“อนุทิน” ประชุม คกก.โรคติดต่อแห่งชาติ จ่อปรับโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง ขณะตั้งแต่ 1 ก.ย.นี้ สถานพยาบาลจัดหายาต้านไวรัสกับทางผู้ผลิตได้โดยตรง
วันที่ 8 สิงหาคม 2565 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2565 ที่กระทรวงสาธารณสุข โดยมี นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมประชุม โดยที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีการหารือใน 4 ประเด็นสำคัญ คือ
1. มีมติเห็นชอบกรอบนโยบายในการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 ได้แก่ สามารถควบคุมการระบาดให้สถานการณ์อยู่ในระดับรุนแรงน้อย โดยพิจารณาตามจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต่อวัน อัตราครองเตียงผู้ป่วยหนัก และผู้เสียชีวิต, สามารถเข้าถึงบริการวัคซีน ยาต้านไวรัสได้ง่ายและสะดวก และประชาชนมีพฤติกรรมป้องกันตนเองอย่างถูกต้องเหมาะสม
ส่วนแนวทางปฏิบัติ แบ่งเป็น
- ด้านกฎหมาย ปรับสถานะโรคโควิด-19 ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์
- ด้านการแพทย์ ปรับแนวทางแยกกักผู้ป่วย สถานพยาบาลเอกชน และคลินิก สามารถจัดหายาต้านไวรัสเพื่อให้บริการ
- ด้านสาธารณสุข ปรับระบบรายงานโรคและกักกันผู้สัมผัส
- ด้านการสื่อสารสังคม สร้างความรู้ความเข้าใจประโยชน์ของวัคซีน การจัดการเมื่อมีผู้ติดเชื้อ ในครอบครัว มาตรการบุคคลและองค์กร
ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการหลังการระบาดใหญ่ (Post Pandemic) มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และการบริหารยา วัคซีน เวชภัณฑ์ ซึ่งได้สื่อสารให้โรงพยาบาลในสังกัดต่างๆ เตรียมการจัดหายาต้านไวรัสเอง โดยจะเริ่มดำเนินการได้ในเร็วๆ นี้ ใช้กระบวนการเบิกค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนเช่นเดียวกับโรคติดเชื้ออื่นๆ เพื่อให้ประชาชนยังสามารถเข้ารับการรักษาได้ตามสิทธิ์
2. เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยกเลิกชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย พ.ศ. .... และร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่อ ที่ต้องเฝ้าระวัง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยได้พิจารณาปรับโรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง
3. รับทราบสถานการณ์และการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด-19 ซึ่งพบแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น และประชาชนเริ่มมีความรู้ ความเข้าใจในการดูแลรักษา อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขยังคงเน้นให้ทุกจังหวัดเตรียมพร้อมเรื่องเตียง การใช้ยาอย่างเหมาะสม และการฉีดวัคซีน รวมถึงให้โรงพยาบาลพิจารณาการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Long Acting Antibody : LAAB) ซึ่งกระจายไปยังจังหวัดต่างๆ และกรุงเทพมหานครแล้ว
4. โรคฝีดาษวานร หรือฝีดาษลิง (Monkeypox) ปัจจุบันพบผู้ป่วยยืนยันในประเทศแล้ว 4 ราย ซึ่งไทยมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ทั้งสนามบิน สถานพยาบาล ชุมชนแหล่งท่องเที่ยว โดยมีการสั่งวัคซีนป้องกันฝีดาษมาใช้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ผู้ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ แบบ Pre-Exposure Prophylaxis และผู้มีความเสี่ยงสูงสัมผัสผู้ป่วยแบบ Post-Exposure Prophylaxis
“ขอให้ทุกคนใช้ชีวิตประจำวันโดยยึดหลักประชาชนอยู่ร่วมกับโควิดอย่างปลอดภัย เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 จะคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ พบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี อาจมีการระบาดในบางช่วงเวลา ซึ่งการป่วยรุนแรงและเสียชีวิตมักเกิดกับกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีนและกลุ่มเสี่ยง 608 โดยให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตัวเอง ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น กินอาหารร้อนปรุงสุก สามารถป้องกันได้ทั้งโควิด-19 และฝีดาษวานร นอกจากนี้ให้หลีกเลี่ยงสัมผัสใกล้ชิดผู้ที่มีอาการเข้าข่ายของโรคฝีดาษวานร โดยเฉพาะผู้ที่มีผื่น ตุ่ม หนอง ตามผิวหนัง หรือคนแปลกหน้า งดการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่รู้จักเพราะมีความเสี่ยง หากสงสัยว่ามีอาการป่วยเข้าข่าย สามารถติดต่อสถานพยาบาลใกล้บ้านเพื่อรับการตรวจหาเชื้อได้ทันที”
จากนั้น นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า ตอนนี้มีการปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของโควิด-19 ที่ไทยสามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดอาการป่วยหนัก ลดความรุนแรงของโรค และมีระบบสาธารณสุขที่มีความพร้อมรับมือ ล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2565 เป็นต้นไป กำหนดให้สถานพยาบาลสามารถจัดหายาต้านไวรัสกับทางผู้ผลิตได้โดยตรง แต่ผู้ป่วยจะได้รับยาหรือไม่ให้เป็นดุลยพินิจของแพทย์ อย่างไรก็ตาม การรักษาตามสิทธิ์ยังเหมือนเดิม อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
นอกจากนั้น ที่ประชุมเห็นชอบให้โรคโควิด-19 เปลี่ยนจากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง พร้อมทั้งยังรับทราบสถานการณ์การติดเชื้อว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ประชาชนสามารถเข้าใจแล้วว่า เมื่อโรคไม่รุนแรง สามารถรักษาตัวที่บ้านและทานยาตามแพทย์พิจารณาได้ อีกทั้งมีการสั่งการให้เตรียมความพร้อมเรื่องวัคซีนและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น ไปจนถึงภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ขอยืนยันว่ามีทรัพยากรพร้อมดูแลประชาชน.