"ในหลวง" ทรงรับกำลังพล เรือหลวงสุโขทัยล่ม ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ด้าน ผบ.ทร.แถลงเสียใจพบผู้เสียชีวิต ยันไม่ปกปิดข้อเท็จจริง สอบยันผู้การเรือ-กำลังพลทุกนาย รายงาน "นายกฯ-คลัง" ตามระเบียบฯ
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 20 ธันวาคม 2565 ที่อาคารราชนาวิกสภา พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และ พล.ร.อ.ชลธิศ นาวานุเคราะห์ เสนาธิการทหารเรือ ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าเหตุการณ์เรือหลวงสุโขทัยล่ม พล.ร.อ.เชิงชาย แถลงว่า ขอเรียนให้ทราบว่ากองทัพเรือสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับกำลังพลของเรือหลวงสุโขทัยที่บาดเจ็บไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น ให้กับกำลังพลประจำเรือผู้ประสบภัยทุกนาย ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อกองทัพเรืออย่างหาที่สุดมิได้ ทั้งนี้ ตนขอแสดงความเสียใจกับญาติของกำลังพลเรือหลวงสุโขทัย ที่วันนี้ (20 ธ.ค.) จากการลาดตระเวนได้พบผู้ประสบภัย เพิ่ม 6 ราย เป็นผู้ประสบภัยที่มีชีวิต 1 ราย และเสียชีวิต 5 ราย (***ข้อมูลเมื่อเวลา 20.56 น. ค้นพบผู้เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย สรุป วันนี้ค้นพบ 7 นาย รอดชีวิต 1 นาย เสียชีวิต 6 นาย ยังคงสูญหาย 23 นาย)
พล.ร.อ.เชิงชาย กล่าวว่า เรือหลวงสุโขทัยเพิ่งได้รับการซ่อมทำขนาดใหญ่ เป็นระยะเวลา 2 ปี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อเตรียมการที่จะไปปฏิบัติการในพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี แต่แผนดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะการสร้างหรือการขุดลอกท่าเรือในพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามันไม่เป็นไปตามแผน ในวันที่ 18 ธ.ค. ที่ผ่านมา เรือหลวงสุโขทัยได้รับภารกิจให้ออกลาดตระเวนช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล จากสภาพอากาศที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศให้รับทราบว่าในช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่มีมรสุมกำลังแรง เข้ามาในบริเวณประเทศไทยและอ่าวไทยก่อให้เกิดสภาพคลื่นลมที่มีความรุนแรง ทะเลมีคลื่นอยู่ในเกณฑ์ 3-4 เมตรตลอดช่วงอ่าวไทย ตั้งแต่อ่าวไทยตอนกลางถึงอ่าวไทยตอนล่าง และเท่าที่ตนทราบมีน้ำเข้าเรือจำนวนมาก โดยน้ำเข้าบริเวณหัวเรือจนทำให้เกิดความเสียหายกับระบบเครื่องไฟฟ้าและเครื่องจักรของเรือ ซึ่งทางเรือพยายามสูบน้ำออกตามขั้นตอน โดยมีเครื่องสูบน้ำที่อยู่ในเรือ แต่ปรากฏว่าไม่สามารถสูบน้ำออกได้ทันตามปริมาณน้ำที่เข้ามาเป็นผลทำให้น้ำเข้ามาในตัวเรือเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปกติเรือรบจะมีความทนทางทะเลมากกว่าเรือทั่วไป เพราะเป็นเรือที่สร้างขึ้นมาเพื่อปฏิบัติการรบ หากบริเวณไหนที่ได้รับความเสียหายจากการทำการรบก็จะมีการผลึกน้ำ เพื่อให้ลอยอยู่ในเรือในการสู้รบได้ ซึ่งหลังจากที่น้ำเข้ามาในตัวเหลือเครื่องยนต์ขวาเพียงตัวเดียว เพราะเครื่องยนต์ซ้ายโดนน้ำและเครื่องยนต์ใบจักรสูญเสียการควบคุม ทำให้ไม่สามารถเดินเรือได้
...
พล.ร.อ.เชิงชาย กล่าวต่อว่า ซึ่งมาตรการในการช่วยเหลือกำลังพลทุกนายจะมีเสื้อชูชีพและเรือรบทุกลำจะมีการติดตั้งแพชูชีพอัตโนมัติบริเวณตัวเรือ โดยแพชูชีพดังกล่าวสามารถปลดด้วยระบบแมนวลและอัตโนมัติบรรจุกำลังพลได้ 15 คน ซึ่งมีอยู่จำนวน 6 แพ เพียงพอต่อกำลังพลที่จะลงไปในแพในกรณีฉุกเฉิน ย้ำว่ากองทัพเรือจะต้องมีการรายงานเหตุการณ์ตามระเบียบเป็นการรายงานด่วนถึงผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตามกฎหมาย ซึ่งต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพเรือมีระเบียบว่าด้วยการป้องกันอุบัติเหตุและความเสียหาย ที่ต้องให้หน่วยที่เป็นผู้บัญชาการของเรือ ก็คือ ทัพเรือภาค 1 รายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รายงานความสูญเสียทั้งในเรื่องของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ จากนั้นจะมีการรายงานเรื่องของระเบียบความรับผิดทางละเมิด ที่จะต้องรายงานข้อเท็จจริงไปถึงกระทรวงการคลัง และนายกฯ ได้รับทราบตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นในรายละเอียดที่เป็นข้อเท็จจริงไม่ว่าจะเป็นสาเหตุของเรือจม หรือสาเหตุที่มีการกล่าวว่าเสื้อชูชีพไม่เพียงพอกับกำลังพลในส่วนที่มาสมทบ เพื่อไปทำภารกิจที่หาดทรายรี จะต้องถูกสอบสวนและรายงานข้อเท็จจริงทั้งหมดมาที่กองทัพเรือ ฉะนั้นขอให้ประชาชนรับทราบว่าเรามีกฎหมายและมีแนวทางปฏิบัติที่จะต้องสอบสวนข้อเท็จจริงในทุกเรื่องเพื่อรายงานให้ผู้บังคับบัญชาในทุกระดับชั้นรับทราบ
พล.ร.อ.เชิงชาย กล่าวด้วยว่า แต่ในบางเรื่องถ้าเป็นเรื่องของความลับทางราชการก็ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งทั้งหมดกองทัพเรือไม่มีการปกปิดข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น เราจะสอบสวนหาข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ทุกคนได้ทราบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกำลังพลของเรือหลวงสุโขทัยที่อาจจะสูญเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ มีการตรวจสอบย้อนหลังและงบประมาณในแต่ละปีในการซ่อมบำรุงไม่ได้มีเปอร์เซ็นต์แตกต่างกัน ยังคงเดิม แต่กองทัพเรือคำนึงถึงเรื่องการใช้งบการซ่อมทำยุทโธปกรณ์อย่างคุ้มค่า อีกทั้งพิจารณามีการปลดประจำการเรือที่หมดอายุการใช้งานเพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งปีนี้ปลดเรือตาปี และเรือตรวจการณ์ปืน และปีหน้ามีแผนปลดเรือหลวงคีรีรัฐ และเตรียมแผนงานต่อเรือฟริเกตลำใหม่