“ณัฐชา” ส.ส.ก้าวไกล เปิดโปง “จุติ” รมว.พม.ตั้งคนสนิท อักษรย่อ “นายจรร.” เข้านั่งบอร์ดการเคหะฯ แก้ระเบียบ ให้บริษัทเอกชน รับทุกงานของการเคหะฯ จ่อ ยื่นป.ป.ช.สอบทุจริต

วันที่ 19 ก.ค. เมื่อเวลา 21.06 น. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ว่า ขออภิปรายเปิดโปงมหกรรมสร้างเพื่อโกง มหากาพย์ผลาญภาษีประชาชน พังทลายชีวิตและความมั่นคงของผู้มีรายได้น้อยไปถึงอนาคต เมื่อครั้งอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ 2566 โดยตนได้นำความทุกข์ร้อนของ ชาวบางขุนเทียน 3 ไปซื้อบ้านเอื้ออาทร ต้องใช้ชีวิตเผชิญท่ามกลางอันตรายยิ่งกว่าหลุมหลบภัย ซึ่งตนบอกว่ามีการเบิกจ่ายงบประมาณหลายสิบล้านบาท แต่ไปดูการเบิกจ่ายแล้ว สวนกระแสกับความเดือดร้อนของประชาชน วันรุ่งขึ้นหลังจากการอภิปรายของตน รมว.พม.ได้เชิญผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ รองผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ คนสนิทต่างๆ มาแถงข่าวช่วงชิงความบริสุทธิ์ ทั้งที่ตนไม่ได้ถามว่ามีใครทุจริต แต่ท่านชิงยืนยันความบริสุทธิ์ว่าไม่มีการทุจริต มีการพาดหัวข่าวแบบวัวสันหลังหวะ จึงทำให้น่าสงสัย จึงต้องไปดูว่าการเคหะฯ มีความไม่ชอบมาพากลอย่างไร

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ย้อนไปเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 นายจุติ เข้ารับตำแหน่งถึงวันนี้ประมาณ 3 ปี เรายังมองไม่เห็นความพัฒนาในสังคมด้านใดที่ดีขึ้นเลยยังไม่เห็นความมั่นคงในชีวิตของประชาชนเลย โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัย ภายใต้การดำเนินการของการเคหะฯ ซึ่งการเคหะฯ มีโครงการก่อสร้างไปแล้วเกือบล้านยูนิต งบประมาณลงทุนที่ผ่านมาหลายแสนล้านบาท การไปดูแลที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย แต่ไม่ควรบริหารจัดการให้มีคุณภาพน้อยตามไปด้วย

...

ทั้งนี้ นายจุติเข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2562 ก็เริ่มแต่งตั้งคนของตัวเองมานั่งเป็นบอร์ดการเคหะฯ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2562 ซึ่งไม่ว่ารัฐมนตรีคนไหนก็ตั้งคนที่ท่านไว้ใจได้เข้ามาดูแล ก็ไม่ว่ากัน แต่เมื่อไล่ดู ท่านตั้งคนสนิทคนหนึ่งที่ไม่ชอบมาพากลอักษรย่อ นายจรร.และ นายจรร.คนนี้ มีประวัติโชกโชนด้านการเงิน เป็นนักปั่นหุ้น นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์มาแล้วหลายบริษัท และเป็นคนสนิท คนใกล้ชิด แบบชนิดที่ว่าอยากได้เท่าไรบอกมา พี่จัดให้ และคนนี้ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะสนิทกัน สนิทกันตั้งแต่นายจุติเป็น รมว.ไอซีที เมื่อปี 2553 โดยนายจรร.เป็นที่ปรึกษา และสนิทกันแบบที่ว่า ข่าวในสมัยนั้นบอกว่า นายจรร.คนนี้ปล่อยให้รัฐมนตรีเป็นตัวของตัวเองบ้าง และรมว.ไอซีที ขณะนั้นโครงการฉาวโฉ่ คือ โครงการการไปพัวพันการทุจิต 3 จี ซึ่งท่านโยนเรื่องให้ลูกน้องไปหมดแล้ว แต่มาวันนี้เรื่องมันใกล้เคียงกัน ที่ตั้งคนสนิทเป็นบอร์ดการเคหะฯ และบอร์ดกำลังกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้สูญเสียผลประโยชน์ของชาติมากมาย

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ในขณะนั้นมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด รัฐมนตรีและพวกก็ปิ๊งไอเดีย ไม่อยากสร้างบ้านขายให้ผู้มีรายได้น้อย เปลี่ยนมาเป็นโครงการสร้างบ้านเพื่อผู้มีรายได้น้อยเช่าแทน ชื่อโครงการว่า เคหะสุขประชา ปีละ 2 หมื่นยูนิต รวม 5 ปี 1 แสนยูนิต นอกจากนี้ กลัวโครงการจะไม่ผ่าน จึงแอบอ้างว่าโครงการนี้ทำเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล จะเปิดโครงการ 2 หมื่นยูนิต ทุกๆ วันที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของในหลวง รัชกาลที่ 10 เป็นเวลา 5 ปี จนสร้างเสร็จครบ 1 แสนยูนิต จึงอยากทราบว่าท่านได้ทำเรื่องขอไปถึงสำนักพระราชวังหรือยัง ประเด็นนี้ต้องตอบ เพราะโครงการนี้ คนในการเคหะฯ ไม่เห็นด้วย เนื่องจากยังมีบ้านการเคหะอีกนับหมื่นยูนิตที่นำมาให้เช่าได้ และยังอ้างว่าเป็นโครงการนำร่องจึงไม่ต้องผ่านครม. และเมื่อผลการศึกษาความคุ้มทุนออกมาว่าโครงการนี้หากจะคืนทุนต้องใช้เวลาถึง 200 ปี ก็สั่งให้ปั่นตัวเลขใหม่จนเหลือ 25 ปี พร้อมใส่โครงการทำเกษตรทฤษฎีใหม่แบบผสมผสาน ขุดบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด ปลูกผัก แล้วเอารายได้จากการขายผัก ขายไข่ มาคำนวณเป็นรายได้เพื่อเพิ่มตัวเลข EIRR ของโครงการ

นายณัฐชา กล่าวว่า สิ่งที่แย่กว่ากระบวนการผลักดันโครงการคือกระบวนการจัดทำโครงการ โดยมีการสั่งการแยกโครงการถมดินกับโครงการก่อสร้างออกจากกันซึ่งการทำแบบนี้การเคหะฯ ไม่เคยทำมาก่อน ผลที่ตามมาคือโครงการนี้มีแต่ถมดินทิ้งไว้โดยไม่มีการก่อสร้าง ปล่อยทิ้งไว้นานนับปี และแผนกินเหนือเมฆของนายจุติและขบวนการไม่ได้มีเพียงการกินรายโครงการเท่านั้น แต่ยังไกลไปถึงกินรวบและกินยาว ผ่านการรวบรวมขุมทรัพย์ทั้งหมดของการเคหะฯ มาไว้ที่บริษัทลูกเพียงแห่งเดียว เพื่อสามารถรับงานได้ทั้งหมด ตั้งแต่รับเหมาก่อสร้างไปจนถึงการดูแลผลประโยชน์เก็บค่าเช่าต่างๆ แล้วดันเข้าตลาดหุ้นเพื่อให้ตัวเองหรือเครือข่ายสามารถเข้าไปถือหุ้นและหาประโยชน์ได้ แม้ว่าจะหมดวาระการเป็นรัฐมนตรีไปแล้ว เพราะโครงข่ายของตนเองยังคงอยู่หรือมีอิทธิพลต่อไปในบอร์ดการเคหะฯ

นายณัฐชา กล่าวว่า เดิมแผนนี้ นายจุติ ต้องการทำผ่านบริษัท ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่มีอยู่แล้ว เพื่อแต่งตัวนำเข้าตลาดหุ้น จึงได้ปั่นตัวเลขจากการนำไปรับเหมาถมดินในโครงการเคหะสุขประชา ทั้งที่ไม่สามารถทำได้ตามกฎหมาย ทำให้ปี 2563 ปีเดียวบริษัทดังกล่าว รับงานขุดดินทำรายได้ 821 ล้านบาท โดยไม่ต้องผ่านอีบิดดิ้ง โดยการเคหะฯ อ้างว่า ถือหุ้นบริษัทนี้ มากกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ เลยเข้าข้อยกเว้น ตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ประกอบกับกฎกระทรวงปี 2561 ให้สามารถจ้างบริษัทดังกล่าว แบบเฉพาะเจาะจงได้ ทั้งที่บริษัท ตั้งตามมติ ครม.ปี 37 ไม่เคยรับงานก่อสร้างถมดินมาก่อน ไม่มีทั้งวิศวกร บุคลากร หรือเครื่องมือ เพราะวัตถุประสงค์ตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลนิติบุคคลหมู่บ้าน คอนโดฯ เป็นตัวแทนเก็บค่าเช่า ค่าส่วนกลางให้การเคหะฯ เรื่องนี้ผู้ว่าการเคหะฯ คนใหม่ ที่มาจากเครือข่ายนายจุติสั่งแก้ระเบียบให้ไม่ต้องมีผลงานก่อสร้างก่อนก็รับได้ และยังให้บริษัท รับงานจากการเคหะกี่ร้อยสัญญาก็ได้ ไม่ถูกจำกัดไว้ที่ 3 สัญญาเหมือนผู้รับเหมารายอื่น นอกจากนี้ยังเบิกเงินล่วงหน้าได้ 15 เปอร์เซ็นต์ ก่อนส่งงวดงาน สุดท้ายก็ต้องไปจ้างช่วงบริษัทรับเหมาเจ้าอื่นมาทำงานแทน แบบนี้จะจ้างบริษัทนี้ ไปหักหัวคิวทำไม

“เรื่องนี้คงปล่อยผ่านไม่ได้ หลังจบอภิปรายคงต้องยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบต่อไป ด้วยกระบวนการปั่นตัวเลขแบบนี้ แม้เบื้องต้นแผนเอาบริษัทเข้าตลาดเหมือนจะเดินไปด้วยดี แต่สุดท้ายผู้ถือหุ้นบริษัทไม่เอาด้วย จึงนำไปสู่มหากาพย์เรื่องต่อไป คือ การดึงเคหะสุขประชา มาอยู่ที่บมจ.เคหะสุขประชา บริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อรับบทบาทแทนบริษัทเดิม ทั้งนี้หนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในแผนกินเหนือเมฆครั้งนี้คือนายจรร. ซึ่งเป็นคนสนิทของนายจุติ” นายณัฐชา กล่าว