"ณัฐชา" ส.ส.ก้าวไกล แฉ กลางสภา แชตไลน์ข้าราชการระดับสูงมหาดไทย ฮั้วผู้รับเหมา ถนนพาราซอยล์ 7 จังหวัดอีสาน ถาม ‘อนุพงษ์’ มท.1 ตรวจสอบกันอย่างไรถึงได้ดีขึ้นตำแหน่งกันทั่วหน้า 

วันที่ 15 ก.พ. เวลา 19.20 น. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ระดับอธิบดี และปลัดกระทรวง ของกระทรวงมหาดไทย โดยเหตุการณ์เริ่มตั้งแต่ปี 2562 ที่เริ่มทำโครงการ “สร้างถนนยางพารา หนึ่งหมู่บ้านหนึ่งกิโลเมตร” หรือโครงการพาราซอยล์ ซึ่งหลังจากมีโครงการดังกล่าวได้ไม่นานราคายางไม่ได้ดีขึ้น แต่เงินในกระเป๋าของข้าราชการระดับสูงหลายคนเพิ่มขึ้น เพราะถนนพาราซอยล์ความสำคัญไม่ใช่แค่น้ำยาง แต่มีองค์ประกอบสำคัญ คือ สารเคมีที่ต้องผสมยางพาราเพื่อทำถนน ซึ่งมีข่าวก่อนหน้านี้ว่า โครงการนี้มีความไม่ชอบมาพากล มีการผูกขาดบริษัทสารเคมีเพื่อผสมน้ำยางในการทำถนน เพียง 3 บริษัท และมีตัวละครเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับรองปลัดเทศบาล อำนาจเจริญ อักษรย่อ พ. มีสามีเป็นนาย ช. ซึ่งเป็นตัวแทนบริษัทค้าสารเคมีที่ต้องผสมน้ำยาง โดยมีเพื่อนรักเป็นเพื่อนสนิทที่ทำถนนพาราซอยล์พอดี ชื่อ น.ส. ป. ซึ่งมีการพูดคุยกันว่า ต้องแบ่งค่าน้ำร้อนน้ำชาทั้งหมด 15% แบ่งเป็น 5% ส่งให้ท้องถิ่น ส่วนอีก 10% ส่งให้นาย

ทั้งนี้ ระหว่างการอภิปรายนายณัฐชา ได้อภิปรายพร้อมแสดงภาพแชตไลน์การพูดคุยกันของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูง โดยใช้ชื่อในแชตไลน์ตัวย่อ “อสถ.” ซึ่งการพูดคุยส่วนใหญ่มีการส่งเอกสารความคืบหน้าโครงการ และมีการพูดถึงรายละเอียดงบประมาณแต่ละโครงการ ว่า หากโครงการไหนงบประมาณไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็นอำนาจของ “อสถ.” ที่จะอนุมัติ ซึ่งสุดท้ายได้มอบหมายให้รองอธิบดีรายหนึ่ง เป็นผู้เซ็นอนุมัติโครงการ ทั้งนี้ เอกสารตั้งแต่ส่งออกถึงการลงนาม ถูกส่งถึงมือผู้รับเหมาเรียบร้อยโดย โครงการดังกล่าวมีมูลค่า 1,870 ล้านบาท ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณในโครงการ ทำถนนพาราซอยล์ โดย น.ส. ป. ได้เงินจากโครงการถนนพาราซอยล์ จำนวน 394 ล้านบาท จาก 55 โครงการ ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคอีสาน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวไม่ผ่านสำนักงบประมาณ แต่อยู่ในมือของ “อสถ.” และมีการโอนเงินไปมาระหว่างกันรวม 39 ล้านบาท ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้น รองปลัดเทศบาลอักษรย่อ พ. คนสนิท “อสถ.” และข้าราชการประจำฮั้วกัน ใช้เส้นสายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยในการดำเนินการ

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องสกปรกโสโครกที่ข้าราชการประจำกับข้าราชการระดับสูงทำกันเป็นทอดๆ แล้วส่งเมนูงบประมาณแผ่นดินให้ผู้รับเหมาดูเพื่อแบ่งเงินแบ่งทองกัน เรื่องเกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เมื่อเกิดปัญหาแล้ว กระบวนการตรวจสอบภายในกระทรวงมหาดไทยเป็นการตรวจสอบกันเอง มีการระบุในหนังสือชี้แจงผลการตรวจสอบบอกว่า น.ส. พ. ผิดวินัยร้ายแรง แต่ “อสถ.” กลับไม่ผิด นี่คือเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล จึงต้องมาซักถามการบริหารราชการแผ่นดินของรมว.มหาดไทย ว่าบทลงโทษของกระทรวงมหาดไทยคืออะไร ขณะที่ ช.เป็นเอกชนไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้

“สุดท้ายบทลงโทษของกระทรวงมหาดไทยทุกคนได้ดีกันหมด น.ส.พ. จากเป็นรองปลัดเทศบาล ปัจจุบันถูกลงโทษหนักสุดๆ ได้เป็นปลัดเทศบาลเมืองบางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งล่าสุดได้ย้ายไปช่วยราชการที่อำนาจเจริญอีกครั้ง และหนังสือล่าสุดจะกลับมารับตำแหน่งเดิมในวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ ส่วนรองอธิบดีที่ลงนามในวันนั้น ถูกลงโทษให้เป็นอธิบดีในปัจจุบัน ส่วนอธิบดีที่แชตไลน์คุยกับมือทำงานที่ส่งข้อความ และเอกสารภายในคุยกันว่าจะได้เท่าไร อนุมัติได้หรือไม่ ปัจจุบันได้รับการลงโทษให้เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย นี่คือการบริหารราชการแผ่นดินยุค 3 ป. ท่านจะบอกว่าท่านปราบโกงก็แล้วแต่ท่าน แต่ท่านลงโทษกันแบบนี้ ผมเลยต้องมาอภิปรายซักถามว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รู้เห็นเป็นใจกับโครงการทุจริตครั้งนี้หรือไม่ ทราบข้อมูลพยานหลักฐานที่กล่าวมาแล้วใช่หรือไม่ กระบวนการลงโทษทางวินัยของกระทรวงมหาดไทย มีแต่เลื่อนตำแหน่งขึ้นใช่หรือไม่ คนที่ประวัติด่างพร้อยมีมลทินมัวหมองสมควรเป็นปลัดกระทรวงต่อในยุค 3 ป. หรือไม่” นายณัฐชา กล่าว

นายณัฐชา เสนอในช่วงสุดท้ายของการอภิปรายว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์ทั้งหมดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ ฉะนั้น จากพยานหลักฐานทั้งหมดที่ตนมี ถ้าท่านจะเอาสลิป แชตไลน์ไปตรวจสอบเส้นทางการเงินตนก็มี ถ้าท่านบอกว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลปราบโกงแบบที่ท่านพูดไว้ ต้องมีกระบวนการเอาคนผิดมาลงโทษ หรือแม้แต่ต้องปลดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อนำไปสู่การคลายความสงสัยของประชาชน