นางนลินี ทวีสิน ประธานคณะทำงานนโยบายด้านต่างประเทศ พรรคเพื่อไทย แนะ รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ เวทีการประชุม APEC 2022 วางบทบาทไทยเป็น "ผู้นำ" ไม่ใช่แค่ "ผู้จัด" เพื่อประโยชน์สูงสุดของไทยและภูมิภาค
วันที่ 15 พ.ย. 65 นางนลินี ทวีสิน ประธานคณะทำงานนโยบายด้านต่างประเทศ พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวถึงกรณีการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปกที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 17-18 พฤศจิกายนนี้ ว่า รัฐบาลควรใช้โอกาสในฐานะเจ้าภาพการจัดประชุมเอเปกเพื่อผลักดันให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยและประเทศสมาชิกในกลุ่มเอเปกดังนี้
1. การประชุมสุดยอดผู้นำเอเปกในกรุงเทพฯ ถือเป็นโอกาสทองของไทยที่จะผงาดในเวทีโลกอีกครั้งหลังจากรัฐบาลได้ละเลยการนำไทยให้มีบทบาทผู้นำในเวทีนานาชาติซึ่งต้องมีความเข้าใจทิศทางของการเมืองระหว่างประเทศ ความต้องการของแต่ละประเทศอย่างลึกซึ้ง และสามารถเชื่อมความสัมพันธ์ของนานาประเทศให้เกิดประโยชน์ในหลายมิติได้ หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล พรรคฯ มีความเข้าใจและเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำหน้าที่นี้ได้สำเร็จดังที่เคยปรากฏมาแล้วในอดีต สมัยรัฐบาลไทยรักไทย ภายใต้การนำของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะเจ้าภาพการจัดประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ได้ใช้ยุทธศาสตร์ทางการต่างประเทศผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่หลากหลาย รวมทั้งขยายไปสู่ความร่วมมืออื่นๆ อาทิ ACD และ ACMECS มาแล้ว
2. โมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า "BCG" (บีซีจี) หรือ Bio-Circular-Green Economy เศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของการประชุมเอเปกนั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับประเทศไทย แต่ไทยต้องการมากกว่านั้น "บีซีจี" อาจเป็นภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจที่หลายประเทศต้องการให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน แต่รัฐบาลควรใช้เวทีเอเปกเป็นโอกาสในทางการทูต แสดงศักยภาพเป็นผู้นำในการสมานฉันท์รอยร้าวระหว่างประเทศ ที่จะเป็นอุปสรรคใหญ่ของการบรรลุเป้าหมายทางการค้าโดยรวมของประเทศสมาชิก อาทิ ความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐฯ เป็นต้น รัฐบาลยังควรใช้โอกาสนี้ในสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับกลุ่มอาเซียน ผลักดันให้ "เมียนมา" เปิดการเจรจาในประเทศ ยุติความรุนแรง เพื่อสร้างสันติภาพในภูมิภาค เปลี่ยนสนามรบให้เป็นตลาดการค้า เพราะ “สันติภาพ” คือ กุญแจสำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาค หากไร้ซึ่งสันติภาพแล้ว เป้าหมายทางเศรษฐกิจใดๆ ก็คงไม่สามารถบรรลุได้
...
3. การประชุมเอเปกเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรและอีกหลายประเทศ การร่วมประชุมของประธานธิบดีสี จิ้นผิง ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง รวมถึงการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบีย ทว่ารัฐบาลควรสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สมดุลในสายตาของต่างประเทศ
การเปลี่ยนวันจัดงานกาลาดินเนอร์เร็วขึ้น เป็นวันที่ 17 พฤศจิกายน 2565 อย่างกะทันหันสร้างความไม่สะดวกให้ผู้นำและผู้แทนอีกหลายประเทศ รัฐบาลควรระวังอย่าให้การบริหารจัดการที่ไม่ลงตัว ผลักมิตรให้กลายเป็นศัตรูในการประชุมครั้งนี้ด้วย
4. ในฐานะเจ้าภาพการจัดประชุมเอเปก ไทยควรเปิดให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประชุมสุดยอดผู้นำภาคเอกชนของเอเปก (APEC CEO Summit) และ สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจของเอเปก (APEC Business Advisory Council ABAC) เข้ามามีส่วนร่วมแลกเปลี่ยน เสนอความคิดเห็นในการประชุมเอเปกมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะมุมมองของภาคธุรกิจคือมุมมองจากผู้มีประสบการณ์ที่จะนำแนวคิดของเอเปกไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นได้จริง รัฐบาลจึงควรใช้ภาคเอกชนไทยเป็นหัวหอกสำคัญส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้ไทยสามารถบรรลุได้ตามเป้าหมายหลักของการประชุมครั้งนี้ ยกตัวอย่างโครงการที่เป็นรูปธรรมอย่าง บัตรเดินทางสำหรับนักธุรกิจเอเปก (APEC Travel Card) เป็นต้น ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่สิทธิประโยชน์อื่นๆ ได้อีกมากมายค่ะ
จึงขอฝากข้อแนะนำเหล่านี้เพื่อให้รัฐบาลตัดสินใจว่า จะวางบทบาทให้ประเทศไทย เป็นเพียง "ผู้จัด" หรือ "ผู้นำ" ในเวทีประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก 2565 นี้.