“หมอชาวบ้าน” ฉบับกันยายน 2565 มีเรื่องในคอลัมน์แบบว่า จี๊ดกระทบใจ อ่านแล้วรู้คนเดียวไม่ได้ ต้องขยายต่อหลายเรื่อง
วันนี้ขอเรื่องแรก คอลัมน์สิ่งละอันพันละน้อย นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ “เรียนรู้เรื่องกลไกสมอง”
คุณปู่อายุกว่า 85 ปี ป่วยเป็นโรคน้ำในสมองเกิน หมอ รพ.ศิริราช รักษาด้วยการใส่ท่อระบายน้ำในโพรงสมอง ต่อเนื่องมาเป็นเวลาสองปี
ตอนรักษาแรกๆ คุณปู่ที่ดูดีๆ พูดจาสุภาพเรียบร้อย ลูกชายบอกหมอว่า ตั้งแต่จำความได้พ่อไม่เคยด่าใครเลยสักคำ ถึงช่วงการรักษาระยะหลัง คุณปู่ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นคนก้าวร้าว หยาบคาย
ญาติที่ดูแล ป้อนข้าว เช็ดตัว อาบน้ำ ล้างก้น พลิกตัว นวดตัว ถูกคุณปู่ด่าแม่ หรือบางครั้งคุณปู่ก็ลดคำด่าเป็น เลวจริง ชั่วจริง กันทั่วหน้า เจ้าหน้าที่ พยาบาล กระทั่งหมอ เอะอะด่า ไปถึงการเตะถีบ
ลูกชายคุณปู่ เรียนรู้การทำงานของกลไกสมองสามส่วน พยายามเรียนรู้ได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น เขาตั้งข้อสันนิษฐาน พฤติกรรมของคุณพ่อ ที่กำเริบหนักขึ้น ทำให้สมองส่วนหน้าที่เรียกว่า “สมองมนุษย์”
อันเป็นสมองแห่งสติปัญญา และเหตุผลนั้นถูกกดข่ม
ปล่อยให้ “สมองส่วนกลาง” ที่เรียกว่า “สมองสุนัข” สมองแห่งอารมณ์ และ “สมองส่วนหลัง” สมองตะกวด อันเป็นสมองแห่งสัญชาตญาณ ทำงานเต็มที่ เพราะไม่ถูกสมองมนุษย์ สมองส่วนหน้าควบคุม
คุณพ่อจึงกลายเป็นคนที่ใช้อารมณ์ และใช้สัญชาตญาณ แทนการใช้สติปัญญาและเหตุผล
เมื่อลูกชายแน่ชัด ในหลักความจริงนี้ เขาจึงบอกตัวเอง บอกญาติทุกคนให้เข้าใจ “ตัวตนปัจจุบัน” ของคุณพ่อ
...
ไม่เพียงขอให้ทุกคนระงับอาการโกรธ อาการน้อยใจ เผลอไปตอบโต้
เขายังขอให้ทุกคนปรับท่าทีเป็นตรงข้าม ทุกครั้งที่คุณปู่ด่า พวกเขา จะยิ้มรับ และบอกว่า
“ขอบคุณครับ ที่ให้พร”
เขาเชื่อมั่นว่า ถ้าทุกคนช่วยกันตอกย้ำ พูดซ้ำๆ ด้วยถ้อยคำดีๆ คำพูดและกิริยาอาการดีๆ จะค่อยๆซึมซับเข้าไปในจิตสำนึกของคุณพ่อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
คุณหมอสุรเกียรติ ผู้เขียนใช้คำว่า “สักพักต่อมา” ก็เกิดเรื่องน่าประหลาดใจ คุณปู่ค่อยๆลดความก้าวร้าว หยาบคาย เริ่มต้นด้วยการ “นิ่งลง” ไม่เพียงคุณปู่จะเลิกด่าคนในบ้าน หรือหมอ พยาบาลที่ดูแลเท่านั้น
ทุกครั้งคุณปู่จะพูดว่า “ขอบคุณนะ” หรือ “ขอบคุณมาก”
คุณหมอสุรเกียรติสรุปกรณีศึกษาคนไข้สูงอายุรายนี้ การฝึกคิดดี พูดดี ทำดี เป็นการทำโปรแกรมสมองส่วนหน้า (สมองมนุษย์) ให้แข็งแรงขึ้น
สามารถควบคุมสมองสัตว์ทั้งสองส่วน สมองส่วนกลาง สมองสุนัข สมองแห่งอารมณ์ และสมองส่วนหลัง (สมองตะกวด) สมองแห่งสัญชาตญาณได้
จนปรับเปลี่ยนอารมณ์และพฤติกรรมที่เป็นลบให้เป็นบวกได้ อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง
ผมอ่านเรื่องนี้จบ แล้วก็ทบทวนตัวเอง เคยเผลอชิงชัง คนที่เห็นว่าหยาบคาย ไร้มารยาทขาดน้ำใจ ดุด่านินทาว่าร้าย คนใกล้ตัว...ไปหลายคน
เมื่อรู้ความจริง...เรื่องร้ายๆนั้นอาจเกิดจากความป่วยไข้...ก็ใจหาย เพราะบางคนโกรธชนิดผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ ตายไปนาน จะตามไปขอขมาลาโทษก็ไม่ทัน
ใช้หลักคิดนี้ กับนักการเมืองใหญ่...ที่กำลังเกลียดชังเข้าไส้ตอนนี้ ก็คงได้...
ไม่แน่หรอกนา! ท่านอาจจะป่วยเป็นโรคติดอำนาจ...โรคนี้เป็น กันมาก แล้วก็ติดต่อได้ ตัวอย่างบางคนที่ถูกไล่ไปแล้ว ยังพร่ำเพ้อละเมอหาทางกลับบ้านอยู่ทุกวัน.
กิเลน ประลองเชิง