รัฐบาลอาจภาคภูมิใจ ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงก็ได้ ที่มีรายงานข่าวว่าในปี 2565 นี้ นับแต่รัฐบาลเปิดรับลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายนถึง 21 ตุลาคม มีประชาชนแห่ไปลงทะเบียนเป็นประวัติการณ์ถึง 21.96 ล้านคน ยังต้องตรวจคุณสมบัติอีกครั้ง แต่คาดว่าจะมากกว่าปี 2564
ถ้ามองด้วยสายตานักวิชาการ หรือแม้แต่สายตาคนทั่วไป จำนวนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เพิ่มขึ้นทุกปีไม่ใช่ตัวชี้วัดผลงานของรัฐบาล เพราะชาวบ้านเรียกว่า “บัตรคนจน” กลายเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความสามารถในการแก้ปัญหาความยากจนของรัฐบาล เริ่มตั้งแต่ปี 2551 มีประชาชนได้รับบัตรคนจน 14 ล้านคน
จำนวนคนจนพุ่งสูงขึ้นทุกปี จาก 14 ล้านคนพุ่งเป็นกว่า 21 ล้านคนในเวลา 13 ปี บางปีเพิ่มขึ้นกว่า 8 ล้านคน สวนทางกับคำประกาศของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สัญญาว่าจะทำให้ความยากจนสิ้นไปจากผืนแผ่นดินไทยภายในปี 2560–2561 แต่วันนี้ไม่มีใครพูดถึง
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงความยากจนในมิติเดียว คือความยากจนด้านรายได้ แต่เมื่อปี 2564 สหประชาชาติได้สำรวจประเทศทั่วโลก พบว่า มีถึง 70 ประเทศจาก 109 ประเทศที่มีประชากรรวม 5 พันล้านคน ประสบปัญหา “ความยากจนหลายมิติ” และพบว่าไทยเป็นประเทศที่ย่ำแย่ที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน
สหประชาชาติไม่ได้มองความยากจนในมิติเดียว คือด้านรายได้ แต่หลากหลายมิติ นอกจากรายได้ยังดูการเข้าถึงบริการสาธารณสุข การศึกษา คุณภาพของโภชนาการ ความยุติธรรมในสังคม และมาตรฐานการครองชีพ ประเทศไทยได้คะแนนดีที่สุดด้านรายได้ แต่เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำอันดับ 4 ของโลก
รายงานของธนาคารโลกระบุว่า การลดลงของความยากจนในประเทศไทย เริ่มชะลอตัวลงตั้งแต่ปี 2558 ปีที่สองของรัฐบาล คสช. จากนั้นความยากจนก็เพิ่มขึ้นระหว่างปี 2559 ถึง 2561 ภาคเกษตรกรรมมีความยากจนมากที่สุดเป็นถึง 79% ของทั้งหมด ไทยเป็นประเทศที่เหลื่อมล้ำที่สุดในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก
ธนาคารโลกเคยให้นิยาม หรือคำจำกัดความของ “ความยากจน” คือผู้ที่มีรายได้วันละ 60 บาท ต้องถือว่ายากจนแสนสาหัส หรือยากจนสุดทนทาน ขณะนี้คงจะปรับตัวเลขสูงขึ้นแล้ว แต่ที่แน่นอนที่สุด นอกจากด้านการเมืองจะมีหลายอย่างอยู่ในช่วงขาลงแล้ว ในด้านเศรษฐกิจไทยก็อยู่ในช่วงขาลงมาตั้งแต่รัฐบาล คสช.ชุดแรก.