กมธ ส.ส. ชี้ชัดควบรวมทรูดีแทค ส่อผูกขาด ผู้บริโภคเดือดร้อน ชงเบรกดีล ป้องผลประโยชน์ชาติ ด้าน "ศิริกัญญา" ฉุนหลัง "ชัยวุฒิ" แจง ปล่อยควบไปก่อน ค่อยคุมราคา มั่นใจไม่มีฮั้ว แถมระบุรัฐบาลไม่มีอำนาจกำกับดีลนี้

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 65 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ปธ.กมธ.ศึกษาผลกระทบกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคมระหว่าง ทรู กับ ดีแทค และการค้าปลึก - ค้าส่ง สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในรายงานที่เสนอไปยัง นายกรัฐมนตรี มีผลกระทบหลากหลายด้าน ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่กำกับดูแล อย่าง กสทช. เมื่อมีอำนาจอยู่เต็มมือก็ไม่ควรปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้เสียประโยชน์ พร้อมย้ำว่าการพิจารณาของกรรมาธิการได้ยึดผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นตัวตั้ง ซึ่งกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษาครอบคลุมทั้งทุกมิติและหากท้ายที่สุดดีลควบรวมนี้เกิดขึ้นจริงผู้บริโภคอาจจะแบกรับภาระค่าบริการสูงถึง 200% และค่า HHI สูงขึ้นมากกว่า 2,500 จุด และเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่า 1,000 จุด ส่งผลต่อภาวการณ์แข่งขัน เสี่ยงต่อการใช้อำนาจเหนือตลาด เป็นอุปสรรครายใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ ลดการแข่งขันอย่างเสรี

น.อ.อนุดิษฐ์ ย้ำว่า กฎหมายได้กำหนดอำนาจให้ กสทช.ควบคุมและชัดเจนแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับการตีความและผู้บังคับใช้กฎหมายนี้ใช้ระเบียบข้อบังคับด้วยความจริงจังและจริงใจในการจะนำเอาอำนาจของตัวเองมากำหนดมาตรการของหน่วยงานกำกับ ให้มีความชัดเจน เพื่อไม่ให้การรวมธุรกิจเกิดผลกระทบต่อผู้บริโภค ประชาชน ประเทศชาติ ในระยะสั้น ระยะยาว



ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ โฆษก กมธ.ศึกษาผลกระทบกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคมระหว่าง ทรู กับ ดีแทค และการค้าปลีก-ค้าส่ง สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีเศรษฐกิจผูกขาด ซึ่งมี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลฯ (DES) เป็นผู้ตอบแทน โดยตอนหนึ่งได้กล่าวถึงประเด็นการควบรวมกิจการโทรคมนาคมระหว่างทรู กับดีแทค โดยกังวลต่อการควบรวมกิจการสำเร็จจะทำให้ไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีผู้ให้บริการเพียง 2 รายใหญ่ และเป็นเอกชนทั้งคู่ ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุดก็คือประชาชน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า หากนำผลการศึกษาถึง 5 หน่วยงานมาวิเคราะห์ ซึ่งทุกผลการศึกษาชี้ชัดว่า การรวบรวมกิจการโทรคมนาคมนี้จะทำให้ราคาค่าบริการแพงขึ้น ขั้นต่ำ 10% ซึ่งเป็นข้อมูลจากที่ปรึกษา True Dtac และยังมีการศึกษาอีกว่าถ้าการควบรวมนี้เกิดการฮั้ว (กำหนดราคา) ก็จะทำให้ค่าบริการยิ่งแพงขึ้นไปอีก โดยเฉพาะจากการศึกษาของคณะอนุกรรมการ กสทช.ที่ชี้ว่าจะแพงขึ้น 49-200% หมายความว่าถ้าทุกวันนี้จ่ายค่าบริการเน็ต 100 บาท อนาคตอาจจะต้องจ่ายเป็น 150-300 บาท ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนอย่างเต็มที่ และซ้ำเติมเรื่องของเงินเฟ้อที่เฟ้อไม่หยุดในเวลานี้ เพราะนอกจากเรื่องของผู้บริโภคยังกระทบต่อเศรษฐกิจดิจิทัลที่ผู้ประกอบการอาจจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ลูกค้าที่ใช้บริการสินค้าดิจิทัลก็ต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้นตามด้วย



ขณะที่ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลฯ กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายให้มีการแข่งขันอย่างเสรีอยู่แล้วและไม่เชื่อว่าเอกชนสองรายจะฮั้วกัน รวมทั้งรัฐบาลไม่มีอำนาจในการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกำกับดูแลกรณีควบรวมทรู-ดีแทค เพราะเป็นอำนาจของ กสทช. แต่นโยบายของรัฐบาลคือให้มีการแข่งขัน ไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร พร้อมยืนยันว่าทางกระทรวงได้มีการติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ทั้งกรณีการควบรวมกิจการ การฮั้วเพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันอย่างเต็มที่ ซึ่งรัฐบาลก็ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน และเท่าที่ได้พูดคุยกับ กสทช. ก็มีแนวคิดที่ตรงกันว่า กสทช.มีอำนาจควบคุมราคาค่าบริการได้ และมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะไม่ให้ขึ้นราคาอย่างแน่นอน และถ้ามีการแข่งขันกันอย่างไม่เป็นธรรมก็จะมีการออกมาตรการโดย กสทช.ต่อไปเพื่อกำกับดูแล