2 ส.ส.เพื่อไทย อภิปรายไม่ไว้วางใจ “พล.อ.ประยุทธ์” อัดรัฐบาลล้มเหลวบริหาร ทำวิกฤติให้นำไปสู่หายนะ เปรียบเป็นสัตว์เซลล์เดียว ขณะอีก 2 วัน ซักฟอก “บิ๊กตู่” ล้วนๆ ก่อนประธานสั่งพักการประชุม
เมื่อเวลา 23.27 น. วันที่ 20 ก.ค. 2565 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดย นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงความล้มเหลวของการบริหารและผลงานนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่ผ่านมา
พร้อมกับเปรียบเป็นรัฐบาลสัตว์เซลล์เดียว และขยายความว่า เพราะทั้งร่างกายประกอบไปด้วยเซลล์เดียว ไม่มีสมอง และไม่มีหัวใจ เปรียบเสมือนรัฐบาลนี้ ไม่มีสมองและความสามารถมากพอที่จะบริหารประเทศ และไม่มีหัวใจที่เข้าถึงประชาชน การเคลื่อนไหวของสัตว์เซลล์เดียวค่อนข้างช้า เปรียบเหมือนรัฐบาลแก้ไขปัญหาช้า ไม่ทันท่วงที รู้สึกตัวช้า ต้วมเตี้ยม ออกนโยบายช้า ประชาชนต้องอดตายทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้งสัตว์เซลล์เดียวยังมีขนาดเล็ก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เหมือนรัฐบาลนี้ที่หาความดีและผลงานไม่เคยเจอ และถ้ารัฐบาลเปิดหูเปิดใจนำไปปรับใช้ ประเทศจะเดินต่อได้ โดยมีการเปรียบเทียบจักรวาลประยุทธ์ กับจักรวาลเพื่อไทย
...
ทั้งนี้ รัฐบาลที่ปกครองโดย พล.อ.ประยุทธ์ นำประเทศไปสู่จุดบอดและดับฝันคนมาอย่างยาวนาน ประเทศไทยไม่ได้เพิ่งเข้าสู่วิกฤติ แต่ได้เข้าสู่วิกฤติสูงสุด ณ ขณะนี้แล้ว หากสมัยหน้ายังคงมีรัฐบาลและรัฐมนตรีแบบนี้ ประเทศไทยคงไม่เหลือความหวังแล้ว พร้อมมอบนาฬิกาทราย เพื่อเตือนใจว่า “การนับถอยหลังชีวิตของรัฐบาลท่านได้เริ่มแล้ว และเวลาของท่านเชื่อได้ว่าใกล้จะหมดลงแล้ว ดังนั้น อย่าเป็นเสี้ยนหนามของชีวิต อย่ากีดขวางทางออกของประเทศ ให้ประเทศไทยและประชาชนไทยได้กลับมามีความสุขอีกครั้ง”
ในช่วงท้าย นายจักรพล ยังได้ชวน ส.ส.ทุกพรรคการเมือง ถึงเวลาที่จะโหวตคว่ำรัฐบาลนี้ ใกล้จะถึงจุดจบแล้ว และจะเป็นจุดเริ่มต้นของความรุ่งโรจน์ หมดเวลาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว คืนความสุขให้ประชาชน
ต่อมาเวลา 23.55 น. เข้าสู่ผู้อภิปรายคนสุดท้ายของวันที่ 2 คือ น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย อภิปรายต่อว่า คนโง่ที่คิดว่าตัวเองฉลาดอันตรายที่สุด วิกฤติที่มีผู้นำไม่สมประกอบทางสติปัญญา บริหารผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำลายความเสียหายต่อบ้านเมืองอย่างประเมินมูลค่าไม่ได้ ประชาชนตกงาน เป็นหนี้ และมีสถิติการฆ่าตัวตายสูงขึ้น ซ้ำยังทำให้วิกฤติกลายเป็นหายนะ ล้มเหลวในด้านต่างๆ ต่างชาติเชื่อถือไทยลดลงจากภาพการรัฐประหาร รวมถึงการย้ายฐานการลงทุน เพราะหลายประเทศไม่ยอมรับ กระทบถึงการส่งออกสินค้าการเกษตรไปยังยุโรป การมีผู้นำเป็นเผด็จการ สหภาพยุโรปจึงหันไปตกลงการค้ากับเวียดนาม แม้แต่นักลงทุนไทยก็ไปลงทุนที่ต่างประเทศแทนที่จะอยู่ในไทย
แม้ปัจจุบันจะมาจากการเลือกตั้งแล้ว แต่ท่าทีของต่างชาติไม่ได้เปลี่ยนไป นายกฯ ไม่เคยกลับไปแก้ในสิ่งที่ก่อไว้ ขอวิงวอนให้เข้าหา EU เจรจา FTA เพราะเป็นคู่ค้าใหญ่ ส่วนเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV ประชาชนเริ่มใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ตอบสนองนโยบายลดโลกร้อน มีสัญญาณชัดเจนว่าตลาดยานยนต์ของโลกเปลี่ยนไปแล้ว แต่ประเทศไทยกลับนิ่งเฉย ไม่เตรียมพร้อม ทำให้ไทยไม่เหมาะสมที่จะเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า พล.อ.ประยุทธ์ มารู้ตัวตอนนี้คงสายเกินแก้แล้ว ความตามโลกไม่ทัน นำมาซึ่งความย่อยยับของอุตสาหกรรมไทย ส่วนที่ประกาศว่าจะปั้นไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ดึงนักลงทุนเข้ามา มองว่าเป็นไปได้ยากเพราะไม่เคยลงทุนสนับสนุนภาคยานยนต์ไฟฟ้า ไม่มีแร่ธาตุที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่ และไม่เคยลงทุนกับแรงงานทักษะ และเพราะความเบาปัญญาของนายกรัฐมนตรีชดใช้อย่างไรจึงจะสาสม
“ประชาชนอยากได้นายกรัฐมนตรีที่เป็นที่พึ่งได้ในวันที่มีปัญหา แต่ท่านไม่เคยทิ้งพวกตนเอง ท่านเคยนับประชาชนเป็นเครือญาติหรือไม่ หรือนับแต่คณะรัฐมนตรี คนทั้งประเทศรู้ซึ้งแล้วว่าไม่มีพวกท่านเขาก็อยู่ได้ ท่านเป็นคนรู้น้อย ขาดวุฒิภาวะ พาคนไทยหลุดพ้นวิกฤติไม่ได้ จึงไม่สามารถไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะได้”
จากนั้น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า ฝ่ายค้านใช้เวลาประชุมในวันนี้ไปราว 10 ชั่วโมง เนื่องจากคณะรัฐมนตรีและฝ่ายรัฐบาลใช้เวลาเกินกว่าที่กำหนด โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านเหลือเวลาประมาณ 23 ชั่วโมงครึ่ง โดยจะขอใช้เวลาที่เหลือให้ครบในวันที่ 3 และ 4 ซึ่งการอภิปราย 2 วันสุดท้ายจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์
ทางด้าน นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม บอกว่าย้ายประชาชนเข้ามาแล้วตามที่ขอก่อนหน้า จากนั้นได้สั่งพักการประชุมในเวลา 00.33 น. และจะกลับมาประชุมต่อในเวลา 08.30 น. ของวันที่ 21 ก.ค. 2565 ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ.