ร้อง ส.ส.ก้าวไกล ถูกสภาทนายความ เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมและอับอาย ด้วยจากประเด็นแต่งกายไม่ตรงเพศกำเนิด เหตุไม่ให้สอบข้อเขียน เพราะผิดระเบียบ ไม่แต่งกายตามเพศสภาพ  

วันที่ 10 ส.ค. นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญรายชื่อพรรคก้าวไกล รับหนังสือจาก โรม นายชิษณ์ชาภา พานิช ผู้สมัครเข้ารับฝึกอบรมวิชาว่าความ ภาคทฤษฎี รุ่นที่ 57 เจ้าหน้าที่ของสภาทนายความ โดยระบุว่า ตนถูกเลือกปฏิบัติเนื่องจากมีเพศสภาพเป็นเพศชาย โดยระบุว่า วันแรกที่ตนเข้าไปสมัครเข้ารับฝึกอบรมวิชาว่าความ ภาคทฤษฎี รุ่นที่ 57 เจ้าหน้าที่ของสภาทนายก็แจ้งต่อหน้าผู้สมัครอบรมจำนวนมากว่า ตนไม่สามารถแต่งกายเป็นหญิงเข้าสอบข้อเขียนได้ เนื่องจากคำนำหน้าของตนเป็นผู้ชาย ต้องแต่งตัวแบบผู้ชายตามระเบียบของสภาฯ มิฉะนั้น จะโดนตัดคะแนน หรือให้ออกจากห้องสอบตามแต่ดุลพินิจของกรรมการผู้คุมสอบและตรวจข้อสอบ แต่ถ้าอยากแต่งหญิงเข้าสอบ จะต้องทำหนังสือถึงผู้อำนวยการสภาทนาย ขออนุญาตแต่งหญิงโดยแนบใบรับรองผ่าตัดแปลงเพศจากคุณหมอ พร้อมติดรูปที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเพื่อให้กรรมการพิจารณาว่า จะอนุญาตหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ยังทิ้งท้ายว่าแต่ก็ยังถือว่าผิดระเบียบอยู่ ทั้งนี้ ต้องขึ้นกับดุลพินิจของคนที่คุมสอบในวันนั้นด้วย

ตนจึงยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (วลพ.) เพื่อวินิจฉัยว่า การกระทำของสภาทนายดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ตาม พ.ร.บ. ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 แต่คำวินิจฉัยออกมาไม่ทันวันเข้าสอบ การเข้าสอบภาคทฤษฎีของตนจึงไร้ซึ่งความคุ้มครองใดๆ และสิ่งที่คาดคิดไว้ก็เกิดขึ้น กรรมการผู้คุมสอบได้ทักท้วงตนในระหว่างทำข้อสอบว่าตนแต่งกายผิดระเบียบเพราะใส่กระโปรงเข้าสอบแต่คำนำหน้าในบัตรนักศึกษาเป็นนาย แล้วให้ตนเซ็นรับทราบการผิดระเบียบดังกล่าวในใบเช็กชื่อผู้เข้าสอบเพื่อให้กรรมการตรวจข้อสอบพิจารณาหักคะแนนการแต่งกาย ทำให้ตนอับอายและสูญเสียสมาธิในการทำข้อสอบมาก เพราะกรรมการทักต่อหน้าผู้เข้าสอบที่นั่งสอบอยู่เป็นจำนวนมาก

...

จนกระทั่งวันที่ 27 เมษายน 2565 มีคำวินิจฉัยของ วลพ. สั่งให้สภาทนายแก้ไขกฎระเบียบรองรับการแต่งกายตามเพศสภาพได้ โดยให้เวลา 90 วัน ในการปฏิบัติตามคำวินิจฉัย แต่สภาทนายก็ได้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาจนถึงวันที่ใกล้สอบวิชาว่าความอีกครั้งคือภาคปฏิบัติ ในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ โดยเพิ่งมาทราบเมื่อไม่กี่วันมานี้ว่าสภาทนายได้ยื่นฟ้อง วลพ. ต่อศาลปกครองแล้ว ทำให้ในวันสอบที่ใกล้มาถึงนี้ ตนก็ยังต้องเข้าสอบอย่างผิดระเบียบ และต้องฝากชีวิตไว้กับดุลพินิจของกรรมการผู้คุมสอบว่าจะลงโทษตนโดยการให้ออกจากห้องสอบ หรือตัดคะแนนข้อสอบ หรือทำการทักท้วงตนและให้เซ็นรับทราบว่าผิดระเบียบเพื่อให้กรรมการพิจารณาหักคะแนน ทำให้อับอายเหมือนอย่างที่เคยเป็นตอนสอบครั้งที่แล้วอีกก็ได้

"จึงขอยื่นหนังสือที่ถูกเลือกปฏิบัติที่ได้รับและจะกำลังได้รับในอนาคตอันใกล้นี้เพื่อขอความช่วยเหลือจาก ส.ส. พรรคก้าวไกลที่ทำงานเพื่อสิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศมาอย่างจริงจังโดยตลอด ให้ช่วยเร่งรัดให้สภาทนายแก้ไขกฎระเบียบให้บุคคลสามารถแต่งกายตามเพศสภาพได้และให้สภาทนายยุติการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศกับดิฉัน และผู้เข้าสอบทุกคนที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิดหรือคนข้ามเพศในวันสอบที่จะถึงนี้ด้วย”

ด้าน นายธัญวัจน์ กล่าวว่า เป็นอีกครั้งที่กฎระเบียบของกระทรวง ข้อกำหนดต่างๆ เป็นปัญหาต่อการแต่งกายตามเพศสภาพของบุคคลข้ามเพศ เนื่องจากกฎหมายของประเทศไทยอย่างเป็นระบบสองเพศ และมองเรื่องเพศกำเนิดเป็นสำคัญ และในปัจจุบันปัญหาดังกล่าวจึงแก้ไขด้วยดุลพินิจของแต่ละหน่วยงาน ไม่มีกฎหมายในการรับรองเพศเรื่องดังกล่าวจึงไม่ถูกแก้ปัญหาเป็นระบบ ทำให้บุคคลข้ามเพศประสบปัญหา

เรื่องอัตลักษณ์ทางเพศ Gender Identity ยังไม่ได้บัญญัติในกฎหมาย อัตลักษณ์ทางเพศคือการรับรู้ตนว่าเป็นเพศอะไร และมีเจตจำนงในการดำเนินชีวิตในเพศนั้น ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกับ เพศวิถี

"เรื่องการแต่งกายตามเพศสภาพเป็นเรื่องที่มีร้องอยู่ในคณะกรรมาธิการการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ฯ เช่นเดียวกัน ซึ่งขณะนี้คณะกรรมาธิการได้มีการตั้งอนุกรรมาธิการและกำลังยกร่างกฎหมายรับรองเพศให้กลุ่มคนข้ามเพศ และบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพราะการแก้ปัญหาต้องแก้จากนิติบัญญัติซึ่งเป็นกลไกสำคัญ” นายธัญวัจน์ กล่าวทิ้งท้าย