นายกฯ แจงสภาฯ ช่วงเช้าติดภารกิจถวายเทียนพรรษา ขอมอบให้ทุกคนแต่อยู่ที่ใครจะรับ เหน็บ “อมรัตน์” ไม่ต้องใช้กระจก จนโต้กันไปมา อย่าปากพล่อยว่าคนอื่น ม.112 โทษร้ายแรง ด้าน “บิ๊กตู่” บอก ยอมแพ้เรื่องพูดส่อเสียด

เมื่อเวลา 11.14 น. วันที่ 21 ก.ค. 2565 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลุกชี้แจงสภา โดยกล่าวว่า เมื่อเช้าขออนุญาตติดภารกิจนิดหนึ่ง ถวายเครื่องสักการะแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา

“ถวายธูปเทียนพรรษา และผมก็ได้ ขอแบ่ง ขอมอบให้กับทุกคนด้วย เนื่องในเวลาช่วงอันเป็นมงคลนี้ให้กับทุกคนทุกท่าน ก็สุดแล้วแต่ว่าใครจะรับได้รับไม่ได้ ก็แล้วแต่ เพราะทุกอย่างเป็นไปตามกรรม กรรมดีย่อมเป็นไปตามกรรมดี ทำกรรมไม่ดีก็คงปรากฏต่อไป ผมเองพยายามทำให้เต็มที่ ให้ดีที่สุด แต่อาจจะไม่ดีในสายตาของท่าน ก็ไม่เป็นไร วันนี้ท่านบอกว่า ชื่อผมมีความหมายโน่นนี่ ก็ไปคิดดูแล้วกัน ว่าตู่กับเตี้ยมันเหมือนกันไหม ก็คงไม่เหมือนละนะ แต่ไปดูสิว่าใครทำประโยชน์มากกว่า ผมเองเห็นท่าน (อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล) เคลื่อนไหวอยู่ข้างนอกตลอดเวลา ท่านบอกว่าท่านศึกษาประวัติศาสตร์ โอเคครับ ก็ดีครับ ท่านก็ศึกษาส่วนที่ดีบ้างก็แล้วกัน ที่ทำหลายๆ อย่างวันนี้ก็ปรากฏแล้วว่าหลายๆ อย่างเกี่ยวข้องกับการก้าวล่วง สถาบันของชาติ ซึ่งผมรับไม่ได้อยู่แล้ว ผมก็จำเป็นต้องพูดนะครับ”

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงเรื่องกระจกว่า “ผมคงไม่ใช้กระจก” ทำให้นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ลุกอภิปรายขอใช้สิทธิ์พาดพิง ว่า “นายกฯ กล่าวถึงตนเองว่ากล่าวล่วงสถาบัน ตรงไหน และมาตราและข้อหานี้มันผิด มีโทษร้ายแรง อยู่ดีๆ จะมาปากพล่อยว่าคนอื่นมั่วๆ อย่างนี้ได้อย่างไร อย่ามั่ว เที่ยวพูดตีขลุมแบบนี้”

...

นายกฯ จึงกล่าวตอบโต้ว่าขอบคุณ และเชิญนั่งลง ขอตนเองชี้แจงเอง “ก็เวลาท่านพูดอะไรมาทั้งหมด ผมก็ฟังได้ คือผมไม่ได้ว่าอะไรเกินความเป็นจริงเท่าไร เพราะว่าไปดูในคดีต่างๆ ก็มีหลายคดี ก็ไปต่อสู้คดีเอาก็แล้วกัน”

นางอมรัตน์ จึงประท้วงและขอใช้สิทธิ์พาดพิง ขอให้นายกฯ ถอนคำพูดทั้ง 2 อย่าง “ม.112 โทษร้ายแรง ท่านจะมาพูดให้ใครๆ อย่างนี้ได้อย่างไร นี่ก็เอาเด็กไปเข้าคุก ไม่ยอมปล่อยให้ประกัน อย่ามั่วค่ะ ถอนคำพูดค่ะ เมื่อวานก็ทำผิดกาลเทศะในสภาฯ” นายกฯ จึงตอบว่า “ผมไม่ถอน”

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงขอให้นางอมรัตน์ฟังประธาน ว่าเราอภิปรายเขาก็หนัก เพราะฉะนั้นก็ไม่มีอะไรที่ต้องถอน ให้นายกฯ อภิปรายต่อ

จากนั้น นายกฯ ได้อภิปรายเรื่องงบประมาณฯ การจัดซื้อจัดจ้าง และคดีคลองด่าน โดยยืนยันว่าให้ความสำคัญในคดีนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล โดยตนเองไม่ขอก้าวล่วง ส่วนเรื่อง GT 200 ได้พูดมาหลายครั้งแล้ว ทางกระทรวงกลาโหม ได้ดำเนินคดีกับเอกชน จำนวน 13 คดี ปัจจุบัน คดีถึงที่สุดแล้ว 5 คดี อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล 6 คดี อยู่ในชั้นพิพากษา 2 คดี ได้ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหาย 747 ล้านบาท ซึ่งผู้ถูกฟ้องบางส่วนได้ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแล้วจำนวน 11 ล้าน และฝ่ายกฎหมายกำลังติดตามคดีที่คั่งค้างอยู่ เพื่อการบังคับคดี เพื่อประโยชน์ของข้าราชการต่อไป ซึ่งเรื่อง GT 200 มีปัญหาทั้งโลก

ส่วนเรื่องเพิ่มค่า FT ไฟฟ้าในอนาคต เป็นเพราะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) แบกรับภาระหนี้สินกว่าแสนล้านบาท เพราะต้องจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอไม่ให้ดับ โดยปัจจุบัน กฟผ. สามารถผลิตได้เอง 40% ส่วนที่เหลือเป็นการนำเข้า เช่น ลาว มาเลเซีย และผู้ผลิตรายใหญ่และรายย่อยในประเทศ ก่อนหน้านั้น กฟผ. ก็แบกภาระต้นทุนแต่ไม่ได้ปรับขึ้น

นายกฯ กล่าวว่านี่คือปัญหาเดียว ที่ไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนคิด และหลายคนเอามาพูดก็พูดข้อมูลไม่ครบเท่าไร เช่นเดียวกันกับเรื่องอื่นๆ เรื่องการค้าการลงทุนด้วย เมื่อเช้าตนเองก็ฟังตอนอยู่ในรถ มีการพูดเรื่องข้าว เกษตรแปลงใหญ่ ตนเองมองว่าผู้อภิปรายไม่ดูรายละเอียดทั้งหมด ยืนยันว่าตนเองห่วงเกษตรกรที่มีรายได้น้อย ไม่ได้เอื้อประโยชน์รายใหญ่ แต่ทุกคนก็ทราบดีอยู่แล้ว รายย่อยมีแค่ 5-10 ไร่ มีจำนวนมาก ซึ่งทำให้รายได้ไม่เพียงพอ สิ่งที่ท่านบอกว่าเราขายได้น้อย เพราะต้นทุนการผลิตสูง ซึ่งไม่มีใครคิดที่จะแก้เรื่องนี้มาก่อน แต่รัฐบาลนี้ทำ โดยให้กระทรวงพาณิชย์ไปดำเนินการ หาตลาดให้มากขึ้น และทำอย่างไรให้เกษตรแปลงใหญ่ ขายโดยตรงได้ หลายอย่างไม่ได้ง่ายอย่างที่พูด ดังนั้น

“สิ่งที่ท่านพูดว่าผมทำเสียหายทั้งหมด ก็ขอให้ดูต่อไป การพูดจาในสภาฯ ควรสร้างสรรค์ แต่ผมไม่ได้หวังอะไรกับท่านมากอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ผมไม่ได้บอกว่าผมเก่งที่สุด ดีที่สุด ไม่ใช่ ผมฟังท่าน อันไหนที่ฟังได้ผมก็ฟัง อันไหนที่ฟังไม่ได้ผมก็ไม่ฟัง เพราะไม่เกิดประโยชน์กับผม การโจมตีให้ร้ายต่างๆ ผมไม่เคยไปรังแกอะไรกับท่านเลย และผมไม่เคยไปก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมใดๆ ทั้งสิ้น”

นายกฯ กล่าวว่า เมื่อวานตนเองก็นั่งฟัง แต่ท่านพูดหลายเรื่อง บางอย่างชี้แจงได้ไม่หมด เพราะหลายอย่างการทำ การแก้ปัญหามันไม่ได้ทั้งหมดเหมือนการพูด พร้อมขอให้วันนี้สถานการณ์โลก กรุณาไปดูด้วยแล้วกันว่าเกิดอะไรขึ้น ประเทศเราได้รับผลกระทบประเทศเดียวหรือไม่ ตนเองมีตัวเลขและวิธีการทำของหลายประเทศทั่วโลก และเมื่อเทียบกับของประเทศไทย ตนเองคิดว่าทำได้มากกว่าในการดูแลประชาชน

“ท่านพูดแรงผมก็อดไม่ได้เหมือนกัน ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ด้วยกัน ผมก็ให้เกียรติท่านอยู่แล้ว จะเห็นได้ว่าผมก็เรียกท่านว่าสมาชิกผู้ทรงเกียรติเสมอ เพราะฉะนั้นอยู่ที่ท่านจะมีเกียรติอะไรกันยังไงหรือไม่ เวลาท่านพูดโจมตีผมถึงจะรับไม่ค่อยได้แต่ต้องรับ เพราะผมเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นหลายท่าน ก็พูดโน่นนี่โน่น ผมถามว่ามีสักกี่คนในห้องนี้ที่เป็นนายกฯ มาก่อน ผมถามก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นผมย่อมมีประสบการณ์มากกว่าท่าน แต่ไอ้เรื่องจะพูดแข่งกับท่าน พูดส่อเสียดให้ร้าย ผมสู้ท่านไม่ได้หรอกครับ ผมยอมท่าน” และจบอภิปรายในเวลา 11.36 น.

จากนั้นนายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ได้ลุกประท้วงนายกฯ ว่าเรื่องที่ถาม ในการแต่งตั้งคนที่เดินตาม เช่น นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้ ทำไมไม่ตอบ.