พ่อแม่แบมกับตะวัน มาเยี่ยมที่ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ หลังอดอาหารให้ยกเลิก ม.112 ด้าน ทนายเผยอาการทรุดหนักแล้ว ค่าโพแทสเซียมและคีโตนต่ำมาก เหนื่อยง่าย พูดช้า ตาพร่ามัว
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 4 ก.พ. 66 นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพร้อมด้วยนายสมหมาย นางกาหลง ตัวตุลานนท์ พ่อกับแม่ของ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน และนางพรนิภา และนายสุชาติ พ่อกับแม่ของ น.ส.อรวรรณ ภู่พงษ์ หรือ แบม ซึ่งทั้งสองคนเป็นผู้ต้องหาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้เดินทางมาที่อาคารปัจจา สายาลักษณ์ หอผู้ป่วยพิเศษยูงทอง 2 ภายในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อเข้าเยี่ยมลูกที่นอนพักรักษาตัวอยู่หลังจากอดอาหารและปฏิเสธการรับยารักษาเพื่อแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ศาลปล่อยตัวผู้ต้องขังการเมืองทุกคน ซึ่งก็ได้มีนายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมและเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้เดินทางมาเยี่ยมแบมกับตะวันในวันนี้ด้วย และเราได้คุยกับตะวันและแบมว่าจะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งพรรคการเมืองหลายพรรครับไปว่าจะนำเรื่องนี้เข้าไปในสภา ซึ่งทั้งสองคนก็ยังยืนยันที่จะอดอาหารเหมือนเดิม
...
ด้านนายกฤษฎางค์ กล่าวว่า วันนี้เราพร้อมกับพ่อแม่ของแบมกับตะวันและทีมทนายความได้เดินทางมาเยี่ยมแบมกับตะวัน ซึ่งเราได้ติดต่อไปทางกระทรวงยุติธรรมว่า ขอเข้าเยี่ยมแบมกับตะวันซึ่งในวันเสาร์และอาทิตย์ ทางกรมราชทัณฑ์ไม่มีนโยบายให้เข้าเยี่ยม แต่เนื่องจากอาการของน้องวิกฤติจริงๆ ซึ่งทางปลัดกระทรวงยุติธรรมไม่ให้เข้าเยี่ยม ซึ่งให้เหตุผลว่าไม่มีอยู่ในระเบียบ แต่เรามองว่าน้องทั้งสองเป็นราษฎรคนไทย ความตายไม่มีเสาร์ อาทิตย์ เจ็บป่วยก็เช่นกันซึ่งจะไม่ให้พ่อกับแม่น้องทั้งสองคนอย่างนั้นหรือ แต่ก็ไม่เป็นไรเราก็เข้าพบแพทย์ที่รักษาน้องทั้งสองคน
ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวต่อว่า อาการของตะวันกับแบมนั้นนั่งได้น้อย นอนอย่างเดียว ค่าโพแทสเซียมต่ำกว่าบุคคลต่อไป ค่าคีโตนก็ต่ำมาก และจิบน้ำได้อย่างเดียวเพราะปากแตกหมดแล้ว ค่าน้ำตาลในเลือดก็ต่ำ และทางแพทย์ได้เจาะหาเส้นเลือดไว้ก่อนแล้ว เผื่อว่าน้องทั้งสองคนมีอาการช็อกและทางพ่อกับแม่น้องทั้งสองคนขอให้ดูลูก 1 ชั่วโมงต่อครั้ง จากที่ดูอาการ 6 ชั่วต่อครั้ง แต่ทั้งสองคนก็ยังพูดได้ แต่เหนื่อยง่าย พูดช้า ตาพร่ามัว
ด้านนายสมหมาย พ่อของตะวัน บอกว่า ขณะนี้ร่างกายขอลูกสาวทรุดลงเรื่อยๆ เราไม่อยากเห็นลูกเราอยู่ในสภาพเช่นนี้และโอกาสข้างหน้าร่างกายของลูกเราก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร
ด้านนายสุชาติ พ่อของแบมแบม กล่าวว่า หมอบอกว่าต้องเป็นวันจันทร์ถึงจะให้รายละเอียดได้ว่า อยู่ในอาการเฝ้าระวังหรือไม่ แต่เรามองว่าอาการของลูกเราวิกฤติแล้ว ซึ่งพ่อกับแม่ก็เป็นห่วงลูกและก็ลูกเราอาจจะไม่เก่งถึงวันจันทร์ ซึ่งอย่างวิงวอนผู้ใหญ่เห็นใจเถอะครับ ซึ่งอย่าเรียกว่าเด็กเพราะลูกผมก็เป็นคนไทย ที่มีสิทธิพึ่งได้เพราะบัตรประชาชนเป็นคนไทย อย่าให้ลูกต้องมาเป็นแบบนี้เลยซึ่งพ่อกับแม่รู้ว่าลูกจะไหวได้แค่ไหน และวัยนี้ต้องเป็นวัยที่ร่าเริงไม่ใช่มานั่งอดอาหารกับแบบนี้ ก็เข้าใจว่าลูกกลับมาเป็นปกติไม่ได้แล้ว ซึ่งลูกเราเป็นนักเรียกร้องสิทธิมนุษยชน
ขณะที่ นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ บอกว่าวันนี้ตนเองได้วาดรูปแบมกับตะวันเพื่อมาให้กำลังใจกับน้องทั้งสองคนซึ่งโพแทสเซียมเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งเมื่อโพแทสเซียมต่ำมากๆ ก็มีผลต่อการเต้นของหัวใจ และคีโตนคือการนำกล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกายออกมาใช้ แต่ถ้าร่างกายขาดน้ำ และขาดสารอาหารก็จะมีผลต่อร่างกายเกิดภาวะช็อกได้ก็เรียกร้องว่า องค์กรยุติธรรมทั้งหลายจะดำเนินอะไรก็ให้รีบทำ อย่าสังเวยด้วยชีวิตของน้องๆ เลย
ส่วน นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมและเคลื่อนไหวทางการเมือง กล่าวว่า การที่ศาลจะให้ประกันตัวแบมกับตะวันก็สามารถที่จะทำได้เลยไม่ต้องรออะไรแล้ว เช่น เสื้อแดงเผาเซ็นทรัลเวิลด์สุดท้ายศาลก็ยกฟ้อง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 15.00 น. นางสาวจุฑารัตน์ จินตกานนท์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และรองโฆษกกรมราชทัณฑ์ ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า ตามที่มีประเด็นข่าวบิดเบือนว่า นางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ห้ามไม่ให้เยี่ยมแบมและตะวัน ทั้งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอนุญาตแล้ว นั้น
กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนชี้แจงว่า ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อ ของบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขัง และการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ. 2561 กำหนดไว้อย่างชัดเจนในเรื่องของการเยี่ยม หมวด 4 ข้อ 24 ระบุว่า “…ให้มีการเยี่ยมผู้ต้องขังป่วยในระหว่างวันเวลาราชการตามปกติ โดยให้จัดเยี่ยมในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์หรือ สถานพยาบาลของเรือนจำหรือสถานที่อื่นใด อันสมควรแต่ต้องเป็นสถานที่ ที่ญาติและผู้ต้องขังได้สนทนากัน อย่างใกล้ชิดและเยี่ยมได้ ครั้งละไม่เกิน 30 นาที..” ระเบียบปฏิบัติดังกล่าวได้ยึดถือในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทุกรายโดยเท่าเทียมกัน
ในวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาบุคคลที่มีรายชื่อตามที่แบมและตะวันได้แจ้งความประสงค์ให้เข้าเยี่ยมไว้ ทั้งบิดามารดาทนายความและเพื่อนที่มีรายชื่อ ก็ได้เข้าเยี่ยมตามปกติ ดังนั้น ตลอดระยะเวลาของการเข้ามาอยู่ในความดูแลของทัณฑสถานหญิงกลาง ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์และหลังจากส่งตัวไปที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม เป็นต้นมา ทางทนายความญาติหรือบุคคลที่มีรายชื่อให้เยี่ยมของทั้งสองราย ไม่เคยได้เข้าเยี่ยมในวันหยุด จึงเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้วในเรื่องระเบียบดังกล่าว
ดังนั้น จึงขอสร้างความเข้าใจต่อสังคมว่า กรมราชทัณฑ์ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เรือนจำและทัณฑสถานปฏิบัติหน้าที่กับบุคคลที่อยู่ในความดูแลของกรมราชทัณฑ์ทุกคน โดยยึดถือกฎ ระเบียบ และมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรือนจำ (SOPs) อย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกันในทุกเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศตามสิทธิที่ผู้ต้องขังทุกคนได้รับอย่างเท่าเทียมกันและไม่มีการให้อภิสิทธิ์กับใครเป็นพิเศษ พร้อมทั้งขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวบิดเบือนหรือข่าวปลอมที่อาจสร้างกระแสเพื่อสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคม.