“พล.อ.ประยุทธ์” เตรียมเดินทางไปประชุมสุดยอดในกรอบอาเซียน 10-13 พ.ย.นี้ ลั่น ขอเป็นตัวแทนนำประเทศไทยก้าวสู่อนาคต ภายใต้บริบทใหม่ของโลกที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นพื้นฐาน
วันที่ 9 พ.ย. 2565 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยที่รัก ว่า ในช่วงวันที่ 10-13 พ.ย. นี้ ตนเองมีภารกิจสำคัญในต่างประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรี และตัวแทนประชาชนชาวไทย ในการเข้าร่วมประชุมสุดยอดในกรอบอาเซียน รวมทั้งกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวม 16 การประชุม ณ ประเทศกัมพูชา ทั้งในลักษณะพหุภาคีและทวิภาคี นอกจากจะมีผู้นำ ผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศคู่เจรจา อาทิ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา อินเดีย และนิวซีแลนด์แล้ว ยังมีเลขาธิการสหประชาชาติ ประธานคณะมนตรียุโรป เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ตลอดจนหัวหน้า ผู้แทนระดับสูงขององค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารพัฒนาเอเชีย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก และคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก ก็จะเข้าร่วมประชุมที่เกี่ยวข้องด้วย
สำหรับประเด็นสำคัญในการหารือกันในครั้งนี้ อยู่ภายใต้หลักคิด “อาเซียน เอ.ที.ซี. : รับมือความท้าทายร่วมกัน (ASEAN A.C.T. : Addressing Challenges Together)” ซึ่งครอบคลุมสิ่งที่อาเซียนและโลก ยังคงต้องเผชิญหน้าอยู่ ณ ช่วงเวลานี้ ในหลายมิติ ทั้งจากผลกระทบของโควิด-19 ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ที่ล้วนส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางในทุกภูมิภาคของโลก โดยประเทศไทยจะนำเสนอหลักคิดสำคัญ คือ “สร้างปัจจุบันให้เข้มแข็ง - ร่วมแรงสู่อนาคต - เคารพวิถีอาเซียน” ในการที่จะแสวงหาความร่วมมือกันในสาขาต่างๆ อาทิ
1. การเสริมสร้างประชาคมอาเซียน เพื่อรับมือกับความท้าทายร่วมกันในอาเซียนและประเทศคู่เจรจา ทั้งในการสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุข สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และยกระดับความร่วมมือด้านดิจิทัลและนวัตกรรม
2. การสร้างโอกาสสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน ให้เป็นรูปธรรม ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและหุ้นส่วนภายนอก เช่น โมเดลเศรษฐกิจ BCG เศรษฐกิจหมุนเวียน การเกษตรอัจฉริยะ ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน การเติบโตสีเขียว และอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ตลอดจนส่งเสริมการสร้างโอกาสให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มได้เป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอาเซียนต่อไปในอนาคต ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
3. การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค โดยให้ความสำคัญกับการรักษาความเป็นหนึ่งเดียว และส่งเสริมบทบาทอาเซียนให้เป็นแกนกลางความสัมพันธ์ เพื่อสร้างดุลยภาพใหม่ในภูมิภาค ลดความตึงเครียด และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า “ผลลัพธ์ของการประชุมที่เป็นความหวังของผม และคนทั้งอาเซียน รวมทั้งคนทั้งโลก คือการเสริมสร้างเสถียรภาพในโลก ภูมิภาคอาเซียน และในประเทศไทย ซึ่งจะเชื่อมโยงกลับมาสู่คุณภาพชีวิตของประชาชนทุกภาคส่วน ทุกสาขาอาชีพ ที่ล้วนมีความเชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่เดียวกัน ทั้งประชาชนทั่วไป ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ท่องเที่ยวและบริการ ผู้ประกอบการ SME Startup อีกทั้งการพัฒนาในวันข้างหน้า ผมในฐานะผู้นำรัฐบาล ขอเป็นตัวแทนประเทศไทย นำประเทศของเราก้าวสู่อนาคตภายใต้บริบทใหม่ของโลกที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นพื้นฐาน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญครับ”