รมต. คลัง แจง ฝ่ายค้าน เศรษฐกิจไทยไม่ได้เติบโตช้าสุดในอาเซียน เตรียมออกนโยบายแก้เงินเฟ้อ ลดความร้อนแรงของการใช้จ่าย ชี้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเพราะโควิด ครึ่งหนึ่งมาจากหนี้เก่าโบราณ
เมื่อเวลา 16.18 น. วันที่ 16 ก.พ. 2566 ที่อาคารรัฐสภา นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวอภิปรายชี้แจงในการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติ ตามมาตรา 152 เรื่องที่ฝ่ายค้านกล่าวถึงหนี้สาธารณะ การเติบโตทางเศรษฐกิจ การใช้งบลงทุนโดยตรง การช่วยเหลือเอสเอ็มอี และมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ว่า ในเรื่องการดำเนินนโยบายมี 2 เรื่อง คือ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยกว่า 3 ปี ไทยเจอภาวะสถานการณ์โควิด จึงจำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณ แหล่งเงินที่นำมาใช้จึงจำเป็นต้องกู้มา โดยมี 2 แหล่ง คือ การออกเป็น พ.ร.ก. 2 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1.5 ล้านล้านบาท ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมามากกว่าในภาวะปกติ โดยเงินเหล่านี้เป็นเงินที่จำเป็นต้องนำไปช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ธุรกิจเอสเอ็มอี และด้านการแพทย์ วัคซีนเพื่อโควิด อีกแหล่งคือ การออกเป็น พ.ร.ก. Soft Loan เพราะฉะนั้นในช่วงสถานการณ์โควิด จึงมีความจำเป็นที่ต้องพยุงบทบาททางเศรษฐกิจที่ไม่อยู่ในภาวะปกติ
แต่เมื่อพ้นสถานการณ์โควิด กลไกลทางการเงินการคลังก็ต้องกลับมาสู่ภาวะปกติ โดยในระดับมหภาพ ต้องวิเคราะห์กันต่อว่าภาวะเงินเฟ้อเกิดจากสาเหตุอะไร แต่ยืนยันว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยไม่ได้โตช้าที่สุดในอาเซียน เพราะสิงคโปร์ต่ำกว่าไทย อีกทั้งยังมีสถานการณ์การสู้รบระหว่าง รัสเซีย-ยูเครน ซึ่งถือเป็นปัจจัยภายนอก เช่นเดียวกับทั่วโลก ที่ประสบปัญหาเงินเฟ้อ ไทยจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการดำเนินนโยบายต่อไป ทั้งเรื่องการนโยบายการเงิน โดยต้องดูเรื่องอื่นด้วย เช่น ลดความร้อนแรงของการใช้จ่าย เพื่อไม่ให้เกิดโอเวอร์ดีมานด์ขึ้นมา ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นยังทำให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงต้องดูว่าเป็นภาระกับกลุ่มใดบ้าง
...
ขณะที่ภาระหนี้สาธารณะของไทย โดยในช่วงปี 63-65 ยอดหนี้คงเหลือมีประมาณ 10.6 ล้านล้านบาท ซึ่งประมาณครึ่งหนึ่งเป็นหนี้สาธารณะที่สะสมมาโบราณก่อนหน้านั้นแล้ว และมาจากสถานการณ์โควิด โดย 70% เป็นหนี้ที่เป็นไปเพื่อการลงทุน สาธาณูปโภคต่างๆ และลงทุนเพิ่มอีก 20% ส่วนที่เหลือมีนำไปชำระหนี้กองทุนฟื้นฟู
นายอาคม ยังระบุว่า ในอดีตการเก็บรายได้ต่อจีดีพีอยู่ที่ 17-18% แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 13-14% ซึ่งทางกระทรวงการคลังต้องเพิ่มนโยบายเรื่องการจัดเก็บรายได้ เพื่อนำมาใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน เพื่อรักษาเสถียรภาพ และลดการขาดดุลไม่ให้เกิน 3% ของจีดีพีตามมาตรฐานสากล แต่ยังคงเพิ่มเรื่องการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยปี 67 มีการตั้งเป้าการใช้รายจ่ายงบประมาณอยู่ที่ 1.6 แสนล้านบาท พร้อมทั้งหามาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี.