“จุรินทร์-สินิตย์” ผู้บริหาร ปชป.เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร สู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า เชื่อ ปชป.คัมแบ็ก เลือกยกทีมครบ 3 เขต ชู “ส่งออก-ฟื้นประมง” ดึงรายได้เข้าไทย โว ใต้ได้มากกว่า 40 ส.ส. บ่ยั่น คนไหลเข้า-ออก ปกติ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 ต.ค. 2565 ที่ เพื่อนใจรีสอร์ต จ.ชุมพร นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงพาณิชย์ พร้อมนายสินิตย์ เลิศไกร ส.ส.สุราษฎร์ธานีและรมช. กระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมงาน "รวมพลังประชาธิปัตย์ ชุมพร" มีสมาชิกพรรคเข้าร่วมงานจำนวนมาก โดยนายจุรินทร์และนายสินิตย์ได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครประชาธิปัตย์ทั้ง 3 เขต ของจ.ชุมพรคือ เขต 1 “ส.ส.ตาร์ต นายอิสรพงษ์ มากอำไพ ส.ส. 1 สมัย จากการชนะการเลือกตั้งซ่อมล่าสุด เขต 2 นายสราวุธ อ่อนละมัย ส.ส.ชุมพร 3 สมัย อีกตัวเต็งที่ยืนหยัดอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างมั่นคง และเขต 3 นายมีศักดิ์ ภักดีคง อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตอธิบดีกรมประมง โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 3 เขต มีศักยภาพสูงทุกคน และจะสามารถได้รับการเลือกตั้ง หรือคัมแบ็กเข้าสภาได้แน่นอนในส่วนของจังหวัดชุมพร

...

“ขอขอบคุณพี่น้องชาวชุมพร จากการเลือกตั้งซ่อมเมื่อ 16 มกราคม 2565 ที่บอกชัดเจนว่า เมื่อประชาธิปัตย์รวมหัวใจเป็นหนึ่งเดียว เราก็เอาชนะคู่แข่งขันได้อย่างขาวสะอาด และขาดลอย ดังนั้นพี่น้องชุมพรต้องรวมหัวใจที่เด็ดเดี่ยวของชาวประชาธิปัตย์ให้เป็นพลัง และชุมพร จะสามารถยกจังหวัดได้ต่อเนื่อง เป็นครั้งที่ 8 ถือเป็นความต่างที่เด่นชัดของประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นที่พึ่งหวังของคนไทย และไว้วางใจได้เสมอ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

เมื่อถามว่า ในเขตเลือกตั้งที่ 3 เดิม มีอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ย้ายไปสนับสนุนพรรคอื่น จะทำให้เป็นการแย่งฐานคะแนนเดิมหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ประชาธิปัตย์ก็มีฐานของประชาธิปัตย์ บวกกับผู้สมัครหน้าใหม่ที่มีฐานส่วนตัว มีฐานจากครอบครัว ญาติมิตรเพื่อนฝูงในเขต 3 จำนวนมากเช่นกัน เราจึงมั่นใจว่า สู้ได้ ส่วนคู่ต่อสู้ก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องแข่งกัน ไม่ว่าเขตไหนก็ต้องมีหลายพรรคการเมืองแข่ง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ปัจจุบัน หรือเป็นอดีต ส.ส. หรือผู้สมัคร ที่เหมือนกันทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ เที่ยวนี้เราพร้อมมากสำหรับ 3 เขตของชุมพร โดยเฉพาะผู้สมัครเขต 3 เป็นอดีตอธิบดีกรมประมง มีประสบการณ์ตรงกับปัญหาด้านการประมง จะมาช่วยสรุปทำนโยบายเพื่อขับเคลื่อนประมงของประเทศให้ฟื้นกลับมาคู่กันต่อไป ไม่ว่าจะเป็นประมงพื้นบ้าน หรือประมงพาณิชย์ เพราะการประมงสร้างรายได้ให้กับประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศเป็นแสนล้าน วันนี้หดหายไปจนเกือบจะเรียกว่าหมด เป็นเรื่องน่าเสียดายมาก ไม่เช่นนั้น ประมงจะเป็นตัวขับเคลื่อน จีดีพี สำคัญของประเทศอีกตัวหนึ่ง แต่อนาคตเราทำแน่ ถ้าเรามีโอกาสเป็นแกนตั้งรัฐบาล และจะเป็นนโยบายหนึ่งในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์จะมีนโยบายด้านเศรษฐกิจ ปากท้อง นอกเหนือจากการประกันรายได้ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ประกันรายได้เป็นดีเอ็นเอของเราในการขับเคลื่อนต่อไป โดยจะขยายวงออกไปถึงกลุ่มอื่นๆ ที่จะทำให้กลุ่มเปราะบางและประชาชนที่เป็นกลุ่มสำคัญๆ ของประเทศได้มีหลักประกันเรื่องรายได้ หากเราเป็นแกนนำรัฐบาล เราจะได้ช่วยสร้างเงินเพื่อเป็นหลักประกันให้กับคนกลุ่มเหล่านี้ แต่จะพูดทั้งหมดก็ยังไม่ใช่เวลา แต่ให้เห็นภาพรวมว่า เศรษฐกิจของประเทศ จะต้องยืนอยู่ทั้งเรื่องการส่งออก เพื่อส่งผลต่อผู้ใช้แรงงานให้มีงานทำ และเกษตรกรสามารถขายพืชเกษตรได้ราคาดี มีตลาดส่งออก ถือเป็นผลงานเชิงประจักษ์แล้ว หากพูดเรื่องส่งออก ก็เชื่อว่าทุกคนมั่นใจ “จุรินทร์ทำได้” และยังมีเรื่องการท่องเที่ยวที่จะมาเป็นตัวร่วมเพื่อขับเคลื่อน จีดีพีของประเทศต่อไป เมื่อถึงเวลาแล้วจะเปิดแน่นอน ไม่มีปัญหา เข้าใจดีทุกอย่างว่าเราจะขับเคลื่อนประเทศ สร้างเงินให้ประเทศด้วยวิธีไหนอย่างไร

นายจุรินทร์ กล่าวถึงเป้าหมายส.ส.ในภาคใต้ด้วยว่า เคยบอกว่า 35-40 คนส่วนตัวคิดว่า เป็นไปได้มาก 40 ที่นั่ง ไม่ได้พูดจากความฝัน แต่พูดจากฐานความเป็นจริง ในประเด็นที่ทุกพรรคต่างมารุมเจาะภาคใต้ ก็ปกติ ทุกพรรคเป็นอย่างนี้ ทุกพรรคก็มะรุมมะตุ้มในภาคใต้ ไปย้อนดูแต่ละเขต มีตั้งแต่ 4 คน 5 คน 10 คน 12 คนก็มี ที่ผ่านมาประชาธิปัตย์จะเป็นตัวยืนทุกครั้ง โดยมีพรรคอื่นเป็นคู่แข่งขัน เราก็ยืนหยัดมาได้ถึงวันนี้ แม้บางช่วงจะได้มากบ้าง น้อยบ้าง เที่ยวหน้า ไม่ได้มีปรากฏการณ์ที่แปลกอะไร ที่มีหลายพรรคแข่งกัน ส่วนกระแสข่าว ส.ส.ย้ายพรรค ตนคิดว่านิ่งแล้ว แต่ก็ธรรมดา เพราะเคยบอกแล้วว่า ทุกพรรคพอใกล้โหมดเลือกตั้ง จะมีคนเข้า มีออก ไม่มียกเว้น ไม่ใช่มีแต่ประชาธิปัตย์จะเข้าจะออก แต่มีทุกพรรค

“วันนี้ก็ยังเห็นอยู่ทุกวันว่า มีเข้า มีออก เป็นเรื่องธรรมดา บางคนพอพรรคตัดสินใจเลือก นาย ก. นาย ข. ก็ต้องย้ายพรรค ถ้าจะลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะพรรคส่งเขตเดียว 2 คนไม่ได้ ก็เป็นที่มาที่อาจจะต้องย้ายพรรค นี่ผมพูดในภาพรวม บางท่านต้องการเงื่อนไข แต่พรรคนั้นๆ ให้ไม่ได้ ก็เปลี่ยนพรรค ซึ่งก็สุดแล้วแต่เหตุผลของแต่ละคน
แต่คนเข้ามาก็มี แม้แต่ในกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้สมัคร ส.ส. รุ่นใหม่ที่จะเดินเข้าพรรคอีกหลายคน เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ที่มีศักยภาพ มีโอกาสได้รับเลือกเป็นผู้แทนแน่นอนที่จะเดินเข้าพรรค” นายจุรินทร์ กล่าว