พปชร.เปิด ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 4 ภาค สั่ง เดินหน้าทำงานทันที “วิรัช” เฉลย 13 ก.พ. ปราศรัยสะพานข้ามแม่น้ำแคว ด้าน “นฤมล” เผย 10 ก.พ.นี้ เปิดนโยบายเพิ่ม แย้ม คลอดทุกสัปดาห์
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 8 ก.พ. 66 ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค พร้อมด้วยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ และนายสกลธี ภัททิยกุล กรรมการบริหารพรรค ร่วมแถลงเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 4 ภาค จำนวน 38 คน ประกอบด้วย พื้นที่ กรุงเทพฯ จำนวน 5 คน ได้แก่ น.ส.สุชาดา เวสารัชตระกูล, นาวาอากาศเอก บัญชาพล อรัณยะนาค, นายภูวกร ปรางภรพิทักษ์, นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ (ฟิล์ม) และ นายสาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล
สำหรับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ภาคกลาง จำนวน 4 คน ประกอบด้วย สระบุรี นายอรรถพล วงษ์ประยูร เขต 2 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ เขต 3, นายองอาจ วงษ์ประยูร เขต 4 กาญจนบุรี นางลำยอง ยิ้มใหญ่หลวง เขต 4
...
ภาคตะวันออก จำนวน 2 คน ประกอบด้วย ระยอง นายกฤษฎา เอกกำลังกุล เขต 1 และจันทบุรี นายชรัตน์ เนรัญชร เขต 3
ภาคอีสาน จำนวน 20 คน ประกอบด้วย บุรีรัมย์ นายนภดล อังคสุภณ, นายสุเทพ ใสงาม, นายปกรณ์ ทรงประโคม, นายวรณัฐ ศรีสุริยชัย, นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร, นายสมคิด สินไธสง, นายบรรจง ศรีหาบุญทัน, นายอิทธิศักดิ์ ปาทาน, นายเจษฎากร เขียนนิลศิริ จ.สุรินทร์ ได้แก่ นายเจ้าจอม เตียวเจริญโสภา ยโสธร นายธวัชชัย นิจพาณิชย์ เขต 1 จ.อุบลราชธานี นายจำลอง พรมสวัสดิ์ เขต 1 จ.มุกดาหาร นายวิริยะ ทองผา เขต 1 สกลนคร นายชัยมงคล ไชยรบ เขต 4, จ.เลย นายจรูญ พาณิช เขต 1 นายสันติภาพ เชื้อบุญมี, ร้อยเอ็ด นายเอกรัฐ พลซื่อ เขต 2 นางรัชนี พลซื่อ เขต 3, อุดรธานี นายโกเมนทร์ ทีฆธนานนท์ เขต 1 นายชัยฤทธิ์ เขาวงศ์ทอง เขต 2
ภาคเหนือ จำนวน 2 คน ประกอบด้วย เชียงใหม่ นางรัตนประภา ดิศวัฒน์ เขต 6 จ.ลำพูน พล.ต.ต.กริช กิติลือ เขต 2
ส่วนภาคใต้ จำนวน จำนวน 5 คน ประกอบด้วย ประจวบคีรีขันธ์ นายสมพงษ์ ทั่งศรี เขต 3 จ.สงขลา นายญาณพง เพชรบูรณ์ เขต 2 นายธีรพงษ์ ดนสวี เขต 5 นายอดิสัณห์ ชัยวิวัฒน์พงศ์ เขต 8 และพัทลุง ดร.พลกฤษณ์ คล้ายวิตภัทร เขต 2
นายวิรัช กล่าวว่า ยินดีต้อนรับทุกคนสู่พรรคพปชร.ที่เราจะพากันก้าวข้ามความขัดแย้ง วันนี้เราต้องเดินหน้า หลังจากเปิดตัวก็จะมีการประชุมสัมมนาว่าที่ผู้สมัครส.ส. ทั้งนี้ตนขอฝากทุกคนเราต้องเร่งทำงานเพราะถือเป็นชุดใกล้ๆ สุดท้ายแล้ว ขณะนี้เรามีว่าที่ผู้สมัครที่ผ่านการอบรมกับพรรคแล้วกว่า 300 คน ซึ่งวันศุกร์ที่ 10 ก.พ.นี้ พรรคจะเปิดนโยบายเพิ่มเติมอีก หลังจากครั้งแรกเราเปิดนโยบาย เพิ่มเงินบัตรพลังประชารัฐ 700 บาท จนเรียกติดปากกันทั่วไทยว่า "ป้อม 700" ซึ่งหลังจากนี้ตนจะขยายถึงวิธีทำให้ "ป้อม 700" ไปอยู่ในใจประชาชนให้ได้
นายวิรัช กล่าวว่า อย่างไรก็ตามวันที่ 13 ก.พ. นี้ พรรคจะมีปราศรัยใหญ่ที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว ขณะที่ 14 ก.พ. นี้ ก็จะเดินปราศรัยครั้งแรกที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ขอเชิญชวนทุกคนรวมพลังส่งความรักไปยังชาวกรุงเทพฯ ทั้งนี้มีคำถามว่าป้อมไปปราบใครที่ศัตรูพ่าย ซึ่งไม่ได้ปราบใคร แต่เราจะปราบความเดือดร้อนพี่น้องประชาชน นี่คือความตั้งใจของพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าความยากจน ปัญหาแล้ง จึงเป็นที่มา "มีป้อมไม่มีแล้ง" ดังนั้นอะไรที่เป็นปัญหาประชาชนก็เป็นศัตรูของพรรค จึงเป็นที่มาป้อมจะปราบให้ศัตรูพ่าย
ด้านนางนฤมล กล่าวว่า ในวันที่ 10 ก.พ.นี้ พรรคพลังประชารัฐเตรียมแถลงนโยบายแก้จนให้กับประชาชน ส่วนนโยบายด้านอื่นๆ พรรคมีการประชุมทุกวัน หลังจากนี้ก็จะค่อยๆ ทยอยเคาะออกมาทุกสัปดาห์ นอกจากนี้สัปดาห์หน้าก็จะมีการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.กทม. เกือบครบทุกเขต ก่อนที่ในวันที่ 14 ก.พ. ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก พรรคจะเดินสายเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ประเดิมที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย นำโดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค และแกนนำพรรค
เมื่อถามถึงการมอบหมายดูนโยบายด้านเศรษฐกิจ หลังจากมีการตั้งข้อสังเกตว่าพรรคมีหัวหน้าทีมเศรษฐกิจหลายคน นางนฤมล กล่าวว่า ยืนยันว่าดูร่วมกันหลายคน นอกจากนี้ยังทั้งนักวิชาการ ผู้ประกอบการและนักธุรกิจด้วย เราเป็นทีมช่วยกันดูหลายมิติ ซึ่งในส่วนนโยบายด้านเศรษฐกิจนั้น ทางหัวหน้าพรรคมอบหมายให้เน้นเรื่องความเหลื่อมล้ำ การแก้ปัญหาความยากจนให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เพื่อแก้จนอย่างยั่งยืน
ต่อมา ศ.ดร.นฤมล โพสต์ Facebook ระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวนประชากรในภาคเกษตรมากถึง 25 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของประชากรทั้งหมด แต่เป็นกลุ่มที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าอาชีพอื่นๆ อีกทั้งยังขาดความมั่นคงทางรายได้ มีความผันผวนตามฤดูกาล
กลุ่มเกษตรกร มีรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 5,000 บาท ในขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของแรงงานนอกภาคเกษตรอยู่ที่ 16,000 บาท ประมาณร้อยละ 40 ถือครองที่ดินเพียง 1 - 10 ไร่ และอีกร้อยละ 8 ไม่มีที่ดินทำกิน นอกจากนี้ ที่ดินที่ถือครองในหลายพื้นที่ มีสภาพไม่เหมาะสมกับการทำการเกษตร
ปัญหาที่ดินของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือ ส.ป.ก. มีมายาวนาน เป็นปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในประเด็นดังนี้
1. พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พ.ศ. 2518 มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกษตรกรที่ยากจนทำการเกษตร ถึงวันนี้ 48 ปีแล้วสภาพพื้นที่ดินและเศรษฐกิจบางพื้นที่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแต่ยังคงต้องปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ออกมาใช้เมื่อ 48 ปีก่อน ซึ่งไม่สะท้อนความเป็นจริง
2. ที่ดินซึ่ง ส.ป.ก.ได้รับมาจากกรมป่าไม้จำนวน 36 ล้านไร่ ไม่ได้มีการแบ่งแยกว่าพื้นที่ใดเหมาะสมกับการทำเกษตรหรือไม่ เช่น ที่ดินไม่มีน้ำหรือเป็นที่ดินที่สภาพดินไม่ดี ทำให้ที่ดินจำนวนมากซึ่งไม่เหมาะสมกับการทำเกษตร เกษตรกรผู้ถือครองควรจะทำอาชีพอื่นก็ทำไม่ได้ เกษตรกรจึงไม่มีรายได้และยากจนจนถึงปัจจุบัน
3. ประชาชนที่ได้รับมอบที่ดินไปแล้วประมาณ 2.85 ล้านครอบครัว หลายรายมีอายุเกินกว่า 60 ปีซึ่งมีมากกว่า 1 ล้านครอบครัวไม่มีความสามารถทำการเกษตรและ ไม่มีบุตรหลานที่จะมารับช่วงทำการเกษตรต่อได้ ก็ยังถือครองที่ดินไว้ แต่ปล่อยที่ดินว่างเปล่าหรือขายให้กับเกษตรกรด้วยกันแบบไม่ถูกต้อง
4. มีการถือครองที่ดินอย่างไม่ถูกต้องหรือมีนายทุนไปบุกรุกจับจองที่ดินโดยผิดกฎหมาย ซึ่งต้องมีการสะสางให้ถูกต้องและนำที่ดิน ส.ป.ก. มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติโดยส่วนรวม
ทางแก้ไขปัญหา คือ
1. ต้องจำแนกประเภทที่ดินให้ตรงกับสภาพที่แท้จริงของการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้อย่างเหมาะสมและถูกต้องตามความเป็นจริง
2. ปรับแก้ไขคุณสมบัติของผู้ถือครองที่ดินในปัจจุบันซึ่งได้รับมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายสามารถขอใช้ที่ดินได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตรงกับสภาพที่แท้จริงของพื้นที่และความต้องการของตนเอง
3. หากผู้ถือครองที่ดิน รายใดไม่สามารถนำที่ดินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ก็สามารถสละสิทธิ์ หรือเปลี่ยนมือให้กับผู้อื่นซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายรับสิทธิ์การครอบครองเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินแทน
4. ที่ดินส่วนใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมยังคงมีไว้เหมือนเดิมเพื่อให้เกษตรกรที่มีอาชีพการทำการเกษตรและมีรายได้จากการเกษตรเป็นหลักทำอาชีพเดิมต่อไป โดยรัฐ (ส.ป.ก.) จะต้องประสานและสนับสนุนให้มีการพัฒนาเรื่องแหล่งน้ำและสาธารณูปโภค แก่เกษตรกรในพื้นที่ดินของ ส.ป.ก. ให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
แก้ปัญหาที่ทำกินให้เกษตรกรได้ เราจึงจะสามารถแก้ปัญหาความยากจนของพี่น้องเกษตรกรได้อย่างแท้จริง.