กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยืนยันพบ สายพันธุ์ย่อย B.2.75.1 / B.2.75.2 / B.2.75.3 นับเป็น 3 รายแรกของไทย ย้ำ BA.4/BA.5 ยังเป็นสายพันธุ์หลัก ขออย่าตื่นตระหนก ติงการนำมาเพียงบางข้อมูลทำประชาชนสับสน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 14 ก.ย. 2565 นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวความคืบหน้าการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด-19 ในประเทศไทย กรณีมีการนำเสนอข่าวเจอ B.2.75.2 รายแรกของประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้ทำความเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบัน ว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังคงเฝ้าระวังอยู่ทุกสัปดาห์ ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา (3 ก.ย. - 9 ก.ย. 2565) ตรวจไป 359 ราย ส่วนใหญ่ยังพบเป็นสายพันธุ์ BA.4/BA.5 จำนวน 333 ราย ส่วน BA.2 อยู่ที่ 20 ราย ขณะที่ B.2.75 กำลังจับตาดู ตรวจพบ 5 ราย มีที่ยังแยกสายพันธุ์ย่อยไม่ได้อีก 1 ราย โดยไม่พบ BA.1 แล้ว ซึ่งการตรวจมีทั้งมาจากผู้เดินทางเข้าประเทศและผู้ติดเชื้อในประเทศ

สำหรับภาพรวมสัดส่วนสายพันธุ์ย่อย BA.4/BA.5 อยู่ที่ 93% จากจำนวน 358 ตัวอย่างที่แยกสายพันธุ์ย่อยได้ กรณีที่มีตัวอย่างในประเทศมากกว่า เนื่องจากการเข้าประเทศไม่ได้กำหนดให้มีการตรวจ RT-PCR แล้ว จากการแบ่งเป็นพื้นที่ BA.4/BA.5 พบใน กทม. 92% ส่วนภูมิภาคประมาณ 94%

จากการถอดรหัสพันธุกรรมในจำนวน 803 ราย สถานการณ์ปัจจุบันในไทยพบสายพันธุ์ย่อย B.2.75 และลูกหลาน จำนวน 9 ราย แต่ส่วนใหญ่ยังเป็น BA.5 คือ 688 ราย หรือคิดเป็น 85% รองมาเป็น BA.4 จำนวน 106 ราย ซึ่งสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกับสถานการณ์โลก

ทางด้านข้อมูลการเฝ้าระวังสายพันธุ์ B.2.75 และลูกหลาน นพ.ศุภกิจ ระบุต่อไปว่า การกลายพันธุ์เป็นเรื่องธรรมชาติของไวรัส มีความจำเป็นจะต้องจับตาตำแหน่งการกลายพันธุ์ที่มีความหมาย เป็นการสังเกตจากการกลายพันธุ์ในห้องแล็บ โดยพบว่าอาจจะทำให้มีความรุนแรง และแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้นหรือไม่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมยังตอบโลกความจริงไม่ได้ เพราะหลายตัวที่เคยเป็นปัญหาในอดีต ตอนนี้ก็เงียบหายไปแล้ว หากมีตัวใหม่ๆ ขึ้นมาอย่าเพิ่งตระหนกตกใจ

ในส่วนของ BJ.1 นั้นก็มาจาก BA.2.10.1 โดยรวบมาเป็นตัว J (อักษรภาษาอังกฤษตัวที่ 10) โดยเป็นหลักของการเรียกชื่อเท่านั้น ไม่ใช่พันธุ์ใหม่ แต่มีการกลายพันธุ์ในบางตำแหน่ง ขอให้เข้าใจว่าไวรัสมีการกลายพันธุ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน บางตัวก็จบสงบหายไป เพียงแต่เราต้องมีระบบที่เฝ้าดู

ทั้งนี้ ไทยมีการรายงานเข้าสู่ฐานข้อมูล GISAID (จีเซด) พบ B.2.75 จำนวน 9 ตัวอย่างใน 4 พื้นที่ แบ่งเป็น

  • กทม. 5 ราย สายพันธุ์ B.2.75 จำนวน 2 ราย, B.2.75.1 จำนวน 1 ราย, B.2.75.2 จำนวน 1 ราย, B.2.75.2.3 จำนวน 1 ราย
  • แพร่ 2 ราย สายพันธุ์ B.2.75
  • ตรัง 1 ราย สายพันธุ์ B.2.75
  • สงขลา 1 ราย สายพันธุ์ B.2.75


อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ระบุว่า B.2.75.1, B.2.75.2 และ B.2.75.3 นับว่าทั้ง 3 ราย เป็นรายแรกของไทยของ 3 สายพันธุ์ย่อย ที่เหลืออีก 6 รายเป็น B.2.75 ขณะเดียวกันองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็เฝ้าจับตาอยู่ มีการนำ 2 สัปดาห์มาเทียบกัน (ข้อมูลระหว่าง 15-21 ส.ค. กับ 22-28 ส.ค. 2565) จะเห็นได้ว่า BA.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ BA.4 ลดลง ส่วน B.2.75 และลูกหลาน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย

นอกจากนี้ ยังมีการหยิบข้อมูลบางอย่างซึ่งมีการทำโมเดลลิ่งเทียบกับ BA.5 พบว่า B.2.75.2 แพร่เชื้อได้เร็วขึ้นถึง 114.17% แต่ส่วนนี้เป็นเรื่องของการสันนิษฐานด้วยข้อมูลสถิติโดยโมเดลลิ่ง แต่จะเป็นจริงหรือไม่ต้องพิสูจน์ พร้อมเปรียบให้เห็นภาพเหมือนช่วงที่โอมิครอนมาแทนเดลตา ถ้าสัดส่วนไม่เพิ่มขึ้นก็ไม่จริง และอย่าลืมว่าการตรวจไม่ได้ทำมากเท่าเดิมแล้ว แต่เราไม่ได้นิ่งนอนใจ ยังเฝ้าระวังจับตาดูในประเทศ อีกทั้งในปัจจุบัน GISAID ยังไม่มีการจัดกลุ่มย่อย B.2.75.x (ลูกหลานของ B.2.75)

ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ป่วยสายพันธุ์ B.2.75 รายที่ 6-9 มีดังนี้

  • รายที่ 6 สายพันธุ์ B.2.75 เพศชาย อายุ 82 ปี มีอาการไข้ เก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2565
  • รายที่ 7 สายพันธุ์ B.2.75.1 ชายชาวต่างชาติ 48 ปี มีอาการไอแห้ง เจ็บคอ และมีไข้ 1 วันก่อนมาโรงพยาบาล เก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2565
  • รายที่ 8 สายพันธุ์ B.2.75.2 ชายไทยอายุ 73 ปี มีอาการไอมีเสมหะ มีไข้ 39 องศาเซลเซียส และถ่ายเหลว เก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2565
  • รายที่ 9 สายพันธุ์ B.2.75.3 ชายชาวต่างชาติ (ไม่ระบุอายุ) อาการมีไข้ 2 วัน เจ็บคอ ไอแห้งนานๆ ครั้ง เก็บตัวอย่างช่วง ส.ค. 2565

อย่างไรก็ตาม นพ.ศุภกิจ กล่าวต่อไปว่า ผู้ป่วยทั้งหมดไม่ได้มีปัญหา หรืออาการอะไรมากมาย ส่วนใหญ่รักษาหายออกจากโรงพยาบาลแล้ว พร้อมสรุปทิ้งท้าย 4 ข้อ ดังนี้

1. ขอให้เชื่อมั่นว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมมือกับเครือข่ายการตรวจสายพันธุ์ทั่วโลก ทำการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ และส่งรายงานในระบบ GISAID อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง และจับตาดูสายพันธุ์ที่อาจมีปัญหาอย่างใกล้ชิด ย้ำว่าไม่ได้ช้า

2. สถานการณ์ประเทศไทยยังพบสายพันธุ์ BA.5 เป็นหลัก โดยมีสัดส่วน 85% ขณะที่ BA.4 สัดส่วนอยู่ที่ 13% ส่วน BA.2.75 รวมถึงสายพันธุ์ย่อยมีเพียง 1% ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์การรายงานของ WHO

3. ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนกจากข้อมูลเพียงบางส่วนในสื่อโซเชียล ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสน ขอให้ตั้งสติ เพราะเป็นการนำข้อมูลบางส่วนมา

4. ยืนยันว่ามาตรการที่ประเทศไทยแนะนำให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นมีประโยชน์ และมาตรการ Universal Prevention ใส่หน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง ยังคงเพียงพอในการรับมือกับการแพร่ระบาดในปัจจุบัน และถ้ามีเรื่องที่จะต้องบอกก่อนก็จะบอก.