นายกฯ ขอเลิกพูด ส.ว.ตั้งมา ยันสภาฯ เลือก ขออย่าขัดแย้งกันหวั่นหนักกว่าโควิด ตัดพ้อเรื่องถูกว่าไร้สติปัญญาแก้ปัญหา ชี้ต่อไปไม่กล้าแนะนำแล้ว ตอกกลับฝ่ายค้านทนฟังหน่อย ผมก็ทนฟังท่านมา 3 วันแล้ว

เมื่อเวลา 18.49 น. วันที่ 21 ก.ค. 2565 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ชี้แจงอภิปราย โดยได้กล่าวถึงนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย “ขอบคุณที่หยุดอภิปราย ที่บอกว่าเจ็บคอ ปวดท้อง เพราะเล่นทุกเรื่องไป เราก็ 608 ด้วยกันแล้ว ถ้าบอกว่าเราไม่มีอะไรกัน ผมก็เคยเจอท่าน ตั้งแต่ไปสุรินทร์ ก็พูดจากันดี ผมคงไม่โกรธเคืองท่านเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว”

จากนั้นนายกฯ ชี้แจงถึงที่มาว่า มาตามระบบสภาฯ มีพรรคการเมืองเสนอชื่อเข้ามา จึงจัดตั้งรัฐบาล “ส่วน ส.ว. หากไม่มีการเสนอชื่อตนเองเข้ามา แต่งตั้งใครไม่ได้ และไม่ใช่ตนเองเลือกมาทั้ง 250 คน เพราะมาจากการคัดสรร ขอให้เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว ส่วนกติกาจะว่าอย่างไรต่อไปเป็นเรื่องของกติกา ตนเองไม่ไปก้าวล่วง เพราะตนเองไม่สามารถสั่งใครได้ ไม่ว่าจะพรรคไหนก็ตาม”

ในเรื่องงบฯ ประมาณ ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับใครทั้งสิ้น เพราะขณะนั้นเป็นแค่ ผู้บัญชาการทหารบก และก็ได้มาชี้แจงในสภา “ผมไม่เคยไปขออะไรเป็นพิเศษ ผมไม่กล้าหรอกครับ เขาให้มาในสิ่งที่ควรจะจำเป็นก็ไม่มีปัญหาอะไร ผมไม่เคยขอใครเป็นการส่วนตัวในเรื่องเหล่านี้”

...

นายกฯ ยังชี้แจงในเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่า หลายๆ อย่างไม่ดีในช่วงที่ตนเองเข้ามา ยืนยันว่าไทยยังอยู่ในอันดับที่ดี จีดีพีฟื้นตัวหลังโควิด-19 ต่อเนื่อง ไม่ได้รั้งท้ายใคร อัตราการว่างงานของไทยก็ต่ำสุดในอาเซียน และยืนยันว่าไม่เกิดเหตุการณ์อย่างศรีลังกาแน่นอน ซึ่งประเทศไทยยังเป็นที่สนใจต่อนักลงทุนต่างประเทศ พร้อมพยายามช่วยสตาร์ทอัพไทย
“ผมไม่ได้บอกผมทำทุกอย่าง เก่งที่สุด ผมไม่เคยพูด เพียงแต่ผมจะเล่าให้ฟังว่าเราก็พยายามทุกอัน ก็แล้วแต่ สุดแต่ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่เป็นตัวเลขที่ยืนยันจากคณะทำงานของผม”

ส่วนเรื่องท่องเที่ยวที่กล่าวหาว่าตนเองพาประเทศไปสู่ความล่มจม ขอถามว่า มีโควิดห้ามคนเข้า-ออก ต้องลดลงแน่นอน แต่ครั้งนี้เราฟื้นมาได้พอสมควร พร้อมยืนยันมีการสั่งการเตรียมการฟื้นการท่องเที่ยว ตอนนั้นยังไม่มีใครทราบว่าวัคซีนหรือยาอะไรดี แต่เราก็จัดหามาได้ ทำให้คนไทยปลอดภัย มาพูดว่าไม่ดีให้ระวัง เพราะวัคซีนทุกตัวถูกรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และตนเองไม่ได้อยากล็อกดาวน์ แต่มีการเรียกร้อง เพราะต่างประเทศก็ทำ ตนเองก็พยายามผ่อนปรนมาตรการทุกอย่าง แต่รัฐบาลก็มีการเตรียมการแนวทางรักษา “ทำอะไรก็นึกถึงวันก่อนมาถึงวันนี้ด้วย อดีตเป็นอย่างไร เอามาแก้ ไม่ใช่เอามาทะเลาะกัน มาขัดแย้งกัน ผมไม่ใช่คนแบบนั้น ถ้าไม่เริ่มต้นก่อน ผมจะไม่พูดถึงอะไรทั้งสิ้น”

นายกฯ ยังชี้แจงเรื่องความสำเร็จด้านภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ที่ไทยได้รับการชื่นชมมามากมายจนผ่อนคลายไปยังจังหวัดอื่นๆ วันนี้เปิดท่องเที่ยวเต็มรูปแบบแล้ว ในปีนี้คาดว่านักท่องเที่ยวจะมา 7-10 ล้านคน นอกจากนี้ นายกฯ ยังชี้แจงเรื่องโควิด-สงครามรัสเซียกับยูเครน ที่โดนกันทุกประเทศ อยู่ที่ว่าค่าของเงินจะไปเปรียบเทียบกับใคร ไม่ได้ขอแก้ตัว แต่เป็นหลักฐานทางเศรษฐศาสตร์

“เรื่องโควิด ผมใช้ควบคุมเท่าที่จำเป็น ไม่ได้ไปใช้เพื่อการชุมนุมของท่านเลย ผมไม่ต้องการให้ติดโควิดเท่านั้นเอง ถ้าติดมาแล้วนั่นคือปัญหา สงสารลูกเด็กเล็กแดงต่างๆ ที่ไปแล้วไม่ค่อยระมัดระวังตัว ไอ้เรื่องกฎหมายเป็นเรื่องของกฎหมาย ผมไม่ได้ไปสั่งการใดๆ ทั้งสิ้น เขาก็จำเป็นต้องรักษาหน้าที่ของเขา เพื่อจะผ่อนคลายการแพร่ระบาดให้ลดลง เราสังคมไทย ก็บ่นว่ามันตึงเครียดเหลือเกิน บังคับ คุมไอ้โน่น ท่านอย่าลืมว่าเราก็ไม่ตาย เจ็บน้อย ตายน้อยกว่าเขา สาเหตุที่ตายก็มีอยู่ ผมเสียใจทุกคน คือคนไทยของผมทั้งนั้น แล้วผมจะไปทำร้ายได้ไง เกลียดท่านยังไง ผมทำทุกอย่างก็นึกถึงประเทศทั้งนั้น ทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นจะผิดจะถูก ผมก็รับในสิ่งที่พูดมา เพื่อที่ไปแก้ไข ไปปรับปรุง ไปตรวจสอบให้มันดีขึ้น มันก็แค่นั้น ระบบการทำงานเป็นอย่างนั้น ต้องสายกลาง มันเครียดเรื่องโควิด เรื่องเศรษฐกิจอยู่แล้ว จะไปขัดแย้งกันอีกในเรื่องไม่เป็นเรื่อง เรื่องไม่สมควร ผมว่ามันจะยิ่งหนักไปอีก หนักยิ่งกว่าโควิดนะ ผมเตือนไว้ก่อน ผมไม่อยากเจอสภาพนั้น ผมไม่อยากเป็นรัฐบาลที่ต้องมาแก้ปัญหานั้นอีก คุมตัวเองไม่ไปเสี่ยงมันช่วยได้เยอะ เจ้าหน้าที่ไม่ต้องวางกำลัง เขาก็เสี่ยงเหมือนกัน เสี่ยงติดเชื้อ และก็กลัวเหมือนกัน”

นายกฯ ยังกล่าวถึงการกู้เงิน ยืนยันว่ามาให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อช่วยเหลือประชาชน อาทิ โครงการต่างๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ อีกทั้ง WHO ยังยกย่องไทยเป็นต้นแบบการรับมือโควิดได้เป็นอย่างดี ไทยยังรักษาระดับหนี้สาธารณะได้ดี และยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น
“ผมยอมรับว่ายังทำตรงนี้ไม่ได้มากนัก ให้ทุกคนเข้มแข็งเพียงพอ ก็ต้องทำต่อไป ผมไม่ได้นิ่งนอนใจ อย่าหาว่าผมผูกขาด ผมก็หวังว่าใครจะทำก็ทำต่อ ถ้ามันดีก็ทำต่อไปทั้งนั้น ทำให้มันดีขึ้นเท่านั้นเอง”

ทั้งนี้ยืนยันเรื่อง กองทุนน้ำมัน ไม่ได้มีใครได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะตนเองหรือใคร “หากใครกล้าก็ลองดู ถ้าจะทุจริตตอนนี้ มันต้องช่วยกันเรามีเงินน้อยลง มีเรื่องเงินเฟ้อ ถ้าผมพูดไปว่าให้ร่วมมือนั้น ร่วมมือนี้ ท่านก็ว่าผมอีก ว่าผมไม่มีสติปัญหาแก้หรือไง ต้องแก้ในกรอบใหญ่ กรอบเล็กก็ต้องช่วยกันแก้ ผมก็ไม่อาจจะแนะนำอีกแล้ว แนะนำอะไรก็ผิดหมด ก็ฟังเอาแล้วกันว่าเหตุผลมันคืออะไร ผมกราบเรียนว่าไม่มีรัฐบาลไหนเจออย่างผมเจอ ท่านเป็น ส.ส.มากี่ปี เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ไหม ผมไม่อาจจะกล่าวว่าผมทำได้ดีที่สุด เราก็ทำงานให้ดีที่สุด เพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ”

นายกฯ กล่าวยืนยันว่า ราคาน้ำมันปรับขึ้นลงตามสถานการณ์ มันก็กระเทือนไปหมด ต่อให้รบกันให้ตายแต่เรายังมีอาหารที่กินอยู่ เพราะเราเป็นแหล่งผลิตอาหาร ที่ดินราคาถูก เป็นแหล่งท่องเที่ยว หลายคนอยากมาอยู่ประเทศไทย “ไม่ต้องกลัวเขามาแย่งที่อยู่ในประเทศไทยหรอก ผมเห็นหลายคนก็อยากไปอยู่ต่างประเทศ คงพอดีกันแหละมั้ง ไม่เป็นไรนะครับ”

นายกฯ ยังกล่าวอีกว่าในส่วนการกู้เงิน ปี 57-65 ก็มีการลงทุนภาครัฐมากที่สุด ยืนยันว่าไม่ได้คุย เพราะมีถึง 179 โคงการ มูลค่า 2.66 ล้านบาท “มีรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ก็ได้ตามเม็ดเงินที่มีอยู่ จะบอกว่าเอ๊ะ ทั้งหมดทำอะไรกันเยอะแยะ ซ้ำซ้อน แล้ววันนี้ไอ้ที่ทำมาทั้งหมดท่านก็ใช้ที่ผมทำนี่แหละครับ ท่านบอกมันสิ้นเปลืองก็ไม่ต้องใช้แล้วกัน ให้คนอื่นเขาใช้ คนที่พอใจเขามีอีกเยอะ ผมว่านะ” จาก 8 ปีที่มีการกู้เงินมากที่สุดแล้ว ยังเป็น 8 ปีที่ชำระหนี้มากที่สุด รวมทั้งสิ้นกว่า 2.6 ล้านล้านบาท มากกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา “ผมไม่ได้ไปว่าใคร อยู่ที่สถานการณ์ด้วย ในจำนวนนี้ก็รวมหนี้ก่อนหน้านั้นมาด้วย มีการชดใช้ก็ว่าไป ผมไม่กล่าวถึงอีกแล้ว”

นายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลยืนยันมีศักยภาพในการชำระหนี้ ไม่เคยผิดหนี้ใคร สถานะการเงินการคลังของไทยยังแข็งแกร่งอยู่ ขอให้เข้าใจ พร้อมกล่าวถึงเรื่องหนี้ในประเทศ ขอให้ ส.ส.ช่วยไปบอกชาวบ้านเข้าสู่การไกล่เกลี่ยหนี้ของภาครัฐด้วย ขณะที่สถานการณ์ความยากจนไทยก็ปรับตัวดีขึ้น แต่ต้องดูว่าจนจากอะไร และต้องมีมาตรการต้องไปช่วยเขา และรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องความเหลื่อมล้ำมาโดยตลอด และขณะนี้กำลังแก้ปัญหาความยากจนแบบพุ่งเป้า ส่วนการเดินทางเยือนต่างประเทศ หลายประเทศก็พร้อมเสนอสิ่งสร้างสรรค์ของไทย ไม่ได้ไปเที่ยวไหน ไม่อยากโม้โอ้อวด ถ้าไม่พูดก็ไม่รู้อีก ทั้งนี้ นายกฯ ได้ใช้เวลานานในการอภิปราย จนถึงกับเปรยว่า แม้พูดนานแต่ขอให้ฟังหน่อย

ขณะที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกประท้วงว่าการอภิปรายของนายกฯ  เป็นการอภิปรายที่วนเวียน หากจะพักเหนื่อยก็ได้ ไม่มีใครว่า เพราะนายกฯ พูดเร็ว

นายกฯ จึงกล่าวขอบคุณที่เป็นห่วง พร้อมกล่าวว่า “ผมก็ฟังท่านพูดวนเวียน โจมตีผม เวลาพูดอะไรดีไม่เคยฟังผมเลย ท่านโจมตีซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมยังไม่บ่นท่านเลย นิดเดียว ทนผมอีกนิดนึง ผมทนท่านมา 3 วันแล้วนะ” พร้อมชี้แจงเรื่องต่างชาติถือครองที่ดิน ยืนยันว่า เป็นกลุ่มต่างชาติที่ศักยภาพสูง มีกำลังซื้อสูง มีทักษะสูง กลุ่มประชากรมั่งคั่งสูง และเป็นกลุ่มเกษียณอายุ ไม่ใช่ใครมาก็ได้ และถือครองที่ดินได้ไม่เกิน 1 ไร่ เพื่ออยู่อาศัยเท่านั้นในที่ที่กำหนดในเวลา 5 ปี หากดึงดูดมาได้ก็เป็นผลดีทั้งหมด เพื่อให้รัฐมีการเก็บภาษีมากขึ้น เรื่องอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้น ตนเองก็จะติดตามเหมือนกัน พร้อมทิ้งท้ายว่า “ผมพูดมากเจ็บคอ ผมไม่แข็งแรงเท่าครูมานิตย์เมื่อกี้” ซึ่งนายกฯ ใช้เวลาชี้แจงในสภาเกือบ 1.30 ชม.

ด้าน นายสุรเชษฐ์ ประวินวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ใช้สิทธิพาดพิงนายกฯ กรณีถูกกล่าวหาว่าไม่รู้เรื่อง MR-Map ยืนยันว่าตนเองเข้าใจดี พร้อมท้านายกฯ ว่ากล้าหรือไม่ที่จะมาถกเถียงกัน เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าใครไม่รู้เรื่อง