“อุตตม-สนธิรัตน์” นำทีมสร้างอนาคตไทยลุยหนองคาย ไม่หวั่นอีสานพื้นที่ใคร มั่นใจปักธงได้แน่ พร้อมฟื้นโครงการไฮสปีดเทรน ปั้นหนองคายเป็นฮับเศรษฐกิจให้สำเร็จ
วันที่ 6 ม.ค. 2565 นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายวิเชียร ชวลิต รองหัวหน้าพรรค และผู้อำนวยการพรรค นายสันติ กีระนันทน์ รองหัวหน้าพรรค และประธานนโยบายพรรค และนายวัชระ กรรณิการ์ รองเลขาธิการพรรค และประธานภาคกลาง ร่วมงานสัมมนาผู้แสดงเจตจำนงเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคอีสาน พรรคสร้างอนาคตไทย ที่ จ.หนองคาย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-7 ม.ค. 2566 โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้แสดงเจตจำนงเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคอีสาน เข้าร่วมกว่า 30 คน
นายอุตตม กล่าวตอนหนึ่งว่า การเมืองวันนี้เข้าโค้งสุดท้ายแล้ว จากนี้ไปเรามีเวลาไม่มากในการจัดทัพ พรรคสร้างอนาคตไทยเป็นพรรคใหม่ แต่ถึงจุดนี้ได้ถือเป็นผลงานร่วมกัน แม้จะมีพรรคเดิมๆ ที่เป็นพรรคขนาดใหญ่ มีทรัพยากร มีอำนาจ แต่เราสามารถฝ่ามาได้ ขณะที่ข่าวการเป็นพันธมิตรเชิงลึกกับพรรคไทยสร้างไทยเราได้ผ่านการพิจารณาร่วมกันจากหลายฝ่าย เนื่องจากเสียงสะท้อนจากข้างนอกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน จุดแข็งของทั้ง 2 พรรคจะเป็นประโยชน์หากได้ทำงานร่วมกัน แต่วันนี้พรรคสร้างอนาคตไทย ยังเป็นพรรคสร้างอนาคตไทย ไม่ต้องไปหวั่นไหว ที่ผ่านมาอาจมีมรสุมบ้าง แต่วันนี้เรานิ่งแล้วพร้อมเดินไปข้างหน้าอย่างเดียว
ทางด้าน นายวัชระ กล่าวเสริมว่า วันนี้เป็นโค้งสุดท้ายของการเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ สิ่งที่ผู้บริหารพรรค สิ่งที่นักรบผู้ร่วมอุดมการณ์ภาคอีสานทั้งหมดต้องการทำคือต้องทำงานการเมืองร่วมกันในลักษณะเชิงลึกและจริงจัง หลังจากวันนี้นี่คือสงคราม และสงครามได้เริ่มขึ้นแล้ว ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่สงครามกับพรรคสร้างอนาคตไทย
...
ในเวลาต่อมา นายอุตตม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพื้นที่ภาคอีสานมีพรรคเดิมที่มีฐานเสียงเหนียวแน่น หนักใจหรือไม่ ว่า เราต้องยอมรับความจริงมีพรรคใหญ่ที่ครองพื้นที่ แต่มั่นใจว่าพรรคเรามีแผนงานที่ชัดเจน บุคลากรมีศักยภาพ แต่ต้องผสมผสานด้วยยุทธศาตร์ที่เหมาะสม ส่วนตัวมั่นใจว่ามีโอกาสได้ ส.ส.ในพื้นที่
ขณะเดียวกัน นายสนธิรัตน์ ระบุว่า การขับเคลื่อนพรรคและยุทธศาสตร์พรรคเราเดินมาถึงจุดที่เรามั่นใจมีโอกาสจะปักธงในหลายพื้นที่แน่นอน ถือเป็นความท้าทาย แต่เชื่อว่าพี่น้องชาวอีสานส่วนใหญ่ต้องการความเปลี่ยนแปลง เพราะขณะนี้เป็นเวลาเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เราเสียดายที่วันนี้หนองคาย จากในสมัยที่พวกเราริเริ่มโครงการไฮสปีดเทรน หรือรถไฟความเร็วสูงกับทางเวียงจันทน์ สปป.ลาว ได้หายไปจากประเทศไทย วันนี้กลายเป็นเวียงจันทน์ที่เป็นฮับใหญ่ของการเชื่อมโยงเส้นทางสายไหม ดังนั้นวันนี้เรามาเพื่อบอกให้รู้ว่า ถ้าพี่น้องชาวอีสานไว้วางใจพวกเรา หนองคายจะกลับมาเป็นฮับใหญ่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และจะเป็นหมากเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของพี่น้องชาวอีสาน แต่น่าเสียดายที่ผู้มีอำนาจในปัจจุบันไม่ได้ทำ เราจึงอาสากลับไปทำต่อให้สำเร็จ.