หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย แนะรัฐต้อง “เปลี่ยน” หากจะนำประเทศออกจากวิกฤติ พร้อมต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน และยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้การฟื้นตัวเกิดขึ้นได้จริงในทุกภาคส่วน

วันที่ 14 ก.ค. 2565 นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงเวทีเสวนา “เจาะลึกวิกฤติ ร่วมคิดทางออก” ที่พรรคสร้างอนาคตไทยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา ว่า มีความคาดหวังว่ามุมมองและข้อเสนอแนะจากการเสวนาที่พรรคจัดขึ้น จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่มีความสนใจ และเป็นห่วงใยต่ออนาคตของประเทศ

ซึ่งเสียงสะท้อนจากวิทยากรที่มาจากภาคส่วนต่างๆ ก็เห็นพ้องกันว่า ภาวะวิกฤติที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ จะไม่จบลงในเวลาสั้นๆ ซึ่งจะสร้างความยากลำบากแก่ประชาชนทั่วไปอย่างมาก จำเป็นที่ภาครัฐจะต้องดำเนินนโยบายสาธารณะที่ดีมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การฟื้นตัวเกิดขึ้นได้จริงในทุกภาคส่วน อย่างไม่ช้าจนเกินไป ขณะเดียวกันในวิกฤติดังกล่าว ยังมีโอกาสดีๆ ที่ควรเร่งใช้ประโยชน์ได้ หากผู้ที่เกี่ยวข้องจากทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันทำงานอย่างจริงจัง ด้วยเป้าหมายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

วันนี้โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยคือ จะต้องก้าวพ้นวิกฤติให้สำเร็จและสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาให้ทันโลก ซึ่งหากเรายังคิดอยู่ในกรอบเดิมๆ บริหารจัดการแบบเดิมๆ เช่นในสภาวะปกติ ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแนวคิด และวิธีการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ก็เชื่อได้ว่าจะได้ผลแบบเดิมๆ ไม่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายที่เรากำลังเผชิญในขณะนี้ได้ตรงจุดและทันเวลา โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ เพราะหลายประเทศซึ่งถือเป็นคู่แข่งของเรา เขาทำมากกว่านั้น ผมเชื่อว่ามีความจำเป็นในภาวะปัจจุบันที่ภาครัฐจะต้องเป็นผู้ริเริ่มการทำงานกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ร่วมกันกำหนดเป้าหมาย ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงกันทั้งระบบอย่างเร่งด่วน ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นที่น่าสนใจชั้นแนวหน้า ไม่ตกไปอยู่ขอบเวที รวมถึงต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการนักลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศ

...

นายอุตตม ระบุต่อว่า สิ่งสำคัญยิ่งในการปฏิบัติงานทุกด้าน จะต้องอยู่บนพื้นฐานของธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง เพราะที่ผ่านมาเราได้เห็นแล้วว่าการละเลยธรรมาภิบาล คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศต้องเผชิญกับปัญหาและเกิดความชะงักงันในการพัฒนาประเทศเป็นระยะๆ วันนี้หากเราต้องการหลุดพ้นจากวิกฤติ เราต้องร่วมกันสร้างและสนับสนุนธรรมาภิบาลให้เป็นพื้นฐานที่มั่นคงในทุกมิติ ไม่เพียงด้านเศรษฐกิจ แต่รวมถึงด้านการเมืองและสังคมอีกด้วย