- “ทักษิณ” ประณามเหตุกราดยิงหนองบัวลำภู แสดงความเสียใจสุดซึ้งผู้สูญเสีย จี้รัฐบาลเอาจริงเอาจังปัญหายาเสพติด
- ย้อนคำพูด ลั่น ยาเสพติดเรื่องใหญ่ ถ้ายังอยู่ ลูกหลานและชาวบ้านจะไม่ต้องตกเป็นเหยื่อเป็นทาส
- เพื่อไทย ฟื้นนโยบายทำสงครามกับยาเสพติด อัดรัฐบาลประยุทธ์ ผิดพลาด บกพร่อง ประกาศว่าผู้เสพคือผู้ป่วยต้องได้รับการบำบัดฟื้นฟู แต่กระบวนหละหลวม
โศกนาฏกรรมคลั่งกราดยิงหนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2565 ยังคงสร้างความหดหู่และเศร้าเสียใจให้กับผู้เห็นเหตุการณ์ ครอบครัวผู้สูญเสีย และประชาชนทั่วประเทศที่ติดตามข่าว จนทำให้เด็กตัวน้อยๆ วัยที่ยังไร้เดียงสาถูกพรากชีวิตไปขณะนอนอยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ตำบลอุทัยสวรรค์ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู ครูที่ตั้งครรภ์ใกล้คลอด และประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมชีวิตที่ต้องสูญเสียไปเกือบ 40 ศพ แม้ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นอดีตตำรวจวัย 34 ปี จะปลิดชีพตัวเองด้วยอาวุธปืน รวมถึงคร่าชีวิตลูกชายและภรรยาไปด้วย ก็ไม่อาจทำให้ความโศกเศร้าครั้งนี้จางหายไปง่ายๆ
ขณะที่สาเหตุหนึ่งของการก่อเหตุครั้งนี้มีการพูดถึงเรื่องยาเสพติด เนื่องจากอดีตตำรวจรายนี้มีประวัติเสพยาเสพติดทั้งที่ตนเองเป็นผู้รักษากฎหมายและก่อนเข้ารับราชการ รวมถึงยังมีพฤติกรรมอื่นๆ จนทำให้ถูกไล่ออกจากราชการ และในที่สุดก็มาก่อเหตุขึ้น ทำให้สังคมเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงเรื่องนี้เป็นอย่างมากว่า รัฐบาลควรเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามยาเสพติด ทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และแสดงความคิดเห็นเปรียบเทียบย้อนไปถึงนโยบายการปราบยาเสพติดในสมัยรัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
...
ทางด้าน นายทักษิณ เองก็เป็นอีกคนหนึ่งออกมาโพสต์ข้อความแสดงความเสียใจและประณามต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “เหตุการณ์กราดยิงที่ศูนย์พัฒนาเด็ก จ.หนองบัวลำภู จนมีผู้เสียชีวิต 38 คน ถือเป็นความเศร้าสลดที่ไม่น่าเกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา ผมขอประณามความโหดเหี้ยมของผู้กระทำ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และขอร้องให้รัฐบาลได้เร่งปราบปรามยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้าอย่างจริงจังเถิด เพราะเราสูญเสียมามากเกินพอแล้ว”
ถ้ายังอยู่ รับรองยาเสพติดผมเอาอยู่หมด
หากย้อนไปเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2565 นายทักษิณ หรือ โทนี่ วู้ดซัม (Tony Woodsome) เคยกล่าวผ่าน CareTalk X CareClubHouse : ระบอบทักษิณในมัลติเวิร์สของความจน ซึ่งในช่วงหนึ่งมีการกล่าวถึงการปราบปรามยาเสพติดไว้ว่า ถ้าระบอบประชาธิปไตยยังอยู่ ไม่ถูกปฏิวัติ และเป็นไปตามครรลอง การเลือกตั้งเป็นไปในลักษณะให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ บ้านเมืองจะดีกว่านี้มาก และยาเสพติดที่มีอยู่ทุกวันนี้ ประเทศยิ่งจนเท่าไหร่ ยาเสพติดยิ่งเยอะ
ทั้งนี้ ที่ตนเองเคยพูดไว้ว่าทฤษฎีหนึ่งทางด้านอาชญาวิทยา บอกว่า ถ้าช่องทางหรือโอกาสที่ถูกกฎหมายไม่เปิดให้ทำมาหากินได้ เขาก็จะไปหากินในทางที่มันผิดกฎหมาย ถ้าทางผิดกฎหมายแล้วโอกาสถูกจับกุมต่ำ เขาก็จะไปหากินทางนั้น เป็นทฤษฎีของ โรเบิร์ต เค. เมอร์ตัน (Robert K. Merton) ที่เคยพูดไว้นานมากแล้ว ยังเป็นจริงอยู่ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย อย่าเพิ่งไปบอกว่าประเทศเราจะพัฒนาแล้ว ส่วนตัวมองว่าอีกนาน และยิ่งถ้าเป็นรัฐบาลอย่างนี้อยู่ ยิ่งแย่กว่านี้
“ถ้าผมอยู่ ยาเสพติดผมเอาอยู่หมด ลูกหลานชาวบ้านไม่ต้องถูกเป็นเหยื่อเป็นทาสของยาเสพติดอย่างทุกวันนี้ วันนี้ยาเสพติดขายถูกมาก มันปั๊มขายเป็นว่าเล่นเลยต้นทุนต่ำๆ เม็ด 20 บาท สมัยผมเม็ดนึง 300 กว่า 400 มันขายยากเพราะว่าโดนจับ อันนี้คือเราไม่เอาจริง เราปล่อยให้ยาเสพติดเต็มไปหมด รับรองว่าถ้าผมยังอยู่ หรือระบอบประชาธิปไตยที่มันเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าฝั่งไทยรักไทย เพื่อไทย มาเนี่ย รับรองว่านโยบายเรายืนพื้นว่า เรื่องยาเสพติดเรื่องใหญ่”
ประกาศปราบยาเสพติดใน 3 เดือน
อย่างไรก็ตาม ในอดีตสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย นำโดยทักษิณ มีการประกาศทำสงครามกับยาเสพ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกกล่าวขานเป็นอย่างมาก สะท้อนถึงความเด็ดขาดเอาจริงเอาจัง หลังได้ประกาศนโยบายเป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่ช่วง ม.ค. 2546 โดยกำหนดระยะเวลาให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน คือ ตั้งแต่ 1 ก.พ.-30 เม.ย. 2546 ซึ่งต่อมาปรากฏว่ามีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นกว่า 2,600 คดี และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,800 ราย รวมถึงเกิดการฆ่าตัดตอนผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับยาเสพติด และนายทักษิณ เองยังเคยกล่าวด้วยว่า “ที่อยู่ของขบวนการค้ายาเสพติดมี 2 ที่ คือถ้าไม่ไปคุก ก็ไปวัด” รวมไปถึงการเผาหุ่นสาปแช่งผู้ค้ายาเสพติด พร้อมระบุว่า “ประชาชนที่ค้ายาเสพติดถือเป็นประชาชนที่ทรยศต่อชาติ”
ในเวลาต่อมาคณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน ต้องลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น และรายงานการสอบสวนศึกษา เรื่อง ปัญหาและผลกระทบของการดำเนินตามนโยบายประกาศสงครามขั้นแตกหักเพื่อเอาชนะยาเสพติด มีหลายส่วนที่ระบุถึงปัญหา ผลกระทบ และความเสียหายที่เกิดขึ้นจากนโยบายดังกล่าว และมีข้อเสนอแนะกลับไปยังรัฐบาล (อ่านฉบับเต็ม)
เพื่อไทยขอฟื้นนโยบายทำสงครามกับยาเสพติด
ล่าสุด นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประกาศว่า พรรคเพื่อไทยจะขอฟื้นนโยบายทำสงครามกับยาเสพติด ยินดีที่จะปรับปรุง แก้ไข ข้อบกพร่องในอดีต เพื่อขจัดยาเสพติดให้สิ้นไปจากสังคมไทย เอาจริงเอาจังไม่ปล่อยปละละเลย จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ประเทศไทยออกจากวิกฤติยาเสพติดให้ได้
ในส่วนของนโยบายแก้ปัญหายาเสพติดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นพ.ชลน่าน มองว่า มีข้อผิดพลาดบกพร่อง มาตรการปราบปรามเสมือนว่ามีตัวเลขรายงานการจับกุมและยึดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องได้มากมาย แต่มาตรการป้องกันไม่ค่อยชัดแจ้ง และจากการตรวจสอบว่ายาบ้ามีการแข่งกันผลิต 7 โรงงานโดยรอบชายแดนประเทศ มีการใช้ความรู้ทางเคมีผลิตสารตั้งต้นออกฤทธิ์คล้ายอีฟีดีน ซึ่งต้นทุนต่ำเม็ดละ 7 บาท จำหน่ายเม็ดละ 20 บาท
“รัฐบาลนี้ประกาศว่าผู้เสพคือผู้ป่วยต้องได้รับการบำบัดฟื้นฟู แต่ในข้อเท็จจริงกระบวนการฟื้นฟูหละหลวม ผู้ป่วยไม่ได้รับการฟื้นฟูที่ดีพอ จนมีปัญหาสภาพจิตใจ มีสภาพหลอนคลุ้มคลั่งโดยเฉพาะผู้เสพเป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งผู้ก่อเหตุรายนี้คาดว่าเสพยายาวนาน สภาพจิตใจไม่ปกติ ส่งผลต่อการกระทำรุนแรงมีความเคียดแค้นชิงชังอย่างหนักหนาสาหัส”
พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมีระบบการบำบัด รักษาผู้ติดยาเสพติดอย่างเร่งด่วน เพราะที่ผ่านมาไม่มีสถานบำบัด ฟื้นฟู อย่างเข้มงวดจริงจัง จึงเรียกร้องไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เจ้ากระทรวงให้เร่งแก้ปัญหานี้ โดยต้องเอาผู้เสพไปดูแล บำบัด รักษา ควบคุมพฤติกรรม เช่น กรณีกัญชาเสรี ที่สังคมเข้าใจว่ากัญชาไม่ใช่ยาเสพติด ทั้งที่เป็นพืชที่มีสารเสพติดที่ต้องมีการควบคุมการใช้
อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดครั้งนี้ถือเป็นบทเรียกครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งในเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหันมาเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามอย่างเสพติดให้มากขึ้น อีกทั้งต้องเตรียมการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ก่อซ้ำรอยขึ้นอีก คงต้องติดตามกันไปว่ารัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จะมีข้อสั่งการรวมถึงนโยบายในการปฏิบัติอย่างไรให้ประชาชนเห็นการเปลี่ยนแปลง และรู้สึกถึงความปลอดภัยในชีวิตของตนเองและลูกหลานมากขึ้น.
ผู้เขียน : กิณรีสีอังกาบ
กราฟิก : Chonticha Pinijrob