะร่วมรัฐบาลหรือไม่เป็นเงื่อนไขเขา หากเขาบอกว่าไม่ร่วมรัฐบาลกับเรา แต่จะโหวตนายกฯให้ก็เป็นเงื่อนไขต่อไป และเขาบอกว่าจะขอร่วมรัฐบาลเป็นเงื่อนไขที่ต้องมาคุยกัน

ลุย “ชลบุรี” ต่อยอดแลนด์สไลด์

ที่พรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย แถลงว่า วันที่ 18-19 มี.ค.คณะพรรค พท. นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย จะลงพื้นที่ชลบุรีและระยอง พบผู้ประกอบการภาคธุรกิจแล้วจะเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ลานหน้าศาลากลาง จ.ชลบุรี เวลา 17.30 น. มีนายสนธยา คุณปลื้ม อดีต รมว.วัฒนธรรม แกนนำพรรคภาคตะวันออกร่วมด้วย เช้าวันที่ 19 มี.ค. จะคุยกับผู้ประกอบการธุรกิจภาคท่องเที่ยว ที่ชายหาดทะเลบางละมุง ก่อนไป จ.ระยองพูดคุยกับภาคประมงที่วิสาหกิจชุมชนเรือเล็กเก้ายอด หารือนักธุรกิจในพื้นที่ จะจัดเวทีปราศรัยใหญ่ช่วงเย็นที่ลานหมู่บ้านเพลินใจ5 อ.เมือง จ.ระยอง ไฮไลต์สำคัญจะเป็นเวทีปราศรัยใหญ่หลังเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 400 เขตจ.ชลบุรีมีคู่แข่งสำคัญคือพรรค รทสช. เป็นหมุดหมายสำคัญที่พรรค พท.จะปักธง ส.ส.เขต เพื่อให้บรรลุเป้าหมายแลนด์สไลด์ 310 เสียง พรรค รทสช.เชื่อมั่นว่า จ.ชลบุรีเป็นฐานเสียงที่แข็งแกร่ง แต่ทีม พท.ผูกพันกับคนชลบุรีมายาวนาน เชื่อว่าศักยภาพทีมงานผู้สมัคร นโยบายพรรค บวกความล้มเหลวของรัฐบาลจะทำให้ได้ ส.ส.ตะวันออกแบบแลนด์สไลด์

“เศรษฐา” เดินขอเสียงคนดอนเมือง

เมื่อเวลา 17.00 น. นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยนำคณะลงพื้นที่ ตลาดโกสุมรวมใจเขตดอนเมือง หาเสียงให้นายสุธนพจน์ กิจธนาภิทักษ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตดอนเมือง พรรค พท. ได้รับเสียงตอบรับจากพ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่มาเดินจับจ่ายอย่างมาก มีคนขอถ่ายรูปด้วยตลอดทาง ขณะเดินผ่านแผงขายปลาทู พ่อค้ายกเข่งปลาทูให้ดูนายเศรษฐาจึงกล่าวว่า “เลือกเพื่อไทยยกเข่ง ทั้งคน ทั้งพรรคนะครับ” จากนั้นแวะถามราคาไข่ไก่จากพ่อค้าไข่ไก่ พ่อค้าระบุว่าไม่ได้คิดกำไรเป็นลูก ต้องคิดกำไรแบบยกแผงทำให้กำไรไม่มาก มีต้นทุนทั้งค่าน้ำมันขนส่ง ค่าเช่าแผง จากนั้นไปขึ้นรถแห่ขอเสียงจากชาวดอนเมืองเป็นครั้งแรก มีประชาชนตลอด 2 ข้างทางโบกมือทักทาย โดยนายเศรษฐาระบุว่า ขึ้นรถแห่ครั้งแรกตื่นเต้น แต่สนุกมาก

กกต.ประกาศ 400 เขตเลือกตั้ง

วันเดียวกัน สำนักงาน กกต.แจ้งว่า กกต.ได้พิจารณาร่างประกาศ กกต.เรื่องจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนเขตเลือกตั้ง และท้องที่ที่ประกอบเป็นเขตเลือกตั้งที่ได้จัดทำขึ้นตามรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่ กกต.ได้มีมติแล้ว ตามที่สำนักงาน กกต.เสนอ โดย กกต.ได้เห็นชอบร่างประกาศดังกล่าว ทั้งนี้ สำนักงานฯจะได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงประกาศราชกิจจานุเบกษาโดยเร็ว สำหรับการแบ่งเขตที่น่าสนใจ อาทิ กทม.มี 33 เขต เพิ่มจากเดิม 3 เขต ยังคงเป็นจังหวัดที่มี ส.ส.มากที่สุด รองลงมา จ.นครราชสีมา 16 คน จังหวัดที่มี ส.ส. 11 คน 2 จังหวัดคือ ขอนแก่น และอุบลราชธานี มี ส.ส. 10 คน 5 จังหวัดคือ นครศรีธรรมราช ชลบุรี เชียงใหม่ อุดรธานี และบุรีรัมย์ ส.ส. 9 คน 2จังหวัด คือ ศรีสะเกษและสงขลา ส.ส. 8 คน 4 จังหวัดคือ นนทบุรี ร้อยเอ็ด สมุทรปราการ และสุรินทร์ ส.ส. 7 คน 5 จังหวัด คือ เชียงราย ชัยภูมิ ปทุมธานี สกลนคร และสุราษฎร์ธานี ส่วนตราด ระนอง สมุทรสงคราม และสิงห์บุรี มี ส.ส.จังหวัดละ 1 คน หากคิดจำนวนส.ส.เป็นรายภาคพบว่า กทม.และภาคกลาง 26 จังหวัดมี ส.ส. 122 คน ภาคใต้ 14 จังหวัด 60 คน ภาคเหนือ 16 จังหวัด 37 คน ภาคอีสาน 133 คน ภาคตะวันออก 29 คน และภาคตะวันตก 19 คน

เผย 11 พรรคติดบ่วงร้องถูกยุบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ กกต.รับคำร้องขอให้พิจารณาสั่งยุบพรรคการเมืองต่างๆเนื่องจากฝ่าฝืนมาตรา 92 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองพบว่าตั้งแต่ปลายปี 63 จนถึงต้นปี 66 มีพรรคการเมืองถูกร้องทั้งสิ้น 25 พรรคการเมือง รวม 83 เรื่องร้องเรียน ในจำนวนนี้มี 61 เรื่องที่นายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นว่าไม่มีมูลจึงให้ยุติเรื่อง และอีก 19 เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณา ทั้งนี้ใน 25 พรรคการเมืองที่ถูกยื่นเรื่องร้องยุบพรรคมากที่สุดคือพรรคเพื่อไทย 33 เรื่อง ยุติเรื่องแล้ว 27 เรื่อง อยู่ระหว่างพิจารณา 6 เรื่องพรรคพลังประชารัฐถูกร้อง 15 เรื่อง ยุติเรื่องแล้ว 11เรื่อง อยู่ระหว่างพิจารณา 3 เรื่อง อีก 1 เรื่องมีการถอนคำร้อง พรรคประชาธิปัตย์ถูกร้อง 3 เรื่อง ยุติเรื่องแล้ว 2เรื่อง พรรคพลังธรรมใหม่ถูกร้อง 3 เรื่อง ยุติเรื่องแล้ว 2 เรื่อง รวมถึงพรรคเสรีรวมไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังไทยรักไทย พรรคประชาธรรมไทย พรรคพลังชาติไทย พรรคครูไทยเพื่อประชาชน และพรรคพลเมืองไทย ถูกร้องพรรคละ 1 เรื่อง ยังอยู่ในระหว่างพิจารณา ส่วนที่ยุติพิจารณาไปแล้ว ได้แก่ พรรคก้าวไกล พรรคภูมิใจไทย พรรคคลองไทย พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชาติ พรรคชาติพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรครักษ์ประเทศไทยพรรคพลังชล พรรครักษ์สันติ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคมาตุภูมิ และพรรคมหาชน ขณะที่พรรคไทรักธรรมถูกร้อง 3 เรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไปแล้วจาก 2 เรื่อง อยู่ระหว่างพิจารณา 1 เรื่อง

ปม รทสช.อ้างสถาบันยังค้างท่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า คำร้องที่เคยอยู่ในความสนใจที่ยุติเรื่องไปแล้ว อาทิ การร้องให้ยุบพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ในการเลือกตั้งเมื่อปี 62 การมอบสิทธิ์ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เลือกบุคคลเป็นรัฐมนตรี หรือเลือก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นเลขาธิการพรรค การที่พรรคยอมให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคชี้นำครอบงำ กรณีร้องให้ยุบพรรคเพื่อไทยเนื่องจากยอมให้นายทักษิณ ชินวัตร ชี้นำครอบงำ ทั้งจากเหตุมีจดหมายน้อยมาช่วยหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย เป็นต้น สำหรับ 19 เรื่องที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา เช่น กรณีปรากฏหลักฐานไลน์การโอนเงินเข้าบัญชี 6 ส.ส.พรรคเล็ก เรื่องที่พรรคเพื่อไทยแต่งตั้งนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ เป็นผู้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็น ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บินพบนายทักษิณที่ฮ่องกง การจัดประชุมใหญ่ของพรรครวมไทยสร้างชาติปราศรัยพาดพิงสถาบัน เป็นต้น

ชพก.ร้องศาล ปค.เพิกถอน 13 เขต กทม.

ที่ศาลปกครอง นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) ยื่นร้องต่อศาลปกครองให้พิจารณาเพิกถอนประกาศ กกต.เรื่องจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขต จำนวนเขตเลือกตั้ง และท้องที่ที่ประกอบเป็นเขตเลือกตั้งโดยเร่งด่วน เพราะการแบ่งเขตอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 27 (1) นายอรรถวิชช์กล่าวว่า การแบ่งเขตเลือกตั้ง กทม. ทั้ง 33 เขต พบว่ามี 13 เขต ได้แก่ เขตเลือกตั้งที่ 8, 9, 12, 13, 17, 18, 19, 21, 26, 27, 28, 29 และ 30 ที่ไม่มีเขตหลักและใช้การรวมแขวงแบ่งเป็นเขตเลือกตั้ง ขณะเดียวกันกฎหมายยังกำหนดให้คำนึงถึงเขตตั้งเดิมแต่การแบ่งเขตใหม่ มีเพียง 4 เขตเท่านั้นที่เหมือนกับเขตเดิม การสลายเขตเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นธรรมกับประชาชนและว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทำให้เกิดความสับสนในการใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้พูดคุยกับเพื่อนนักการเมืองหลายพรรครู้สึกแปลกใจ ไม่เห็นด้วยกับการแบ่งเขตใหม่ของ กกต.ส่วนจะส่งผลให้ใครได้เปรียบ ต้องติดตามดูว่าพรรคไหนไม่มีการเคลื่อนไหวคัดค้าน

นายกฯลงพื้นที่ตามงาน จ.ระนอง

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กทม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เดินทางไปท่าอากาศยานระนอง ต.ราชกรูด อ.เมืองระนอง จ.ระนอง เพื่อลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ระนอง โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกฯ นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ที่ปรึกษาของนายกฯ ร่วมคณะ โดย พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงเพจเฟซบุ๊กพรรค รทสช.เผยแพร่คลิปความยาว 12 วินาที เป็นการย้ำอยู่พรรค รทสช.ว่า ไม่ทราบ ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ได้เป็นคนทำเอง มีคนทำให้ ไม่มีเรื่องอะไรที่น่าสนใจมากกว่านี้แล้วหรือ บ้านเมืองจะเดินไปทางไหนสำคัญกว่ามั้ง มาสนใจแต่เรื่องกระจุกกระจิก

ยันลงพื้นที่ห่วงรอยต่อเกียร์ว่าง

นายกฯกล่าวว่า วันนี้นายกฯยังคงเป็นนายกฯอยู่ รัฐบาลยังคงเป็นรัฐบาล ยังต้องอยู่รักษาการอีกนาน ขอให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นปัจจุบันไม่ดีกว่าหรือ เรื่องอื่นเรื่องการเมืองว่ากันไป อย่านำมาตีกันจนวุ่นไปหมด นายกฯยังคงต้องบังคับบัญชาและควบคุม ครม.เหมือนเดิม ยังทำงานเหมือนเดิมตามกรอบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่าให้ความสำคัญกับเรื่องไร้สาระ เอาว่าวันนี้เราจะอยู่อย่างไรให้รอดก่อน กรณีผลกระทบสถานการณ์ธนาคารล้มในต่างประเทศ ฝ่ายเศรษฐกิจยืนยันแล้วยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ควรกลับมาดูของเราดีกว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนอยู่ได้ ที่ลงพื้นที่ตรวจราชการทุกวันนี้เพื่อไปกำกับดูแล เพราะหลายคนเป็นห่วงช่วงรอยต่อการเลือกตั้ง อาจเกิดปัญหาเกียร์ว่าง

เตรียมไว้แล้วร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภาฯ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหลายฝ่ายคาดว่าจะมีประกาศยุบสภาในวันที่ 20 มี.ค. นายกฯยังไม่ได้หารือแต่คงหนีไม่พ้นเพราะวันที่ 23 มี.ค.หมดเวลาแล้ว ขั้นตอนการออก พ.ร.ฎ.ประกาศยุบสภา นายวิษณุกล่าวว่า ต้องดำเนินการยกร่าง จากนั้นนายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยต่อไป ใน พ.ร.ฎ.จะระบุชัดว่าให้มีผลวันไหนอย่างไร ต้องมาตรวจดู ตอนนี้ยังไม่ได้สั่งให้ทำ แต่ร่างนั้นเตรียมไว้แล้ว รัฐมนตรีที่ลาออกจากตำแหน่งย้ายไปสังกัดพรรคฝ่ายค้าน ไม่จำเป็น ต้องลาออกก่อน แต่หากคิดว่าเป็นมารยาทหรือความอึดอัด มองหน้ากันไม่สนิทลาออกได้บางทีอยู่ในสักพักแล้วค่อยออก ส่วนการแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต. เขาจัดการได้ตามคาดที่ขอไว้ 15 วัน คาดว่าวันที่ 16 มี.ค. น่าจะประกาศได้ จากนั้นจะยุบสภาเมื่อไหร่ก็ยุบได้

“สุริยะ–สมศักดิ์” กราบลา “ลุงป้อม”

เมื่อเวลา 12.00 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรมและนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม เข้ากราบลา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร.ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด หลังตกลงใจย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย และร่วมทานอาหารกลางวัน บรรยากาศเป็นไปด้วยดี พูดคุยด้วยความเข้าใจ ไม่มีปัญหาติดใจ มีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรค นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ร่วมวง โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า ช่วงเช้าได้กราบลานายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้ร่วมกันทำงานด้วยดี จากนั้นจึงมากราบลา พล.อ.ประวิตร ผู้ใหญ่ที่เคารพ สนับสนุนด้วยดีมาโดยตลอด 4 ปี พรรค พปชร.ยังมีบุคลากรที่เข้มแข็งมากพอสมควร พล.อ.ประวิตร ขอบคุณที่ได้ช่วยกันทำงาน อวยพรซึ่งกันและกัน ยังมีความเคารพ พล.อ.ประวิตรอยู่เสมอ ไม่มีความขัดแย้งใดๆทั้งสิ้น

ด้านนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรค พปชร.กล่าวว่านายสุริยะและนายสมศักดิ์ลาออกไม่กระทบอะไร เตรียมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ไว้หมดแล้ว จากนี้ไม่มีใครลาออกแล้ว นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ อดีต ส.ส.ชลบุรีและกรรมการบริหารพรรค ลาออกแล้ว เรามีตัวแทนอยู่ดูแลภาคตะวันออกแล้ว ดีกว่าด้วยซ้ำ

“ประวิตร” การันตี พปชร.ยังปึ้ก

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่หอการค้าไทย-จีน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพปชร.พร้อมแกนนำและทีมเศรษฐกิจพรรค มาหารือกับคณะกรรมการหอการค้าไทย-จีน หารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-จีน พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ว่า จะนำข้อมูลไปพิจารณาเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจเพื่อดำเนินการต่อ ถ้าได้เป็นรัฐบาล ส่วนนายสมศักดิ์ เทพสุทินและนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มากราบลาก็ขอให้ไปดีๆ ไม่ได้ไปทะเลาะกับใคร ตนก้าวข้ามความขัดแย้ง ไม่เอาเลย เมื่อถามว่า แสดงว่าพร้อมจับมือกับทุกพรรค พล.อ.ประวิตรตอบว่า เป็นเรื่องการเมืองยังพูดไม่ได้ ขอให้เลือกตั้งให้เสร็จก่อนดีกว่า ดูคะแนนแล้วค่อยว่ากัน เมื่อถามว่า ประเมินหรือไม่ว่า พปชร.จะได้ ส.ส.เกิน 120 ที่นั่งหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ยังไม่พูดดีกว่า ให้มันออกมาก่อน อยากได้มากกว่านั้นด้วย พปชร.ยังแข็งแกร่ง

ปชป.โอ่นโยบายตอบโจทย์คนอีสาน

ที่สนามข้างศูนย์อำนวยการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ อ.พังโคน จ.สกลนคร นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ปชป. พร้อมแกนนำพรรค และผู้สมัคร ส.ส. ภาคอีสาน ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ มีประชาชนมารอต้อนรับ ผูกผ้าขาวม้าและโอบกอดนายจุรินทร์ พร้อมส่งเสียงเชียร์ “อยากให้นายกฯ ชื่อจุรินทร์” โดยบนเวทีปราศรัยมีการจัดเซอร์ไพรส์นำเค้กและช่อดอกไม้มามอบให้นายจุรินทร์ ในโอกาสวันครบรอบวันคล้ายวันเกิด 67 ปีด้วย ทั้งนี้ นายจุรินทร์ได้ปราศรัยแนะนำตัวผู้สมัคร ส.ส.สกลนครทั้ง 7 คน พร้อมเน้นย้ำนโยบายสำคัญ ทั้งประกันรายได้ จ่ายเงินส่วนต่าง ชาวนารับ 30,000บาท ต่อ 1 ครัวเรือน ฟรีนมโรงเรียน 365 วัน ออกโฉนดที่ดิน 1 ล้านแปลงใน 4 ปี ให้กรรมสิทธิ์ผู้ทำกินในที่ดินของรัฐ ธนาคารหมู่บ้าน/ชุมชนแห่งละ 2 ล้านบาท เป็นต้น ขอเรียกร้องให้พี่น้องทุกคนก้าวข้ามการแบ่งขั้วทางการเมือง หันกลับมาเลือกพรรคจากผู้สมัครที่มีศักยภาพ นโยบายตอบโจทย์ให้ชาวอีสาน