ปลัด มท. เปิดโครงการ Executive Change for Good เน้นย้ำผู้บริหารระดับสูงน้อมนำแนวพระราชดำริมาปฏิบัติให้เป็นแบบอย่าง สร้างศรัทธาในพื้นที่ เพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนการทำงาน

วันที่ 21 ก.ย. 65 ที่สมุทรสงคราม นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย หลักสูตร "ผู้บริหารการเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน" รุ่นที่ 1 ซึ่งมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ "ทำไมต้อง Change for Good" โดย สถาบันดำรงราชานุภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเกี่ยวกับหลักการทรงงาน "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" การพัฒนาประเทศตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นำมาปรับใช้ในการขับเคลื่อนองค์กร สืบสานปณิธานของกระทรวงมหาดไทย ในการ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" แก่ประชาชน

พร้อมเสริมสมรรถนะของการเป็นผู้บริหารการเปลี่ยนแปลงที่จะนำพาองค์กรไปสู่ทิศทางที่เหมาะสม ด้วยกลไก 3 5 7 นำไปสู่การพัฒนาพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามบริบทของภูมิสังคม นอกจากการบรรยายแล้วยังมีการลงพื้นที่ไปศึกษาดูงานที่ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ

สำหรับรูปแบบการฝึกอบรมประกอบด้วย การบรรยายให้ความรู้ทางวิชาการ การแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติ การระดมสมอง ตลอดจนการนำเสนอ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวโดยสรุปของการบรรยายหัวข้อ "ทำไมต้อง Change for Good" ว่า พวกเราในฐานะของข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องตระหนักถึงภารกิจ หน้าที่ รวมถึงภาคภูมิใจในความเป็นคนของพระราชา ในฐานะของคนที่ทำงานอยู่ในกระทรวงที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณในการ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" ให้แก่พสกนิกรของพระองค์ท่าน

...

ซึ่งนัยสำคัญที่ควรคำนึงร่วมกันนั้นมีอยู่ด้วยกัน 7 ประการ กล่าวคือ ประการแรก การบำบัดทุกข์ บำรุงสุข จะเกิดความสำเร็จขึ้นได้ก็จะต้องมีการพัฒนาบุคลากรให้เกิดคุณภาพ เนื่องด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อให้คนไปพัฒนาพื้นที่ เพื่อให้เกิดการทำหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสข” อย่างยั่งยืน

ประการที่สอง การเป็นผู้นำที่ดีจะต้องลงมือทำก่อน เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้อื่นได้ประพฤติและปฏิบัติตาม โดยการทำก่อนนั้น ผู้นำก็ต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ในสิ่งที่ตนทำ และขอให้พวกเราศึกษาในสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานไว้ให้ในโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ ทฤษฎีใหม่กว่า 40 ทฤษฎี และพระราชดำรัสที่มีเป็นหมื่นๆ องค์ ควบคู่ไปกับความตั้งอกตั้งใจในการสนองแนวพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ประการที่สาม พวกเราทุกคนจะต้องมุ่งมั่นทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด พร้อมทั้งมีการปรับปรุงแก้ไขในสิ่งที่พลาด เพื่อให้เกิดการพัฒนาและต่อยอดในการปฏิบัติงานให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป หากแนวทางใดทำแล้วไม่สัมฤทธิ์ผล ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นกว่าเดิม พร้อมนี้ให้พึงตระหนักไว้อยู่เสมอว่าเศรษฐกิจพอเพียงหรือทฤษฎีใหม่นั้น ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตและเป็นทางรอดของโลก

ประการที่สี่ ก็คือ การเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนให้แก่พี่น้องประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพ สร้างรายได้ เพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ ทั้งนี้ ตามที่ทราบกันดีแล้วว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนถือเป็นนโยบายสำคัญอย่างหนึ่งของรัฐบาล ซึ่งได้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) เพื่อเป็นกลไกเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาคนทุกช่วงวัย โดยใช้ระบบ TPMAP ในการระบุกลุ่มเป้าหมายเพื่อแก้ไขความยากจนใน 5 มิติ ประกอบด้วย ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข ด้านความเป็นอยู่ ด้านรายได้ และด้านการเข้าถึงบริการของภาครัฐ

ประการที่ห้า ให้ตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของงานราชการ เพราะงานราชการก็คืองานของแผ่นดิน หากเราทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ประเทศชาติและประชาชนก็จะดีงามสอดคล้องกันไปเป็นลำดับขั้นตอน และต้องตั้งใจปฏิบัติงานทุกอย่างโดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ ด้วยความสุจริต เที่ยงตรง และด้วยความมีสติยั้งคิด รู้ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดควรกระทำ สิ่งใดควรงดเว้น เพื่อให้งานที่ทำปราศจากโทษเสียหาย และบังเกิดผลประโยชน์ที่แท้ คือ ความเจริญมั่นคงของประเทศชาติและประชาชน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงาน รวมถึงเป็นเครื่องเตือนสติในการปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วย

สำหรับ ประการที่หก ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะของนายกรัฐมนตรีประจำจังหวัด และนายอำเภอในฐานะของนายกรัฐมนตรีประจำอำเภอทำหน้าที่ของตนให้ดีสมกับเป็นผู้บริหารในพื้นที่ และต้องสอดคล้องกันอย่างเป็นเอกภาพ รวมทั้งมีทิศทาง หรือ Direction ที่ตรงกัน เพราะที่ผ่านมาการดำเนินโครงการอำเภอนำร่อง บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการ ยังมีข้อจำกัดอยู่ในบางประการ เพราะบางคนยังไม่เชื่อมั่นและศรัทธาในหลักการทำงานที่ผมได้กล่าวมา ซึ่งต่อจากนี้ทุกกรม จังหวัด และอำเภอจะต้องมีทิศทางการทำงานแบบเดียวกัน

และ ประการสุดท้าย ขอให้น้อมนำแนวทางการทำงานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ความว่า “การเป็นผู้นำนั้น ต้องให้รองเท้าขาดก่อนกางเกง คือ ออกตรวจจนรองเท้าขาด ไม่ใช่นั่งเก้าอี้จนกางเกงขาด” เพราะหลักโบราณก็มีอยู่ว่า “จงคิด จงสั่ง จงตรวจ” เพื่อให้พวกเราได้มีไว้เป็นเครื่องเตือนใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้กับพี่น้องประชาชนเกิดผลสำเร็จอย่างมั่นคงและยั่งยืนในเชิงประจักษ์ด้วย Passion และความมุ่งมั่นในการ Change for Good ต่อไป.