"พิชัย" ชี้ "ประยุทธ์" จะล้มเหลวรับมือปัญหาเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ค่าบาทอ่อน จี้ แก้ไฟฟ้าแพง แก้ข้อพิพาทของก๊าซในอ่าวไทย และค่าความพร้อมสูงถึงปีละแสนล้าน แนะ แม้จะยังไม่แย่เท่าศรีลังกา แต่ทิศทางกำลังเหมือน
วันที่ 19 ก.ค. 65 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน รองประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า เงินเฟ้อของสหรัฐฯ เดือนมิถุนายนสูงถึง 9.1% สูงที่สุดในรอบ 40 ปี ทั้งที่สหรัฐฯ เพิ่งขึ้นดอกเบี้ย 0.75% แต่ก็ยังคุมเงินเฟ้อไม่อยู่ ดังนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่สหรัฐฯ จะต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก อาจสูงถึง 1% ในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบมาถึงเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ต่างกันจะทำให้เงินตราต่างประเทศไหลออก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่เงินทุนต่างประเทศจะออกไปเพื่อไปหาผลตอบแทนที่สูงกว่า และจะยิ่งทำให้ค่าเงินบาทยิ่งอ่อนลง และจะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอีกได้ อีกทั้งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในหลายเดือนที่ผ่านมายิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง
โดยล่าสุดในเดือนมิถุนายน ไทยขาดดุลการค้า 1.2 พันล้านเหรียญ หรือ 4 หมื่นล้านบาท ซ้ำเติมหลังจากที่ 5 เดือนแรก ไทยขาดดุลการค้าแล้ว 4,726 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินทุนได้ไหลออกไปกว่า 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 1 ล้านล้านบาท) แล้วตั้งแต่ต้นปี และยังมีแนวโน้มที่จะไหลออกเพิ่มอีก จนภาคเอกชนกังวลกันว่า เงินบาทที่อ่อนจะทะลุ 37 บาทต่อดอลลาร์ในอีกไม่นานนี้ อาจจะทะลุไปถึง 40 บาทต่อดอลลาร์ได้ และอาจทำให้เงินเฟ้อของไทยที่กำลังจะทะลุ 8% อาจจะพุ่งทะลุไปถึง 10% ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก ในขณะเดียวกันหากไทยจะขึ้นดอกเบี้ยก็จะส่งผลกระทบต่อหนี้ครัวเรือนที่สูงถึงเกือบ 15 ล้านล้านบาท หรือกว่า 90% ของจีดีพี อีกทั้งหนี้สาธารณะมากกว่า 10 ล้านล้านบาท หรือทะลุ 60% ของจีดีพีแล้ว ซึ่งหากขึ้นดอกเบี้ยก็จะยิ่งเพิ่มภาระขึ้นไปอีกมาก ดังนั้นความกังวลเรื่องการระเบิดของหนี้ต่างๆ ในไทยเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ จากการบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของพลเอกประยุทธ์ ดังนั้นปัญหาเงินเฟ้อ ปัญหาดอกเบี้ย ปัญหาค่าเงินบาทที่อ่อน และปัญหาการระเบิดของหนี้ จะเป็นปัญหาใหญ่ที่พลเอกประยุทธ์ต้องรับมือ ซึ่งพลเอกประยุทธ์แทบจะไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้เลย ซึ่งจะให้ปัญหาทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นไปอีกเรื่อยๆ
...
ทั้งนี้แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจจะลดลงบ้าง แต่ก็ยังผลิกผันได้ตลอด เรื่องที่น่ากังวลคือปัญหาการปรับราคาค่าไฟฟ้าที่จะพุ่งสูงขึ้นมากจากหน่วยละ 4 บาท เป็นหน่วยละ 5 บาท สร้างความสั่นสะเทือนและความกังวลไปทั่ว ทั้งค่าใช้จ่ายของประชาชนที่จะเพิ่มขึ้นและความสามารถแข่งขันของไทยที่จะลดลง เพราะคงไม่มีใครอยากจะมาลงทุนในประเทศที่ค่าไฟฟ้าแพงมหาโหด แนวทางที่จะแก้ไขก็ต้องเข้าไปแก้กันที่สาเหตุของปัญหาคือ การหาข้อยุติในข้อพิพาทระหว่างบริษัทที่รับสัมปทานเดิม เชฟรอน และบริษัทที่รับสัมปทานใหม่ ปตท. สผ. และ มูตาบารา ในการส่งมอบสัมปทาน และใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการรื้อถอนแท่นขุดเจาะก๊าซในทะเลที่ต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงและอาจถูกฟ้องร้องได้ในกรณีที่การรื้อถอนอาจจะทำให้เกิดมลภาวะในทะเลและชายฝั่งได้ ทั้งนี้เพื่อที่นำก๊าซจากอ่าวไทยขึ้นมาได้ หลังจากที่ไม่สามารถนำก๊าซธรรมชาติจำนวนมากขึ้นมาได้จากปัญหาข้อพิพาทดังกล่าว จึงต้องทำให้ไทยต้องนำเข้าก๊าซ LNG ที่มีราคาแพงกว่า 30 เหรียญต่อหน่วยเข้ามาทดแทน และทำให้ราคาค่า FT ของค่าไฟฟ้าพุ่งขึ้นสูงมาก
นอกจากนี้การผลิตไฟฟ้าที่ล้นเกินถึง 50% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ทำให้ต้องจ่ายค่าความพร้อมให้กับโรงงานผลิตไฟฟ้าแต่ไม่ได้ส่งไฟฟ้ามียอดถึงเดือนละกว่า 8,000 ล้านบาท หรือปีละประมาณแสนล้านบาทซึ่งสูงมาก เป็นความผิดพลาดในนโยบายการผลิตไฟฟ้าของพลเอกประยุทธ์ และปัจจุบันยังมีการให้ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้ากันอยู่เลย แม้กำลังผลิตจะยังล้นเกินนี้ ดังนั้นพลเอกประยุทธ์จะต้องหาทางเจรจาลดค่าความพร้อมนี้ และหยุดการให้ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าไว้ก่อนชั่วคราวได้แล้ว จนกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะมีเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึงต้องทำเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการบริหารเรื่องพลังงานในสมัยพลเอกประยุทธ์ตลอด 8 ปีมีปัญหาอย่างมาก แต่โชคดีที่ 6-7 ปีแรกราคาน้ำมันและราคาพลังงานอื่นๆ ยังมีราคาถูก ประชาชนจึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่เมื่อราคาน้ำมันและราคาพลังงานแพงขึ้นมาก ทำให้เห็นปัญหาเต็มไปหมด เหมือนน้ำลดตอผุด ดังนั้นพลเอกประยุทธ์จะต้องเข้าไปแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบเพื่อให้ราคาพลังงานเป็นธรรมแก่ประชาชน ทั้งราคาน้ำมัน ราคาก๊าซหุงต้ม และราคาไฟฟ้า อีกทั้งต้องเร่งเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา เพื่อแก้ไขปัญหาพลังงานแพงและรัฐได้รายได้เพิ่มขึ้นอีกมากด้วย อีกทั้งยังจะกระจายความเสี่ยงของการพึ่งพาก๊าซจากประเทศเมียนมาที่มีสัดส่วนถึง 17% เพราะรัฐบาลทหารของเมียนมาอาจจะถูกบีบจากประชาคมโลกเพิ่มขึ้นอีกได้ ประเทศไทยควรต้องคิดและเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อป้องกันและรักษาประโยชน์ของคนไทย
ทั้งนี้ มีคำเตือนและความกังวลจากหลายฝ่ายว่าสถานการณ์ของประเทศไทยจะเป็นเหมือนประเทศศรีลังกา ซึ่งความจริงสถานะของประเทศไทยในปัจจุบันจะยังดีกว่าประเทศศรีลังกามากจากบุญเก่าที่สะสมมาจากหลายรัฐบาลในอดีต แต่หากยังบริหารกันแบบที่เป็นอยู่ โอกาสจะเป็นแบบประเทศศรีลีงกาก็เป็นไปได้สูง เพราะสถานการณ์ในโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ผู้นำไทยขาดความรู้ความเข้าใจและยังมีแนวทางบริหารที่ผิดพลาดมาโดยตลอด และอยากให้ประชาชนได้ติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านที่จะมีขึ้นในวันนี้ เพราะจะมีข้อมูลการบริหารผิดพลาดและการทุจริตเป็นจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่าแม้จะพยายามใช้พวกมากลากไป แต่ประชาชนจะสิ้นหวังหมดความเชื่อถือและไม่ไว้วางใจรัฐบาลต่อไปแล้ว.