“นิวัติไชย” เลขาฯป.ป.ช. ชี้ ปม "พรรคเล็กรับกล้วย" ลั่น หากรับจริง ผิดมาตรา 149 พ่วงจริยธรรม แยกเรื่องกู้ยืม-การให้ คนละแบบกัน ปัด ไม่ก้าวล่วง ”ยุบพรรค” ยัน ไม่ใช่หน้าที่ เหตุเป็นอำนาจ กกต. แต่ยอมรับมีผลหากผิดจริง
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 26 ก.ค. 2565 ที่รัฐสภา นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มพรรคเล็กชี้แจงประเด็นไลน์หลุดรับเงินว่าเป็นเพียงการยืมเงินกันนั้น ว่า ป.ป.ช.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล โดยสำนักการข่าวกิจการพิเศษที่ได้มอนิเตอร์ติดตามรวบรวมประเด็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพื่อเสนอเข้าสู่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อรวบรวมข้อเท็จจริงครบถ้วนสมบูรณ์ในประเด็นต่างๆ โดยต้องอยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่ของป.ป.ช. หากมีผู้ร้องเรียนเข้ามาด้วยก็สามารถหยิบยกเข้ามารวมกัน แต่หากไม่มีผู้ร้องเรียนก็อาจยกเหตุพ้นวิสัยเพื่อให้ดำเนินการไปต่อได้
"ถ้าเป็นการให้ยืมเงินจริง ก็ไม่เข้าข่ายเป็นความผิด เพราะทุกคนก็มีสิทธิ์สามารถกู้ยืมเงินได้ ถ้ามีความจำเป็น แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องการกู้ยืม เป็นเรื่องการให้ ก็จะเป็นอีกกรณีหนึ่ง เพราะการให้ต้องพิจารณาว่าเป็นการให้เกี่ยวกับอะไร หากไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ หรือเป็นการให้ที่เกี่ยวกับรับทรัพย์สินเกินกว่า 3,000 บาท ซึ่งส.ส.ก็ถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้กรอบกฎหมายของ ป.ป.ช. หากจะรับทรัพย์สินเกินกว่านั้นได้ต้องมีการรายงานผู้บังคับบัญชาทราบและอนุญาตให้ถือครองทรัพย์สิน แต่ถ้าเป็นการให้เพื่อจูงใจเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ หรือการทำงานในตำแหน่งหน้าที่ อาจเป็นกรณีการรับหรือเรียกรับไว้เพื่อกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในตำแหน่งหน้าที่ ก็ต้องพิจารณาถึงตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นมีหน้าที่อะไร เช่น หน้าที่ลงคะแนนเสียง หน้าที่อภิปรายไม่ไว้วางใจ มีมติเกี่ยวกับการพิจารณาผ่านร่างกฎหมาย ถ้าเป็นการรับโดยมีมูลเหตุจูงใจในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ก็จะเข้าสู่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 ได้ และยังอาจต้องพิจารณาเกี่ยวข้องกับกรณีมีพฤติกรรมความผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงร่วมด้วย" เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าว
...
เมื่อถามว่า เอกสารสลิปโอนที่หลุดในแชทไลน์ เชื่อว่าสามารถนำมาเป็นหลักฐานในการพิจารณาได้หรือไม่ นายนิวัติไชย กล่าวว่า ได้ แต่ก็ยังต้องมีการตรวจสอบว่า เป็นการกู้ยืมเงินกันจริงหรือไม่ หรือเป็นการให้รูปแบบใด ส่วนที่มีความกังวลว่ากรณีนี้ท้ายที่สุดก็จะคล้ายกับกรณียืมนาฬิกาเพื่อนนั้น เชื่อว่าคงไม่เหมือนกัน เพราะคดียืมนาฬิกาเพื่อนมีบรรทัดฐานการวินิจฉัยที่ชัดเจน และทั้งสองคดีก็มีความต่างกัน คือ การยืมแบบใช้คงรูป กับยืมใช้สิ้นเปลือง ถ้ายืมแล้วชดใช้ก็เป็นเรื่องการยืม แต่ถ้าให้ย่อมแตกต่าง ทั้งนี้ประเด็นเรื่องของการให้มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การให้ขาด หรือการให้ที่มีเงื่อนไข เช่น การให้กู้ซึ่งมีผลประโยชน์ตอบแทนกลับมาแก่ผู้ให้กู้ในเชิงพาณิชย์ จึงต้องเริ่มจากแยกแยะให้ชัดเจนว่าเป็นการให้แบบใดเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกคน จึงต้องพิจารณาว่าการเจตนาของการให้เพื่อสิ่งใด ให้เพื่อจูงใจที่จะให้ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เรียกว่าให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อปฏิบัติงานหรือละเว้นอย่างใดอย่างหนึ่งในหน้าที่ ซึ่งกรณีนี้ผู้ให้มีความผิดเพราะรู้อยู่ว่าการให้มีผลประโยชน์แอบแฝง มีมูลเหตุจงใจว่าจะให้ทำประการใด เช่น การออกใบอนุญาตซึ่งจะผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ ซึ่งโทษความผิดทั้งสองรูปแบบแตกต่างกันเป็นความผิดคนละมาตรา ส่วนความผิดนี้จะขยายผลไปถึงการยุบพรรคหรือไม่นั้น ตนขอไม่ก้าวล่วงในประเด็นนี้ เพราะไม่ใช่หน้าที่ และอำนาจของ ป.ป.ช.แต่ความผิดทุกอย่าง หากมีคำวินิจฉัยแล้ว จะส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้ลงเป็นฐานข้อมูล ส่วนการดำเนินการจะเป็นอย่างไร เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของ กกต. แต่วันนี้ผลยังไม่ไปถึงขนาดนั้น.