“อิ๊งค์ แพทองธาร” ประกาศ 10 นโยบายพลิกฟื้นประเทศในปี 70 ใต้รัฐบาลเพื่อไทย คิดใหญ่ ทำเป็น ประกาศค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท จบ ป.ตรี เงินเดือน 25,000 บาท ลั่น ไม่ต้องย้ายประเทศ เปลี่ยนผู้นำง่ายกว่า
วันที่ 6 ธ.ค. 2565 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย กล่าวในการประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2565 ว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ตนเองพร้อมคณะกรรมการลงพื้นที่ศึกษาและทำวิจัย พบว่าประเทศถอยหลังไปมาก ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และไร้ที่ยืนบนเวทีโลก ประชาชนจำนวนมากมีหนี้ท่วมท้นและสะสมเป็นเวลานาน ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จำเป็นต้อง “คิดใหญ่” เพราะหากคิดเล็กจะรับมือปัญหามากมายขนาดนี้ไม่อยู่ และต้อง “ทำเป็น” เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ โดยยืนยันได้จากผลงานตั้งแต่รัฐบาลไทยรักไทย จนถึงรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเราสามารถคืนความสุข ความเจริญ ความกินดีอยู่ดีให้พี่น้องประชาชนได้
สำหรับหัวข้อในแคมเปญรณรงค์ต่อจากนี้ เปลี่ยนจาก “พรุ่งนี้เพื่อไทย” เป็น “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน” พร้อมกล่าวต่อไปว่า ภายในปี 2570 ภายใต้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย หากได้บริหารประเทศ 4 ปี ที่ผ่านมา จะลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน และคนไทยจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง ผ่าน 10 นโยบาย
1. นโยบายเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส จากปี 2566 - 2570 พรรคเพื่อไทยจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศเติบโตอย่างต่ำเฉลี่ยร้อยละ 5% ต่อปี ช่องว่างความเหลื่อมล้ำจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะพรรคเพื่อไทยจะใช้แนวคิดรดน้ำที่ราก เพื่อให้ต้นไม้งอกงามได้ทั้งต้นทั้งที่น้ำมีจำกัด จะใช้ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) เป็นพลังขับเคลื่อน ดึงศักยภาพของอย่างน้อย 1 คนในทุกครอบครัว เมื่อเห็นศักยภาพที่เด่นชัดจะได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาไปฝึกอบรมทักษะระดับโลกต่อในต่างประเทศ และในปี 2570 คนไทยต้องได้ค่าแรงขั้นต่ำให้สมกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทย คือ ไม่ต่ำกว่า 600 บาทต่อวัน เงินเดือนของผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี อยู่ที่ 25,000 บาทขึ้นไป พร้อมสร้างแนวทางหารายได้ให้กับประชาชนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่คู่ขนานไปกับรายได้ดั้งเดิม แก้ปัญหาหนี้สิน เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ใช่แค่พักหนี้ แต่ล้างหนี้จนหมดสิ้น
...
2. นโยบายด้านการเกษตร ในปี 2570 จะนำเทคโนโลยีทางการเกษตร หรือ AgriTech มาใช้ เช่น เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยในการเกษตร มีการปรับปรุงหน้าดิน ใช้ปุ๋ยเท่าที่จำเป็น เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้นแต่เหนื่อยน้อยลง ใช้การตลาดนำการผลิต ไม่มีการทำการเกษตรแบบไร้เป้าหมาย สินค้าการเกษตรต้องขึ้นยกแผง มีการนำสินทรัพย์ดิจิทัล (NFT) มาใช้ในการขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ให้ต่างชาติมาช่วยเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกรอีกทางหนึ่ง ราคาพืชผลเกษตรจึงขึ้นยกแผงทุกตัว เพราะเคยทำมาแล้ว และจะทำต่อไป
3. นโยบายด้านการท่องเที่ยว ในปี 2570 มีนักท่องเที่ยวมาเยือนไทยจำนวนมาก รายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง 3 ล้านล้านบาทต่อปี การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยได้รับความนิยมจากทั่วโลก เทศกาลของไทย 2 เทศกาล คือ สงกรานต์ในเดือน เม.ย. และลอยกระทงในเดือน พ.ย. เป็นเทศกาลระดับโลกที่นักท่องเที่ยวปักหมุดไว้ในปฏิทิน ประเทศไทยน่าอยู่สำหรับชาวต่างชาติและคนไทย
4. นโยบายด้านนวัตกรรม พรรคเพื่อไทยจะสร้างโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ (Blockchain) ของไทยเอง ที่เป็นช่องทางในการขายสินค้าเกษตร รวมทั้งสินทรัพย์ที่เกิดจากซอฟต์พาวเวอร์ ตลอดจนเป็นช่องทางเงินทุนให้กับนักธุรกิจรายย่อย ไม่ว่าจะเป็น Start up หรือ SME ส่งเสริมงานวิจัยอย่างจริงจัง จนทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านนวัตกรรมของอาเซียน มีการใช้เงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง แทนเงินสด ป้องกันการคอร์รัปชันในการเมืองแบบลิงกินกล้วย ประชาชนทุกคนมีบัญชีธนาคาร และมีกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) กลายเป็นรัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ การเข้าถึงบริการของรัฐทำได้ง่าย สะดวก ทุกหมู่บ้านของประเทศไทยมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง สถานที่สาธารณะทุกแห่งมีไวไฟ (Wi-Fi) ฟรี
5. นโยบายด้านสาธารณสุข ในปี 2570 หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ถูกยกระดับขึ้น สามารถรักษาได้ทั่วประเทศ สามารถใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวรับการรักษาได้ทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะข้อมูลสุขภาพถูกเชื่อมไว้บนศูนย์ข้อมูล (Cloud) การขอคำปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางสามารถได้รับการรักษาที่ศูนย์สาธารณสุขหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกล เพราะแพทย์เฉพาะทางให้คำปรึกษาผ่านระบบทางไกล (Telemedicine) ได้ ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิต ได้รับการดูแลจากผู้ช่วยพยาบาลทั้งที่บ้านและที่ศูนย์ชีวาภิบาล (Hospice) ของรัฐและเอกชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ลูกหลานยังสามารถไปประกอบอาชีพได้ตามปกติ ไม่ต้องลางาน การสาธารณสุขเชิงรุก เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกฟรีในเด็กหญิงอายุ 9-11 ปี และฉีดวัคซีนให้ผู้หญิงที่ยังไม่ติดเชื้อไวรัส HPV ตรวจและรักษาไวรัสตับอักเสบซี เป็นการป้องกันมะเร็งตับที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของมะเร็งในผู้ชาย
6. นโยบายด้านการศึกษา ในปี 2570 มีการกระจายอำนาจการศึกษาเหมือนในประเทศที่เจริญแล้ว มีโรงเรียน 2 ภาษาในทุกท้องถิ่น ซึ่งสอนภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษและภาษาจีน ตั้งแต่ ป.1 มีการเรียนการสอนทั้งในห้องเรียนและออนไลน์ โดยใช้ครูต่างประเทศมาสอนเสริมร่วมกับครูไทย มีศูนย์การเรียนรู้แบบ TCDC และ TK Park ที่เริ่มต้นสมัยไทยรักไทย ให้ครบทุกจังหวัด
7. นโยบายด้านยาเสพติด พรรคเพื่อไทยมาแล้วยาเสพติดต้องหมดไป จะปราบปรามยาเสพติดเต็มรูปแบบ เพราะเด็กไทยตกเป็นทาสยาเสพติด ทำร้ายคนในครอบครัวและผู้อื่นอีกมากมาย รวมถึงจะบำบัดผู้เสพอย่างทั่วถึงควบคู่กันไปกับการปราบปราม
8. นโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง จะถูกแก้ไขทั้งระบบทั่วประเทศ มีการสร้างคลองน้ำเพื่อเชื่อมแม่น้ำหลักเข้าหากัน และมีอ่างเก็บน้ำเป็นแก้มลิงตามเส้นทางน้ำสายหลัก เพื่อให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพ มีการสำรวจสิ่งก่อสร้างที่ขวางทางน้ำไหล โดยเฉพาะถนน แล้วเปิดทางเพื่อให้น้ำไหลลงแม่น้ำสายหลักตามหลักแรงโน้มถ่วงโลก ดังที่เคยทำในจังหวัดอุดรธานี ซึ่งทำให้น้ำไม่ท่วมมา 20 ปีแล้ว โดยทำทางน้ำหลาก (Floodway) และทางผันน้ำ เพื่อระบายน้ำลงทะเลให้เร็วขึ้นทั้งสองฝั่งเจ้าพระยา รวมถึงป้องกันน้ำทะเลหนุนไม่ให้ท่วมกรุงเทพฯ ด้วยการถมทะเลด้านบางขุนเทียนจนถึงสมุทรปราการ สมุทรสาคร และเกิดแผ่นดินงอกจำนวนมาก ลดความแออัดของกรุงเทพฯ โดยนำที่ดินงอกนี้มาทำเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมดึงดูดรายได้จากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทย
9. นโยบายด้านการคมนาคมและขนส่งมวลชน ในปี 2570 ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค มีการลงทุนในระบบรางครั้งใหญ่ สร้างรถไฟรางคู่ในทุกเส้นทาง ทำให้รถไฟวิ่งได้ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากที่เคยใช้เวลา 10 ชั่วโมง เหลือเพียง 5 ชั่วโมง เส้นทางรถไฟสายใหม่ถูกสร้างขึ้นไปถึงจุดหมายสำคัญ เช่น เชียงราย เชียงของ มุกดาหาร นครพนม ภูเก็ต ส่วนรถไฟความเร็วสูงสร้างจากจีนลงมาถึงไทยแล้วต่อยาวไปถึงสิงคโปร์จะเกิดขึ้นแน่นอน ขณะที่รถไฟฟ้าสายต่างๆ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลถูกจัดระเบียบใหม่ เพื่อใช้ระบบตั๋วร่วม 20 บาทตลอดสายได้ก่อนปี 2570 สนามบินสุวรรณภูมิจะขยายพื้นที่รองรับผู้โดยสารมากขึ้นจาก 45 ล้านคน เป็น 100 ล้านคน
10. นโยบายด้านพลังงาน โครงสร้างราคาพลังงานจะถูกปรับรื้อตั้งแต่ปี 2566 ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส ค่าไฟ ลดลงทันที จะรณรงค์และส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับครัวเรือน ทำให้ลดการพึ่งพาน้ำมันลง
นอกจากนี้ นางสาวแพทองธาร ยังกล่าวด้วยว่า ในปี 2570 กติการัฐธรรมนูญจะเป็นประชาธิปไตยแบบเต็มใบ นายกรัฐมนตรีจะถูกเลือกโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งมาจากประชาชน มีการกระจายอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจากส่วนกลางออกไปส่วนท้องถิ่นมากขึ้น การใช้จ่ายงบประมาณจากภาษีประชาชนถูกควบคุมด้วยระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชั้นสูง เพื่อตามเม็ดเงินที่ถูกเบียดบังไป จนมั่นใจได้ว่าเงินภาษีของประชาชนได้ย้อนกลับไปสร้างความเจริญและความสุขให้กับประชาชนทุกบาททุกสตางค์ และจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่มีความพร้อมด้วย
“ในปี 2570 เรารับใช้ประชาชนมา พี่น้องประชาชนจะเห็นว่าเราสามารถทำให้นโยบายทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นให้เป็นจริงได้ เกิดขึ้นจริงได้ เราไม่ต้องย้ายประเทศ เราแค่มาร่วมใจกัน เปลี่ยนผู้นำง่ายกว่า ช่วงเวลา 4 ปีต่อจากนี้ จะเป็นช่วงเวลาที่เราจะพลิกฟื้นประเทศให้กลับมามีเกียรติมีศักดิ์ศรีอีกครั้ง การคิดใหญ่ ทำเป็น จะทำให้ประเทศของเรา พี่น้องคนไทย มีชีวิตที่พลิกฟื้นกลับมาได้ราวปาฏิหาริย์ การมีการเมืองที่มีเสถียรภาพเท่านั้น ที่จะทำให้เราทวงคืน 1 ทศวรรษที่เราเสียไปให้กลับคืนมา”
ในช่วงท้าย นางสาวแพทองธาร ทิ้งท้ายว่า มาร่วมกันคิดใหญ่ ทำให้เป็นจริงได้ ด้วยการเลือกพรรคเพื่อไทย ทั้งคน ทั้งพรรค เพื่อคนไทยทุกคน เรามากำหนดอนาคตของเราในวันเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้.